กฎสามข้อของหุ่นยนต์ กับพฤติกรรมของ ส.ส.ไทย
แต่ไหนแต่ไรมานั้น หุ่นยนต์มีแต่ในนิยายวิทยาศาสตร์ จากนั้นก็ในหนังวิทยาศาสตร์ ผู้ที่จัดระเบียบหุ่นยนต์ในนิยายวิทยาศาสตร์อย่างเป็นการเป็นงานก็คือ ไอแซ็ค อาสิมอฟ (Isaac Asimov) นักวิทยาศาสตร์ ต่อมาเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก โดยได้ตั้งกฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ไว้ในนิยายวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหุ่นยนต์ เช่น เรื่อง I, robot สร้างเป็นหนังแสดงโดย วิล สมิธ
กฎทั้ง 3 ข้อดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อให้หุ่นยนต์ทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ การป้องกันรักษาตนเองสามารถทำได้ แต่จะต้องไม่กระทบต่อสวัสดิภาพของมนุษย์ แสดงว่า หากเกิดกรณีที่จะเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและมนุษย์ หุ่นยนต์จะต้องยอมสละตัวเองเพื่อให้มนุษย์ปลอดภัย กฎทั้ง 3 ข้อ จะได้รับการโปรมแกรมไว้ในสมองกลของหุ่นยนต์ทุกตัว ถ้าหากหุ่นยนต์ตัวใดละเมิดกฎคือทำอันตรายแก่มนุษย์ สมองกลของหุ่นยนต์จะทำลายตัวเองลงไปในทันที กฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ ประกอบด้วย
กฎข้อที่ 1 หุ่นยนต์ต้องไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษย์ตกอยู่ในอันตราย (A robot may not harm a human being, or, through inaction, allow a human being to come to harm.)
กฎข้อที่ 2 หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดแย้งกับกฎข้อแรก (A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law.)
กฎข้อที่ 3 หุ่นยนต์ต้องปกป้องตนเอง แต่การกระทำนั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่ 1 หรือ กฎข้อที่ 2 (A robot must protect its own existence, as long as such protection does not conflict with the First or Second Law.)
ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้มนุษย์สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่มีสติปัญญาสูงขึ้น และมีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์มากขึ้น จนมีการคาดการณ์กันว่า อีกไม่นานหุ่นยนต์จะมีรูปร่างหน้าตาและสติปัญญาเหมือนมนุษย์จริงๆ และผู้ผลิตหุ่นยนต์ก็คงไม่ลืมใส่กฎ 3 ข้อนี้ไว้ในสมองของหุ่นยนต์ ถ้าลืมก็อาจเกิดเรื่องยุ่งขึ้นมาได้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวนักการเมืองสองคนคือนายกรัฐมตรีคนปัจจุบันกับดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้วิวาทะกันบน twitter (แม้จะโดยคนอื่นทำแทนก็ตามเถอะ) จึงทำให้นึกถึงสภาของไทย โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคการเมืองต่างๆมีกฎคล้ายๆกับที่อาสิมอฟตั้งขึ้นมาควบคุมหุ่นยนต์ แต่พรรคการเมืองใช้ควบคุม ส.ส. ให้ทำตามพรรค ไม่ว่าจะเป็นการลงคะแนนเสียง หาเสียง สรุปแล้วอะไรๆก็ต้องฟังมติพรรค ถ้าแหกมติก็มีสิทิธิ์ถูกขับออกจากพรรค ถ้าถูกขับจากพรรคแล้วหาพรรคใหม่อยู่ไม่ได้ตามกำหนดก็มีหวังหลุดจากการเป็น ส.ส.
นี่เป็นเรื่องที่ ส.ส.กลัวนักหนา จึงต้องทำตามมติพรรค ถ้าเกิดแหกมติจนถูกขับออก พรรคไหนอยากจะรับเข้าพรรคล่ะครับ เดี๋ยวไปแหกมติเขาอีก
ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย ต้องอยู่ในวินัย เคารพมติพรรค นั่นแล
ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งหมด ไม่ใช่ผู้ทนของเขตเลือกตั้งของตน หรือเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ดังนั้น จึงกำหนดเอกสิทธิแก่ สส. ในการลงมติใดใดก็ตาม ให้กระทำได้โดยอิสระ
หมายความว่า บรรดา สส.ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็มีสิทธิ์ขาดในการลงมติตามความคิดเห็นของตนโดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและ ประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น สส. ฝ่ายรับบาลก็สามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ หากเชื่อว่า รัฐบาลไม่ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ในทางกลับกัน สส.ฝ่ายค้านก็สามารถลงมติไว้วางใจรัฐบาลได้ หากคิดว่ารัฐบาลทำถูกต้องแล้ว
แต่ในทางปฏิบัตินั้น มติพรรคใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ นั่นคือ ก่อนจะออกเสียงลงมติ พรรคประชุมกันแล้วมีมติให้ สส. ลงคะแนนเสียง พรรครัฐบาลก็ให้ลงคะแนนให้พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านก็ลงคะแนนให้ฝ่ายค้าน ดังนั้น จึงได้ยินอยู่เสมอๆว่า “มติพรรคว่าอย่างนั้น” “มติพรรคว่าอย่างนี้” “ต้องทำตามมติพรรค” “ต้องโหวตตามมติพรรค” เป็นต้น จึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมเมื่อลงคะแนนเสียงในสภา มติพรรคจึงใหญ่ว่ารัฐธรรมนูญ (แล้วไม่เป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือ?- – ตอบ : ไม่ทราบ ไม่เห็นมีใครสนใจ ไม่มีใครวินิจฉัย)
มติพรรคดังกล่าว ดูแล้วก็ไม่ต่างจาก กฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์ ซึ่ง สส. ต้องทำตามโปรแกรมที่พรรคได้ตั้งเอาไว้ อาจเรียกว่า “กฎ 3 ข้อของ สส.” เมื่อพรรคต้องการมติของ สส. ก็จะป้อนรหัสคำสั่งให้ “กฎ 3 ข้อของ สส.” ทำงาน โดยทันที เพื่อให้ สส. ทำตามมติพรรคโดยพร้อมเพรียงกัน กฎ 3 ข้อ ของ สส. ได้แก่
กฎข้อที่ 1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำตามมติพรรคอย่างเคร่งครัด ไม่เพิกเฉยต่อมติพรรคจนทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค
กฎข้อที่ 2 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอิสระในการกระทำใดๆ การแสดงความคิดเห็นใดๆ และการลงมติใดๆ แต่การกระทำนั้นต้องไม่ขัดแย้งกับกฎข้อแรก
กฎข้อที่ 3 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องรักษาความเป็นอิสระของตนในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย แต่การกระทำนั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่ 1 หรือ กฎข้อที่ 2
ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พฤติกรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย ไม่ว่าพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็ล้วนแต่เป็นไปภายใต้ “กฎ 3 ข้อของ สส.” ทั้งสิ้น ที่สำคัญ “กฎ 3 ข้อของ สส.” นี้เป็นกฎที่ไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก คล้ายรัฐธรรมนูญอังกฤษนั่นแล
ฉะนั้นจึงปรากฏทุกครั้งว่า เมื่อรัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้จะถูกเปิดโปงขนาดไหน ประชาชนเห็นความบกพร่องเพียงใด แต่ภายใต้ “กฎ 3 ข้อของ สส.” ก็ทำให้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากได้รับความไว้วางใจในสภา อาจจะมี สส. บางคนแหกมติบ้าง งดออกเสียงบ้าง นั่นก็เป็นส่วนน้อยไม่กระทบมติ ซึ่งอาจเกิดจากโปรแกรมมีปัญหา เมื่อได้รับการซ่อมแซมแล้ว Restart เครื่องใหม่ก็อยู่ในกฎดังเดิม ถ้าซ่อมแซมไม่ได้ก็จำเป็นต้อง Delete ออกไป หาซื้อโปรแกรมใหม่มาลง
นี่ พรรการเมืองไทยทันสมัย ใช้ ส.ส. เหมือนเครื่องมือดิจิตอลมีเดียเลยนะ จะบอกให้.




Leave a Reply