อำนาจวิถี ๓ ทางขึ้นสู่อำนาจ
การขึ้นสู่อำนาจของคนทั้งหลาย ไม่ว่าระดับใด หากแบ่งแยกตามกรอบของศีลธรรมจรรยา ย่อมแบ่งได้เป็นเพียง ๒ ทางคือทางที่ถูกศีลธรรมกับวิธีที่ผิดศีลธรรม ทางที่ถูกศีลธรรม ย่อมต้องได้อำนาจมาโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ได้มาโดยเคารพกติกาและทำตามกติกาอย่างขาวสะอาด ส่วนทางที่ผิดศีลธรรมย่อมเป็นตรงกันข้ามกับทางแรก
การ วัดสิ่งใดๆก็ตาม หากยึดตามกรอบของศีลธรรมจรรยาแล้ว ย่อมมีได้เพียง ๒ ทางดังกล่าวเท่านั้น นั่นคือ ไม่ถูกก็ผิด ไม่ยอมรับเรื่องกึ่งผิดกึ่งถูก กึ่งดิบกึ่งดี หรือสีเทาที่ผสมผสานระหว่างขาวกับดำ แต่ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก
เมื่อใช้เกณฑ์วัดเช่นนี้ คงต้องมีข้อโต้แย้งว่า การกระทำที่ขาวสะอาดนั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมนุษย์ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ย่อมหาหนทางที่จะทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ให้มากที่สุด แม้จะหลบ เลี่ยง หลีก หรือละเมิดศีลธรรม จรรยา กฎหมาย ก็ต้องทำ ข้อ โต้แย้งเช่นนี้แม้จะเป็นความจริงที่เห็นอยู่ทั่วไป แต่ไม่ทั้งหมด เพราะคนที่เคารพศีลธรรม จรรยา กฎหมาย กติกานั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน หาไม่แล้วสังคมมนุษย์คงไม่สามารถดำเนินต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้
การ ขึ้นสู่อำนาจของคนทั้งหลาย แม้จะมีอยู่เพียง ๒ ทางดังกล่าว แต่แยกย่อยออกเป็นหลายวิธีตามสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม และความสามารถของแต่ละคน ซึ่งในที่นี้จะขอยกวิธีการเท่าที่ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปมาเป็นกรณีศึกษา ดังนี้
๑. วิธีสืบทอด นับเป็นวิธีสามัญที่เห็นได้โดยทั่วไป มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และน่าจะเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ได้แก่ การสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์ การสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่า การสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวหรือหัวหน้าตระกูล การสืบทอดตำแหน่งของทายาทเจ้าของธุรกิจ เป็นต้น
๒.วิธีแต่งตั้ง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป โดย ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับในสังคมหรือองค์กร เป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้นำหรือผู้ใช้อำนาจสูงสุดของสังคม การขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีนี้ เกิดจากผู้ครองอำนาจอยู่ก่อนไม่มีทายาทสืบทอดอำนาจ วิธีการนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดัง ปรากฏร่องรอยในนิทาน ตำนานต่างๆ ที่พระราชาสวรรคตแล้วไม่มีรัชทายาท บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายจึงเสี่ยงทายหาผู้มีบุญญาธิการมาเป็นพระราชา ในพระสูตรต่างๆที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ก็มีเรื่องการแต่งตั้งผู้นำในลักษณะนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ การแต่งตั้ง วินสตัน เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามครั้งที่สอง เพื่อนำพาอังกฤษต่อสู้กับฮิตเลอร์ที่เรืองอำนาจในยุโรป ในรัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดไว้ว่า เมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิตลงให้รองประธานาธิบดีขึ้งดำรงตำแหน่งแทนโดยอัตโนมัติ ก็สังเคราะห์เข้ากับวิธีนี้ได้ การคัดเลือกซีอีโอทั้งหลายขององค์กรธุรกิจในปัจจุบันก็เป็นการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำโดยวิธีนี้นั่นเอง
๓.วิธีเลือกตั้ง เป็นวิธีที่ยอมรับว่ามีความเป็นธรรมที่สุดในปัจจุบัน (แต่จะกระทำโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกในสังคมได้แสดงเจตนาที่จะให้ใครเป็นผู้นำของตน เพื่อใช้อำนาจในการจัดการสังคมให้เกิดประโยชน์แก่ทุกคน วิธีการดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ทุกคนได้ใช้อำนาจของตนร่วมกันเลือกผู้นำหรือผู้แทน เพื่อให้ใช้อำนาจแทนทุกคนในการบริหารจัดการองค์กร
