ผู้นำทั้งหลายเป็นอย่างนี้แค่หนึ่งในสิบได้ไหม
บ้านเมืองวุ่นวายเพราะผู้นำ จนจะฉิบหายวายป่วงกันไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เสื้อเหลืองไป เสื้อแดงมา ประเทศชาติเตียลงๆ
เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็จึงยกเอาบทความที่เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ เรียนธรรมในรกิจ ตีพิมพ์ในหนังสือ Bizweek เมื่อปี ๒๕๕๐ มาเล่าใหม่ นั่นคือเรื่องผู้นำแบบจักรพรรดิ อันเป็นเรื่องคุณธรรมของผู้นำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้มาให้อ่านกัน เผื่อจะหายเซ็งและได้ปัญญาขึ้นมาบ้าง
คุณธรรมของผู้นำที่พระพุธเจ้าตรัสไว้นั้น หากนับที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็คือ ทศพิธราชธรรม แต่ในที่นี้ จะยกเอาพระสูตรหนึ่งใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ที่ทรงกล่าวถึงเรื่องของหลักการปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นคือ จักกวัตติสูตร
ที่จริงแล้ว เรื่องพระจักรพรรดิใน จักกวัตติสูตร นี้คนไทยก็รู้จักกันดี หากไม่ใช่เรื่องจักรพรรดิโดยตรง แต่เป็นเรื่อง แก้วเจ็ดประการของพระจักรพรรดิ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว ซึ่งการที่จะได้ครอบครองแก้วทั้งเจ็ดนี้ ต้องเป็นพระจักรพรรดิที่มีบุญญาธิการและฤทธิ์มาก ดังในพระพสูตรว่า “มีพระราชาจักรพรรดิ์ พระนามว่า ทัลหเนมิผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว” และยังมี “พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วน กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดิน”
การเป็นพระจักรพรรดิของพระเจ้าทัลหเนมิ นี้ ในพระสูตรกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเพราะรบราฆ่าฟันเก่ง หากแต่เป็นเพราะทรงเป็น “ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม” ดังนั้น วัตรปฏิบัติของพระจักรพรรดิในจักกวัตติสูตร อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ จึงมิใช่ วัตรปฏิบัติในการตีบ้านเมืองหาประเทศราชแต่อย่างใด
เพราะการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่มีฤทธิ์มาก เป็นผู้ทรงธรรมและเป็นพระราชาโดยธรรมนี้ จึงปรากฎว่า พระราชาแว่นแคว้นอื่นๆยินยอมอยู่ใต้อำนาจโดยไม่ต้องบังคับฆ่าฟันกันแต่อย่างใด ไม่ต้องยกทัพไปทำลายบ้านเมืองคนอื่นเหมือนจักพรรดิของพวกฝรั่ง อย่างเช่น อเล็กซานเดอร์ และ นโปเลียน ในสมัยก่อน หรือ จอร์จ บุช และ โทนี่ แบล ในสมัยปัจจุบัน
วัตรปฏิบัติของพระจักรพรรดิมี ๗ ประการ นั้น ในพระสูตรท่านกล่าวว่า เป็นการสนทนากันระหว่างพระจักรพรรดิที่เป็นรุ่นลูกหลานของพระเจ้าทัลหเนมิกับปุโรหิตผู้ทรงความรู้ ถึงข้อปฏิบัติของพระจักรพรรดิ ซึ่งปุโรหิตกราบทูลว่า
“พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรมในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อ และนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้น ด้วยดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจาก ความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไรกรรมอะไรควรเสพ กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใด เป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ นี้แล คือจักกวัตติวัตรอัน ประเสริฐนั้น”
