อำนาจวิถี ๑ : ศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน

อำนาจเป็นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตัวของมันเอง แต่แสดงตัวตนผ่านการกระทำของคนที่มีอำนาจ ซึ่งมีอภิสิทธิ์ที่จะกระทำการหรือไม่กระทำเหนือกว่าคนอื่น ได้รับการยอมรับจากคนที่อยู่ใต้อำนาจโดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ได้ สรุปแล้วอำนาจคือพลังที่มองไม่เห็นแต่ทำให้คนที่ได้ครอบครองอยู่เหนือผู้อื่น

การขึ้นสู่อำนาจของคนแต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกัน เมื่อได้อำนาจแล้วการใช้อำนาจของแต่ละคนก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน และเมื่อถึงคราวที่ต้องลงจากอำนาจก็มีรายละเอียดแตกต่างกันด้วย ดังประจักษ์พยานที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ คือเรื่องราวของผู้ที่เคยมีอำนาจทั้งหลาย ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน

มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เหมือนกัน นั่นคือ ไม่ว่าใครจะขึ้นสู่อำนาจและใช้อำนาจแตกต่างกันเพียงใด ทุกคนล้วนแต่ต้องลงจากอำนาจทั้งสิ้น ไม่มียกเว้นต่างกันแต่เพียงวิธีการลงจากอำนาจของแต่ละคนเท่านั้น

เรื่องของอำนาจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการขึ้นสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการลงจากอำนาจของคนว่ามีความเป็นมาและเป็นไปแตกต่างกันอย่างไร สร้างผลกระทบต่อผู้คนเพียงใด มีอิทธิพลต่อผู้คนขนาดไหน และท้ายที่สุดเมื่อลงจากอำนาจแล้ว ปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้คนแบบใด สิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้จะขอเรียกรวมกันว่า “อำนาจวิถี” ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งในส่วนของปัจเจกบุคคลและสังคม

ก่อนจะเข้าถึงรายละเอียดเรื่องอำนาจ ขอยกข้อธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นกรอบในการศึกษา นั่นคือ ข้อธรรมที่ทรงตรัสจำแนกมนุษย์ออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งมีอยู่หลายแบบ แต่จะขอยกข้อธรรมที่ทรงเปรียบเทียบประเภทของมนุษย์กับแสงสว่างและความมืด 4 ประเภท นั่นคือ

ประเภทที่ 1 คนที่มืดมามืดไป คนกลุ่มนี้คือพวกเกิดมาท่ามกลางไม่ดีไม่งาม เป็นผู้มีบาป ไม่สามารถจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความไม่ดีไม่งามได้ คืออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีความเจริญในความดี เมื่อตายไปก็ตายไปท่ามกลางสิ่งที่ตนเกิดมา หาความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นประเภทต้นคดปลายคด

คนประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไป เป็นคนที่ทำแต่เรื่องไม่ดีอยู่ซ้ำซาก เหมือนไม่มีปัญญาที่จะเรียนรู้แก้ไขอะไร ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ สร้างความเสียหายอยู่เสมอ ถ้าเป็นผู้นำก็มาอย่างไม่ถูกต้อง ขณะอยู่ในอำนาจก็ทำแต่สิ่งเลวร้าย ถึงคราวลงจากอำนาจก็อาจจะลงโดยไม่สง่างาม หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าจบไม่สวย

ประเภทที่ 2 คนที่มืดมาสว่างไป คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางความไม่ดี ไม่งาม เหมือนคนพวกแรก แต่สามารถพัฒนาตนเองไปพ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี นับเป็นผู้มีปัญญา มีสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นประเภทต้นคดปลาย

ในองค์กรต่างๆ เปรียบได้กับพวกที่มีที่มาไม่ถูกต้อง เช่น อาจใช้เส้นสาย หรือมาแบบผิดระเบียบแบบแผน ในระดับประเทศอาจมาโดยวิถีทางไม่ถูกต้อง เช่น การปฏิวัติ รัฐประหาร แย่งชิงอำนาจคนอื่น แต่เมื่อมาแล้วได้สร้างสรรค์ผลงาน ทำประโยชน์แก่องค์กรหรือประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง ยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดๆต่างๆ ทำงานเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็กลายเป็นวีรบุรุษขององค์กร เป็นที่จดจำของประชาชนเพราะความดีที่ทำไว้ขณะอยู่ในอำนาจ

ประเภทที่ 3 คนที่สว่างมามืดไป คนประเภทนี้เกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่กลายเป็นคนผ่าเหล่า เป็นพวกต้นตรงปลายคด ละทิ้งความดี ความงาม ความถูกต้อง หันไปคบหากับความชั่ว ความเลว ความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