๔.วิธีครอบงำ เป็นวิธีขึ้นสู่อำนาจโดยใช้อิทธิพลหรืออำนาจของตนครอบงำและบงการผู้อื่นที่เป็นผู้นำอยู่ก่อนหรือเป็นผู้ที่ตนเลือกขึ้นมาให้เป็นตัวแทน ผู้ครอบงำที่อยู่เบื้องหลังคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง ส่วน ผู้ถูกครอบงำนั้นมีอำนาจแต่เพียงในนาม ทำตามความต้องการของผู้บงการเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของชนชาติจีนที่จักรพรรดิถูกครอบงำและบงการโดย ขุนนาง หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่าให้ทำตามความต้องการของพวกเขาเหล่านั้น
๕.วิธียึดครอง เป็นวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของผู้นำที่ใช้กันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ในสมัยโบราณที่ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ เรียกว่าเป็นการขึ้นสู่อำนาจด้วยการปราบดาภิเษก คือยึดอำนาจจาก กษัตริย์องค์ก่อนแล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์แทน ตามมาด้วยการกำจัดคนของกษัตริย์องค์ก่อนเพื่อป้องกันการแก้แค้น จึงปรากฏว่ามีการฆ่าฟันกันล้มตายเป็นอันมาก ในสมัยปัจจุบันก็คือการรัฐประหาร หรือปฏิวัติ หรือวิธีการใดๆที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ แม้แต่ในสังคมที่เรียกกันว่าประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง แต่หากการเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำผิดกฎหมาย ได้มาโดยวิธีการสกปรก ก็น่าจะเรียกว่าเป็นการยึดครองแบบหนึ่งได้
ที่ กล่าวมาทั้ง ๕ ประการคือวิธีขึ้นสู่อำนาจที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ และไม่น่าจะมีวิธีอื่นใดนอกเหนือจาก ๕ วิธีดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
แม้วิธีขึ้นสู่อำนาจจะบ่งชี้แนวโน้มของการใช้อำนาจว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เช่น ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจโดยวิธีที่ถูกต้องย่อมมีแนวโน้มว่าจะใช้อำนาจอย่างถูกต้อง ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีที่ผิดย่อมมีแนวโน้มว่าจะใช้อำนาจในทางที่ผิด แต่นั่นไม่ใช่ข้อที่จะสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอน เพราะปรากฏอยู่มากมายว่า ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการอันถูกต้อง กลับกลายเป็นผู้ใช้อำนาจอย่างชั่วร้าย สร้างความเสียหายให้แก่สังคมของตนอย่างมากมายมหาศาล ส่วน ผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง หรือเต็มไปด้วยข้อสงสัยว่าจะไม่ถูกต้อง กลับใช้อำนาจอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม สร้างประโยชน์แก่สังคมเป็นอันมาก ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษก็มีไม่น้อย ดังเช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการฆ่าฟันพี่น้องของตนเองไปเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ยังยึดครองอำนาจจากผู้อื่นด้วยสงคราม ทำให้ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน แต่ในที่สุดก็กลับตนเป็นคนดี ใช้ธรรมเป็นอำนาจ สร้างประโยชน์แก่ผู้คนมากมายมหาศาล ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในมหาบุรุษของมวลมนุษยชาติ
วิธีการขึ้นสู่อำนาจของคนจึงไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า คนนั้นจะเป็นรัฐบุรุษหรือทรราชในทันที การใช้อำนาจขณะที่มีอำนาจต่างหากจึงจะเป็นข้อพิสูจน์อย่างแน่ชัด เพราะไม่ว่าจะได้อำนาจมาโดยวิธีใดหากใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพื่อความผาสุขของคนหมู่มาก ผู้นั้นย่อมเป็นรัฐบุรุษ แต่ ถ้าหากใช้อำนาจอย่างชั่วร้าย ทำลายความสงบสุขของผู้คน แม้ผู้นั้นได้อำนาจมาโดยวิธีอันถูกต้อง ก็ย่อมจะเป็นทรราชหาใช่รัฐบุรุษไม่ หรือเป็นแค่รัฐบุรุษจอมปลอม หรืเป็นรัฐบุรุษของบรรดาข้าทาสบริวารพวกพ้องเดียวกันที่ได้รับผลประโยชน์จาก ความชั่วร้ายเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้รัฐบุรุษจอมปลอมดังกล่าวก็หาดูได้ไม่ยากเลย.









Leave a Reply