ลูกน้องสมองใส : The Good,The Bad and The Ugly (3)
ผมเขียนเรื่องนี้ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ไปแล้ว ทีนี้มาว่าถึงตอนที่ 3 ในชุด ลูกน้องสมองใส : The Good,The Bad and The Ugly นั่นคือ พวก The Bad Band หรือ พวกมีเลว ตามทฤษฎี คลิ้นต์ลีเอล ( The Clint Lee El Theory) ของผมเอง เหอๆ
พวกมีเลวนี้แบ่งความเข้มข้นเป็น 3 ระดับเช่นเดียวกับพวกทำดี (The Good Band ) ประกอบด้วย พวกมีเลวตลอด พวกมีเลวตามลม และพวกมีเลวตามหลัง ดังจะพรรณนาโดยพิสดารดังต่อไปนี้
1.พวกมีเลวตลอด พวกนี้จะมีนิสัยไม่ดี ชอบลองของ ระดับเข้มข้นฝังอยู่ในดีเอ็นเอ เป็นไปโดยธรรมชาติชนิดที่เรียกว่าติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน มีจุดยืนอย่างมั่นคงและยอมรับอย่างองอาจในความไม่ดีของตัวเอง ในสายตาของผู้บริหาร พวกนี้จะเป็นพวกที่จะถูกกำจัดไปเป็นพวกแรก หากมีความจำเป็นจะต้องทำเช่นนั้น แต่ในสายตาของหัวหน้าระดับใกล้ชิด จะเข้าอกเข้าใจคนกลุ่มนี้ เพราะที่จริงแล้ว ความไม่ดีทั้งหลายที่คนพวกนี้ทำขึ้นนั้น หากมองอย่างเข้าอกเข้าใจก็หาใช่ความเลวร้ายอะไรไม่ เป็นเพียงแต่บุคลิกของเขาเป็นพวก Anti-Hero เท่านั้นเอง
ผมมีตัวอย่างลูกน้องแบบนี้คนหนึ่ง ผู้หญิงแต่เป็นทอม ครอบครัวมีฐานะมั่นคง มีรถขับ มีแฟนสวย และชอบทำผิดกฎเสมอๆ โดยเฉพาะเรื่องมาสาย ในสายตาของผู้บริหารระดับสูงจึงเป็นพวกเลวตลอด แต่การทำงานนั้นถึงไหนถึงกัน เสร็จเรียบร้อยตามสั่ง เมื่อเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นก็จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา สรุปแล้ว ฝีมือการทำงานนั้นดีกว่าพวก The Good Band หลายๆคน
แม้จะทำงานดีแต่การทำผิดระเบียบก็สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและหัวหน้า (คือผม) อยู่บ่อยๆ มีหลายครั้งที่ถูกเรียกไปคาดโทษขนาดภาคทัณฑ์กันเลยทีเดียว ผมต้องคอยอธิบายหรือแก้ต่างให้เสมอ จนเจ้านายถึงกับบ่นพึมๆว่าผมออกหน้าปกป้องมากเกินไป ผมอธิบายว่า แม้เธอจะเป็นพวกที่ชอบละเมิดกฎ แต่มีผลงานดีกว่าพวกรักษากฎเคร่งครัด เป็นเด็กดีสงบเสงี่ยมบางคน เมื่อเจอเหตุผลนี้เจ้านายก็ยอมรับฟัง บอกเหมือนกับจะโยนภาระให้ผมดูแลแบบเด็ดขาดว่า “คุณเอาไปจัดการก็แล้วกัน มันลูกน้องคุณ” ดังนั้นเธอจึงรอดพ้นจากการถูกกำจัดไปได้แบบหวุดหวิดหลายครั้ง
พวกมีเลวตลอด เป็นพวกมีฝีมือ ชอบลองของ และแอนตี้ฮีโร่ หากทำความเข้าใจจริงๆก็จะสามารถดึงศักยภาพของพวกนี้ออกมาเป็นผลงานได้มหาศาล
2.พวกมีเลวตามลม พวกนี้จะเป็นพวกที่มีนิสัยห่ามๆ ชอบทำอะไรที่เป็นลักษณะลองของ แต่ใจไม่กล้าเหมือนพวกแรก ขี้กลัวเมื่อถูกจับได้ แต่จะขี้โม้เมื่อทำอะไรลงไปแล้วรอดพ้นจากการถูกจับผิด ฉลาดในการปกปิดความผิดเพื่อเอาตัวรอด อาจเรียกได้ว่าเป็นศรีธนญชัยฝ่ายดำก็ได้ สิ่งที่พวกนี้ชอบเป็นพิเศษก็คือรางวัล หรือจะเรียกว่าสินบนก็ได้ การใช้งานคนพวกนี้ถ้ามีสินน้ำใจให้บ้างก็จะยินดีทุ่มเทให้อย่างที่สุด แต่ถ้าขัดใจขึ้นมาก็เป็นพวกดื้อตาใสได้เหมือนกัน ประเภททำไปบ่นไป หงุดหงิด สร้างความสำคัญแก่ตนเองแต่คนอื่นรำคาญ
ผมเจอกับคนลักษณะที่ว่านี้มากพอสมควร การเป็นหัวหน้าของท่านทั้งหลายต้องทำใจไว้บ้าง เพราะอาจจะได้งานที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ งานสำคัญๆอย่าให้พวกท่านรับผิดชอบมาก เพราะพวกท่านอาจจะทำพังเอาได้ แต่ถ้าจับจุดที่จนซื้อใจกันได้ ท่านก็ถึงไหนถึงกันได้เหมือนกัน