คนประเภทนี้นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง มักอาศัยที่มาอันถูกต้องของตนทำสิ่งที่ชั่วร้าย เหมือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ที่ปากบอกว่ารักประชาธิปไตยแต่ใจเป็นเผด็จการ ปากบอกว่ารักความถูกต้องแต่ใจใฝ่กระทำแต่ทางที่ผิด ปกปิดการกระทำไม่ถูกต้องของตนด้วยฉันทามติแห่งประชาชน แต่ความชั่วปกปิดไม่ได้ ความลับไม่มีในโลก ในที่สุดก็ถูกเปิดโปงแล้วจบลงด้วยความย่อยยับของตน หลายคนกลายเป็นนักโทษตายคาคุก หลายคนต้องเร่ร่อนหลบหนีความผิดไม่มีแผ่นดินอยู่

ประเภทที่ 4 คนที่สว่างมาสว่างไป คนประเภทนี้เป็นผู้มีบุญ เป็นคนสมบูรณ์แบบ เกิดท่ามกลางความดี ความงาม ความถูกต้อง แล้วดำเนินชีวิตไปด้วยหลักการนั้น สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เป็นประเภทต้นตรงปลายตรง เป็นที่ปรารถนาของทุกสถานถิ่นที่ เป็นผู้นำก็มาอย่างถูกต้องชอบธรรม เมื่ออยู่ในอำนาจก็ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เมื่อจะลงจากอำนาจก็ลงไปอย่างสง่างาม คนทั้งหลายก็จดจำได้ว่าเป็นผู้มีความดีงาม

คนในโลกนี้อยู่ในกรอบ 4 ประเภทนี้ ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ ไม่หนีไปจากนี้ เป็นตัวอย่างทั้งแบบดีและแบบเลวให้คนได้ยึดถือแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ก็มีที่มาที่ไปภายใต้กรอบทั้ง 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ มีทั้งพวกที่มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป สว่างมาสว่างไป ซึ่งประเภทที่ 2 กับที่ 4 นั้นมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ประเภทที่ 1 กับ ที่ 3 ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า แม้มีคนประเภทที่ 2 กับ 4 เป็นตัวอย่าง แต่คนประเภท 1 กับ 3 ก็ไม่ยอมยึดถือเป็นแบบอย่างเอาเสียเลย

ผู้นำของไทย ทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีพวก 2 กับ 4 ก็ไม่น้อย แต่พวก 1 กับ 3 นั้นน่าจะมากกว่า โดยเฉพาะผู้นำสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีนั้น มีปะเภทมืดมามืดไป สว่างมามืดไปนับได้หลายคน แต่จะเป็นใครบ้างนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านจงใช้ปัญญาพิจารณากันดูก็จะรู้เอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาโดยวิถีทางอันถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นพวกสว่างมา คงจะสามารถรักษาความสว่างในอำนาจของตนไว้ได้จนลงจากอำนาจแบบสว่างไป กลายเป็นพวกสว่างมาสว่างไปอันเป็นสุดยอดของคนได้ในท้ายสุด

ขอให้ดูตัวอย่างของนายกรัฐมนตรีประเภทมืดมามืดไป กับสว่างมามืดไปเป็นบทเรียน ซึ่งมีทั้งที่อยู่อย่างทนทุกข์ถูกประวัติศาสตร์ก่นด่าทุกวัน และทั้งที่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ต้องเร่ร่อนเป็นนกไร้รัง หาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ศึกษาจนรู้ทันความจริงนี้แล้วก็จงโปรดรักษาความสว่างไว้ให้ดี

เพราะอำนาจนั้นหากใช้ผิดนิดเดียวก็อาจจะล่มจมทั้งตนเองและประเทศชาติได้.

Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Thursday, March 19th, 2009 and is filed under การเมือง. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

No Responses to “อำนาจวิถี ๑ : ศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน”

  1. นพ on April 10th, 2009 at 1:02 am

    ยังหวังอยู่เสมอ ว่าคุณอภิสิทธิ์จะสว่างมา และสว่างไป

    วันนี้(9 เมษายน) นั่งดูการปิดถนนของ นปช

    พลพรรคของอดีตนายก ที่มืดมา แล้วก็มืดไป

    แต่ดูจะถลำ จนแม้แต่จะหาทางไปคงไม่เจอแล้วค่ะ

    น่าจะเป็น มืดมา แล้วมืดบอด จนไม่มีทางจะไป

    ทำตัวเองแท้ๆ กรรม

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats