Web World Wars : สงครามโลกไซเบอร์

หากมองดีลที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จบลงด้วยความล้มเหลว ระว่างสองยักษ์ใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ต คือ ยาฮู (Yahoo.com) กับ ไมโครซอฟท์ (Microsoft.com) สาเหตุภายนอกที่ผู้คนทั้งกลายไดรับรู้ทั่วไปก็คือ ยาฮูซึ่งเป็นฝ่ายถูกเสนอซื้อไม่ยอมรับราคาที่ไมโครซอฟท์เสนอให้ จึงเล่นชักเย่อกันพักใหญ่ ในที่สุดก็
ประกาศล้มเลิกการซื้อขายกันไป
กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างไมโครซอฟท์ยักษ์ใหญ่ กับยาฮูซึ่งก็เป็นยักษ์ใหญ่ดังกล่าว หากมองแค่ผิวหน้าก็เป็นเพียงการเจรจาซื้อขายหุ้นทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในโลกการค้า แต่ถ้าหากมองลงไปลึกๆแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ของมหาอำนาจในโลกไซเบอร์ ซึ่งคู่ต่อสู้จริงๆแล้วก็คือ ไมโครซอฟท์กับกูเกิล (Google.com) ไม่ใช่ ไมโครซอฟท์กับยาฮู เพราะไมโครซอฟท์มีเหตุผลที่รู้ๆกันอยู่ว่า การเจรจาซื้อหุ้นยาฮูนั้นก็เพื่อควบรวมให้ไมโครซอฟท์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อที่จะได้ต่อกรกับกูเกิลได้ถนัดมือยิ่งขึ้นในโลกไซเบอร์
ไมโครซอฟท์กับกูเกิลถือว่าเป็นอภิมหาอำนาจเทคโนโลยี ICT เป็นผู้ครบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกไซเบอร์ ยาฮูก็เปรียบเสมือนมหาอำนาจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมหาอำนาจใหญ่ทั้งสอง หากใครสามารถดึงไปเป็นพวกได้ ก็จะเพิ่มศักยภาพสงครามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งมีทีท่าว่าจะดึงยาฮูไปเป็นพวกได้ อีกฝ่ายก็ต้องขัดขวางทุกวิถีทาง ดังจะเห็นจากขณะที่ไมโครซอฟท์หน้าดำคร่ำเครียดในการเจรจาต่อรองกับยาฮูอยู่นั้น กูเกิลก็ดอดเข้าทางหลังบ้านโดยร่วมทดสอบโปรแกรมโฆษณากูเกิลบนพื้นที่ของยาฮูเว็บ ทั้งๆที่ยาฮูก็มีกิจการโฆษณาเป็นของตนเองอยู่แล้ว อันเป็นเหตุหนึ่ง ที่ไมโครซอฟท์ยกมาอ้างเมื่อจะเลิกล้มการซื้อหุ้นยาฮู ในขณะเดียวกัน ยาฮูก็ประสบความสำเร็จในการต่อต้านไม่ให้ไมโครซอฟท์เข้าซื้อกิจการของตนได้ และกูเกิลก็หายใจโล่งอกที่อย่างน้อยสถานการณ์ตึงเครียดก็ลดลง (แม้ว่าอาจจะเป็นการชั่วคราวก็ตาม)
การโรมรันพันตูกันในครั้งนี้ นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ต่างจาก “สงครามเย็น” ที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อ 30-40 ก่อน ที่อภิมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองอันได้แก่สหรัฐอเมริกา กับ โซเวียตรัสเซีย ต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ หาพันธมิตรและบริวารให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ครอบครองโลกแต่ผู้เดียวในโลก ประเทศมหาอำนาจรองๆทั้งหลาย เช่น จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน ก็ต่างเลือกข้างยืนอย่างชัดเจน