3.พวกมีเลวตามหลัง พวกนี้เป็นพวกอยากซ่าแต่ว่าใจไม่ให้ เป็นพวกขี้ตื่น ทำอะไรต้องมีคนสั่งคนคุมจึงจะไปรอด ไม่กล้ารับผิดชอบงานใดๆที่จะเป็นการผูกภาระให้ตนเอง คนพวกนี้นับเป็นพวกแถวหลังโดยแท้ แต่ถึงแม้จะขี้กลัวแต่โดยธรรมชาติแล้วเป็นพวกที่ชอบแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ เพื่อลบปมด้อยของตนเอง แต่เมื่อภัยมาก็จะยอมซุกอยู่ข้างหลังของคนอื่นแบบไม่อายใคร คนพวกนี้จะแสดงความคิดเห็นน้อยที่สุด แต่เมื่อผ่านไป หากมีอะไรเกิดขึ้นในทางที่ไม่ดี พวกนี้จะเป็นพวกแรกที่พูดว่า “กูว่าแล้ว กูจะบอกอยู่พอดี” ทำนองนี้
คนพวกนี้มักจะหาที่พึ่งพิงหรือผู้ปกป้อง จึงต้องเป็นเบี้ยล่างให้แก่พวก ที่ 1 หรือ ที่ 2 การดูแลก็ทำได้โดยการจับตาดูอยู่ห่างๆ เพราะจะว่าไปแล้ว พวกนี้ไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าใด นอกเสียจากจะถูกชักใยจากพวกที่อยู่เหนือกว่า คือพวกที่ 1 หรือ 2 ที่เป็นผู้คุ้มครอง ดังนั้น หากคุมพวกที่ 1 หรือ 2 ได้ ก็จะคุมพวกนี้ได้ไปโดยปริยาย
นี่คือลักษณะอาการ พฤติกรรม การกระทำของพวกที่สังกัด The Bad Band ที่ผมเคยได้คลุกคลีมาตลอดอายุการทำงาน จึงได้อภิปรายไว้พอสังเขป เพื่อให้ท่านทั้งหลายนำพิจารณาต่อไป
อันที่จริงแล้ว ไม่ว่า The Good Band หรือ The Bad Band ก็ล้วนมีความสำคัญแก่องค์กรทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเหนือขึ้นไป จะสามารถบริหารจัดการเพื่อใช้งานให้ตรงกับจริตพวกเขามากเพียงใด ผมคิดว่า การใช้แนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้สามคำ คือ “เข้าใจ” ”เข้าถึง” และ “พัฒนา” จะทำให้สามารถดึงศักยภาพของคนทุกคนมาสร้างประโยชน์แก่องค์กรได้เต็มที่
คราวหน้า (เมื่อใดก็ไม่รู้) จะถึงคิวพวก The Ugly Band ครับ.




เห็นด้วยกับการที่จะดึงศักยภาพของคนในองค์กรมาใช้อย่างเต็มที่
เพราะเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่ามีความสำคัญต่อองค์กร
ซึ่งผลงานของทุกคนจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและต่อตัวเขาเองด้วย
เชื่อในสุภาษิตที่ว่า “รกคนดีกว่ารกหญ้า”
ใช่ครับ คนทุกคนมีค่าแก่องค์กรทั้งสิ้น บางกรณีเขามีค่ากว่าตำแหน่งหน้าที่ที่เขาทำมากมาย
ผมเคยเห็นพนักงานส่งเอกสารที่สามารถทำงานบริการลูกค้าได้ดีกว่าคนที่รับผิดชอบโดยตรงบางคนเสียอีก เสียดายเขาอยู่ผิดที่ผิดเวลา และผมไม่สามารถจะทำให้เขาได้มาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ด้วยปัจจัยที่เป็นอุปสรรคหลายๆอย่าง
แต่ก็มีหลายๆคนที่ผมไม่ได้ผลักดันเขาตรงๆในสำนักงาน แต่ได้แนะนำช่วยผลักดันทางอ้อม เช่น พนักงานพิมพ์เอกสาร มีศักยภาพดี มีพื้นฐานการเรียนรู้ดี แนะนำให้เขาเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยเปิด เช่น มสธ. เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ต่อมากลายเป็นพนักงานที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นอันดี …แน่นอนว่าที่องค์กรอื่น น่ะครับ
ข้อเสียขององค์กรขนาดเล็กอย่างหนึ่งก็คือ ไม่พัฒนาคนของตนเอง คิดแต่จะหาคนดีๆจากที่อื่น เมื่อคนดีๆในองค์กรต้องดิ้นรนต่อสู้พัฒนาตนเองอย่างยากลำบากแล้วไปเติบโตที่อื่น ก็บ่นเสียดาย
คือไม่ลงทุน แต่อยากได้ของดี ก็มีได้ยาก แบบนี้แหละครับ