นั่นเป็นคำแปลภาษาพระในพระไตรปิฎก อาจจะอ่านยากสักหน่อย จึงขอเอาคำของพระอาจารย์เกษตร ปคุโณ ที่ท่านสรุปไว้ให้อ่านง่ายๆว่า คุณธรรมของพระราชาผู้จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ดังปรากฏในพระสูตรนี้คือ
๑. อาศัยธรรมะ สักการะเคารพธรรมะ นับถือธรรมะ บูชาธรรมะ ยำเกรงธรรมะ มีธรรมะเป็นธงชัย มีธรรมะเป็นใหญ่
๒. รักษาคุ้มครอง ป้องกันอย่างเป็นธรรมะในราชนิกุล ในกองพล ในกษัตริย์ เมืองขึ้น ในชาวเมือง ชาวชนบท สมณะ พราหมณ์
๓. รักษาคุ้มครองป้องกันอย่างเป็นธรรมะในเหล่าสัตว์เดรัจฉาน ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
๔. ไม่ให้มีสิ่งผิดศีลธรรมในแผ่นดิน
๕. ให้ทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์
๖. เข้าไปหาสมณะพราหมณ์ผู้มีความอดทน มีความสงบระงับ ฝึกตนอยู่ผู้เดียว ดับกิเลสอยู่ผู้เดียว แล้วถามว่า“ท่านขอรับ…กุศลคือ อะไร อกุศลคืออะไร กรรมใดไม่มีโทษ กรรมใดมีโทษ กรรมใดควรเสพ กรรมใดไม่ควรเสพ กรรมใดทำแล้วเป็นประโยชน์ กรรมใดทำแล้วไม่เป็นประโยชน์”
๗. เมื่อฟังคำของสมณะพราหมณ์นั้นแล้ว สิ่งใดเป็นอกุศลจงเว้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลจงถือมั่นประพฤติปฏิบัติ
อ่านแล้วสรุปอีกครั้งให้สั้นเข้าว่า พระจักพรรดินั้นต้องปกครองอาณาจักรด้วยการเคารพสักการะและปฏิบัติตามศีลธรรม ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของอาณาประชาราษฎร์ทุกหมู่เหล่า รักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ศึกษาหาความรู้จากนักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมแล้วปฏิบัติตาม (มิใช่ไปหาพระเพื่อดูดวง แก้ดวงเพื่อให้อยู่ในอำนาจไปแสนนาน แต่หย่อนศีลธรรม เช่นผู้นำหลายๆคนชอบปฏิบัติกัน) ก็จะทำให้เกิดความสงบร่มเย็นขึ้นในแผ่นดิน
ข้อวัตรปฏิบัติดังกล่าวนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พระจักรพรรดิเท่านั้น ผู้นำทั้งหลาย ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ซีอีโอ เอ็มดี จีเอ็ม ฯลฯ ก็นำไปปรับใช้ได้อย่างแน่นอน นี่น่าจะเป็นหลักการธรรมาภิบาลโดยแท้ เป็น Good Governance ฉบับของจริงดั้งเดิม
โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองทั้งหลายทั้งที่อยู่บนกระป๋อง และที่ตกกระป๋องไปแล้วกำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาใหม่ ถ้าทำได้สักหนึ่งในสิบของพระเจ้าจักรพรรดิ์จริงๆ ประเทศก็จะเจริญ บ้านเมืองสงบแน่
ทำได้ไหมเล่า.





ผู้นำในเมืองไทยกบว่าทำไม่ได้แน่ๆ เลยค่ะ ถ้าทำได้ก็เป็นส่วนน้อยมากกกกกกกกกก ย้ำว่าน้อยมากกกกกกกกกก
นอกจาก เหลือง แเดง แล้ว ตอนนี้มี ป๋าเป_ม มาอีกแล้วครับผม
ไม่อยากคิดมากครับ เงินหลักล้าน ชาวบ้านหากันทั้งชีวิต แต่นักการเมืองมันถลุงใน สิบนาที
ปล.ไม่มีความเท่าเทียมในสังคมไทย นอกจากพวกพ้อง
ดีนะครับ ใช้ระบบธรรมมาพิบาลดีกว่าเยอะ
ก็อย่างว่าแหละ เดียวนี้คนเสื่อมจากความดี เสื่อมจากศีลธรรมทุกระดับ จะว่าไปแล้วก็ทุกคนนั่นแหละ
ผู้นำจะเห็นชัดเจนและมีความผิดร้ายแรงกว่า เพราะเป็นผุ้นำ เป็นแบบอย่าง เป็นผู้รับผิดชอบสูง เมื่อทำไม้ดีต้องผิดเป้นหลายเท่า
มีคนสักเท่าไรที่ได้ถึง 1 ใน 10 ของพระจักรพรรดิ์ที่ว่ามานั้น
สวัสดีครับ Unknown Man เห็นด้วยกับข้อความที่กล่าวมา ผู้นำเลวๆยิ่งทำให้ความเสียหายเกิดแก่สังคมมากเป็นทวีคุณกว่าคนธรรมดาแน่นอนครับ