ประเทศเล็กประเทศน้อยก็แบ่งเป็นฝักฝ่ายตามประเทศใหญ่ ทั้งโดยสันติคือการเข้าเป็นพวกโดยสมัครใจ และที่ถูกดึงเข้าเป็นพวกโดยใช้กำลัง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติโดยกองทัพประชาชน หรือการรัฐประหารโดยกองทัพชาตินั้นๆ แล้วนำประเทศไปเข้ากับมหาอำนาจที่ตนเลือกข้าง ความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจเกือบทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หลายครั้ง ส่วนสงครามร้อนย่อยๆเกิดขึ้นทุกหัวระแหง
โลกไซเบอร์ก็เช่นกัน การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของไมโครซอฟท์กับกูเกิลก็เป็นไปในลักษณะไม่แตกต่างกันนัก ทั้งสองฝ่ายพยายามหาพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจทางอินเตอร์เน็ตมาเป็นพวกของตน ด้วยการร่วมเป็นหุ้นส่วนในบางกิจกรรม รวมถึงการทำ “สงครามขยายอาณาเขต” ด้วยการไล่ซื้อเว็บไซต์ขนาดรองๆลงไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ให้ตนเอง ความขัดแย้งที่เป็นการเผชิญหน้ากันอย่างชัดเจนก็คือ การแย่งชิงยาฮูเข้าเป็นพวกที่เพิ่งถอยกันไปคนละก้าวนั่นเอง
การล่าถอยของไมโครซอฟท์ในครั้งนี้ ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นความพ่ายแพ้ หรือเป็นการย่อมแพ้โดยสิ้นเชิง เพราะไมโครซอฟท์ยังหยอดยาหอมไว้เป็นเชื้อว่า แม้จะไม่ได้ควบรวมกิจการแต่ก็สามารถเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้ ซึ่งมีทางที่จะเป็นไปได้ว่า ในอนาคตไมโครซอฟท์คงคิดหาหนทางที่จะดึงยาฮูไปเป็นพวกโดยวิธีที่เป็นมิตรมากกว่านี้ เพราะจะว่าไปแล้ว การเอาเงินมาทุ่มซื้อก็คือการยึดครองกิจการนั่นเอง ย่อมก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ผู้คนของยาฮู ทั้งพนักงานและผู้ถือหุ้น แม้จะมีผู้ถือหุ้นบางส่วนออกมาสนับสนุนการขายหุ้นยาฮูในครั้งนี้ แต่นั่นก็เป็นเสียงของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนเพื่อกำไร แต่เสียงคัดค้านที่เป็น “พลังเงียบ” อันเป็นแฟนพันธุ์แท้หรือสาวกยาฮูก็มีไม่น้อยเช่นกัน ประกอบกับท่าที่การแสดงออกของเจอรี หยาง ซีอีโอของยาฮูที่ดูเหมือนว่าไม่อยากจะขายหุ้นสักเท่าไร ด้วยการโก่งราสูงจนเกินที่ไมโครซอฟท์จะรับได้ จึงประกาศเลิกล้มไป บทเรียนดังกล่าวคงจะทำให้ไมโครซอฟท์กลับไปคิดกลยุทธ์ในการหาพวกให้เนียนขึ้น เพราะรู้แล้วว่า “เงินซื้ออะไรไม่ได้ทุกอย่าง หนึ่งในสิ่งที่ซื้อไม่ได้ก็คือหุ้นของยาฮู”
ทางด้านยาฮูนั้น แม้จะไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่สุดแต่ก็เป็นยักษ์เช่นกัน เป็นมหาอำนาจที่สร้างฐานรากแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นมาด้วยการทำงานหนักของพนักงานยาฮูทุกๆคน มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง มีจิตวิญญาณและจิตสำนึกในเรื่องการปกป้องผลประโยชน์องค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การที่จะมีใครสักคนเอาเงินมาฟาดหัวแล้วเอาองค์กรของตัวไปเป็นสมบัตินั้น ชาวยาฮูก็ย่อมไม่พอใจในการกระทำดังกล่าว ส่งแรงกดดันไปถึงบรรดาผู้บริหารให้มีความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบในการเจรจาต้าอวยกับไมโครซอฟท์ ทำอย่างไรจะทำให้ “น้ำนอก” (ไมโครซอฟท์)ยังใส และ “น้ำใน” (พนักงานยาฮู) ก็ไม่ขุ่น ในช่วงการชุลมุนวุ่นวายนั้น ซีอีโอของยาฮูคือ เจอรี่ หยาง จึงรับบทหนักที่สุด
ผู้ที่สบายตัวที่สุดก็เป็นกูเกิล ได้รับประโยชน์เต็มๆจากงานนี้ นั่นคือ สามารถรักษาความเป็นอภิมหาอำนาจในโลกไซเบอร์ไว้ได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงก็ว่าได้ เพียงแค่ร่วมทดสอบโปรแกรมโฆษณากับยาฮู ก็ทำให้ไมโครซอฟท์อ้างเอาไปเป็นเหตุผลหนึ่งในการถอยฉากไป อาจเรียกว่าชนะสงครามโดยไม่ต้องรบ แม้ว่าจะเป็นการชนะเพียงชั่วคราวก็ตาม
เมื่อการควบรวมยังไม่เกิดขึ้น โฉมหน้าของโลกไซเบอร์จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ความตรึงเครียดลดลงแล้ว แต่การเผชิญหน้ากันยังไม่จบ คงต้องรอดูกันต่อไปว่า สงครามเพื่อการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในโลกไซเบอร์จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร
บรรดาประชาคมโลกคือพวกเราเจ้าท่านทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกไซเบอร์ จะได้รับผลกระทบจากสงครามของมหาอำนาจทั้งหลายมากเพียงใด โดยเฉพาะหากมีผู้ชนะเบ็ดเสร็จผู้เดียวแล้ว สามารถกำหนดกฎเกณฑ์จัดระเบียบโลกไซเบอร์ใหม่ (New Cyber World’s Order) ได้ตามใจ การทำมาหากินอย่างเสรีด้วยของฟรีทั้งหลายบรรดามีจะถูกลิดรอนลดน้อยลงหรือไม่ ก็ต้องคอยลุ้นกัน
หาก Web World Wars I เกิดขึ้นเมื่อไร เมื่อนั้นคงมันส์พิลึกแล.




เป็นสงครามของ 3 ยักษ์ใหญ่ ดูท่าจะยืดยาวละคับ!
นั่นสินะ 3 ยักษ์ ช้างสารชนกันหญ้าแพรกจะแหลลาญ หรือว่าสำราญล่ะทีนี้
กลัวของฟรีที่มีอยู่จะหายไปแหละเหอๆ
ถ้าใหญ่จริงของฟรีไม่หายแน่นอนค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้าเน้นใช้ “freeconomics”
(พูดแล้วยังเจ็บใจ veoh ไม่หาย ทุนไม่หนาพอ
ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับฉันด๊ายย~)
ตั้งแต่จีเมลมานี่ชีวิตสำราญขึ้นเยอะ อีก 2 ค่ายต้องเร่งแจกตามกัน ล่าสุด yahoo ปรับปรุงคุณสมบัติของ mail classic อีกเล็กน้อย รู้สึกเร็วขึ้นจิ๊ดดดนึงแน่ะ 555
ประเด็นเรื่อง freeconomics ที่ไนซ์บอกนั้น น่าสนใจมากนะ มันเป็น Model อย่างหนึ่งของการทำธุรกิจออนไลน์หรือไม่?
ฟังชื่อแล้วมันสวนทางกับหลักเศรษฐศาสตร์ของแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” ทุกอย่างที่มีมูลค่าย่อมมีราคาเสมอ คือราคาคู่กับมูลค่าทุกอย่าง (แม้แต่ลมหายใจก็ไม่ได้มาฟรีๆเพราะต้องลงแรงหายใจ นั่นย่อมเป็นราคาที่ต้องจ่ายไป?
ไนซ์น่าจะเขียนเรื่องนี้นะ มีข้อมูลดีๆก็เอามาเล่า เป็นความรู้แก่พวกเราได้มาก เตรียมพร้อมรับมือสงครามใหญ่ในโลกไซเบอร์ไง