ส.ส., ส.ว., นักการเมืองมีมากก็เปลืองข้าวสุก

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประชากรไม่ถึง 100 ล้านคน แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไร ๆ ใหญ่จนเกินตัวในหลายเรื่อง ทำให้สิ้นเปลืองแบบไม่คุ้มค่า เช่น บรรดานายพลในกองทัพทั้งสามเหล่าและตำรวจ มีมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งส่วนมากก็ไม่มีอะไรทำ มีตำแหน่งประจำบ้าง ที่ปรึกษาบ้าง ผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ตำแน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับท่านทั้งหลายที่เป็นส่วนเกิน ไม่ต้องทำอะไร สิ้นเดือนก็รับเงินคนละหลายหมื่น
อีกพวกหนึ่งที่มีล้นเกินคือบรรดานักการเมืองทุกระดับ ที่มีกันหยุบหยับไปหมด
นักการเมืองไทยเริ่มมีตั้งแต่ระดับตำบล มี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ถัดขึ้นมาก็มีสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) สมชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) เรียกว่าเป็นการเมืองและนักการเมืองท้องถิ่น ในกรุงเทพมหานครมีทั้ง สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก) ในระดับประเทศก็มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปัจจุบัน ส.ว. มี 200 คน ส.ส. มี 480 คน ซึ่งในส่วนของ ส.ส.นี้ นับวันแต่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากร โดยมีวิธีเพิ่ม ส.ส.กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จึงนับได้ว่า จำนวน ส.ส.มีมากขึ้น ๆ จนท่านทั้งหลายบ่นว่าที่ทำการรัฐสภาคับแคบ มีที่ให้ไม่พอต้องแย่งกันใช้ จึงจะสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยไล่ที่โรงเรียนและชาวบ้าน ใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้านบาท
แต่พฤติกรรมของท่าน ส.ส. และ ส.ว. นั้น ไม่เห็นเป็นอย่างที่ท่านบ่นว่าที่ประชุมคับแคบ เพราะประชุมทีไรเก้าอี้ที่นั่งว่างเปล่าเป็นส่วนมาก ไม่เห็นจะค่อยเข้าประชุมกันเท่าไร จะเข้าก็ต่อเมื่อมีการลงมติ ทำให้สงสัยว่า แล้วจะเอาข้อมูลมาจากไหนประกอบการตัดสินใจ ในเมื่อไม่ได้เข้าประชุม หรือว่ารู้ได้ด้วยญาณวิเศษ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถอ่านใจคนได้ว่าสมาชิกอภิปรายให้ข้อมูลอะไรบ้าง
จำนวนนักการเมืองของไทย ไล่ตั้งแต่ระดับล่างสุดคือระดับตำบลขึ้นมาจนถึงระดับประเทศ เมื่อคำนวณด้วยสามัญสำนึกแล้วทำให้เห็นว่ามีมากเกินความจำเป็นโดยแท้ ท่านเหล่านี้เป็นผู้มีเกียรติเพราะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน จึงเป็นตัวแทนประชาชนเข้ามาใช้อำนาจในการดูบ้านเมืองเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน แต่ส่วนมากแล้วทำตนไม่สมเกียรติ ไม่สมกับค่าจ้างเงินเดือน ค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ซึ่งค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทนนี้ เป็นส่วนหนึ่งงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในส่วนของรายจ่ายประจำ ซึ่งมีข่าวออกมาว่าปีนี้สูงถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ตั้งไว้กว่า 2 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนเท่าใดก็คิดเอาเองก็แล้วกัน ที่เหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์จึงเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้ราษฎร ในจำนวน 20 กว่าเปอร์เซ็นต์นี่ก็จะหายหกตกหล่นเรี่ยราดตามรายทาง กว่าจะถึงมือประชาชนเหลือกี่บาทก็ไม่รู้ได้
ดูจากจำนวนของนักการเมืองและจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าจ้างแก่นักการเมือง เทียบกับผลงานผลงานที่สร้างขึ้นมาซึ่งยึดประโยชน์ตนและพวกพ้องมากว่าประชาชน ทำให้เห็นว่า การมีนักการเมืองจำนวนมากนั้นไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่าใด ๆ เลย โดยเฉพาะจำนวน ส.ส. นั้นน่าจะมีมากเกินความจำเป็น และปัจจุบัน ส.ส.ก็พยายามผักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองจะได้รับเลือกตั้งง่ายขึ้น ดังนั้น จึงน่าจะกำหนดจำนวน ส.ส.เสียใหม่ โดยกำหนดตายตัวไปเลยว่า ให้มีจังหวัดละกี่คน ถ้ากลัวว่าจะมีน้อยจะดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง ก็ให้มีเท่าจำนวนอำเภอในจังหวัดนั้น ๆ แล้วกำหนดให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ให้ประชาชนทั้งจังหวัดเลือก ส.ส.ของตน แบบนี้ซื้อเสียงได้ยากขึ้น และเป็น ส.ส.ของจังหวัด จะได้แข่งขันกันดูประชาชน
แต่ข้อเสนอนี้เกิดมีคนเห็นดีเห็นงามขึ้นมานำไปรณรงค์กันต่อ เชื่อแน่ว่านักการเมืองไม่เอาด้วย เพราะจะทำให้ตนสูญประโยชน์ และจะยกข้ออ้างเรื่องประชาชนมาบังหน้า อันเป็นนิสัยของนักการเมืองไทย ซึ่งว่าไปแล้วจะด่าแต่นักการเมืองก็ไม่ถูก ต้องด่าประชาชนที่เลือกพวกนี้เข้ามาด้วย ผู้แทนนิสัยอย่างไรย่อมมากจากผู้เลือกที่มีนิสัยใกล้เคียงกัน ( อ้าว ด่าประชาชนด้วยกันซะแล้วหรือนี่)
ขอเสนอไว้ให้ประชาชนไทยพิจารณา (ไม่รู้ว่ามีประชาชนไทยกี่คนที่ได้อ่าน) ว่าให้เลือก ส.ส.,ส.ว. ดี ๆ ในคราวต่อไป คนไหนดีก็ดูเอาเองก็แล้วกัน และอีกอย่างหนึ่งหากจะมีการเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกก็ช่วย ๆ กันหาทางยับยั้งด้วย มีมากไปก็เปลืองข้าวสุกข้าวสารเพราะผลงานน้อยนิด
อำนาจของเรามีก็ตอนเลือกตั้งนี่แหละ ลองใช้ให้ถูกต้องเต็มที่สักครั้งเถอะ.




“นักการเมืองมีมากก็เปลืองข้าวสุก”
ผมค้านครับ ขอเปลี่ยนเป็น “เปลืองน้ำข้าว” จะดีกว่าไหม??? ฟังดูแล้วมันเหมือนกับอะไรสักอย่าง ที่ชาวท่าแร่ ชอบน่ะครับ
ท่านลิงกินผักครับ เดียวนี้น้ำข้าวหายาก เพราะหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า ถ้าอย่างนั้นสงสัยว่าพวกนั้นคงอด ฮา ๆ
A = not good
B who choosed A to be his or her representative = good
A+B = a lot of problems and headache
You are what you eat. It’s Thai people’s responsibility. They choose the bad and the ugly politicians in every elections that mean they are not difference from those politicians, as if ผีแห้งกับโลงผุ.
So a lot of problems and headache,You said, I agreed.
Good guy, so we have a little light at the end of this ploblem tunnel. Now see a second formula:- A = still not good
B = choose A
C = son of B learn to have a reason more than believing
D = son of C choose a good A
A+B+C+D+good A = a lot of happy no headache
Explain:- B still choose bad A = 1 score
C choose with a reason choose a good A = 1 score
D choose to be sure a good A = 1 score
The good A win the bad A 2 to 1 score, happy ending, agree ?