ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย

มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้ มีอยู่หลายประการ ประการแรก ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง ประการที่สอง ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย ประการที่สาม ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เธอรู้จักดีเท่าๆกับเรื่องไทยๆ เช่น AF ตี๋ ต้อล ลูกโป่ง พะแพง ว่าน โฟร์มด เกิลลี่เบอรี่ ป๊อด-โมเดิร์นด็อก รวมถึง “ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ป.4″ และครูเป๊ะ
ผมจึงสงสัยเหมือนพ่อแม่อีกไม่น้อยว่า ทำไมเทรนด์เกาหลีจึงมีอิทธิพลต่อเด็กๆ (และผู้ใหญ่ด้วย อย่าปฏิเสธเสียให้ยากนะตัวเอง) ผมจึงค้นคว้าหาคำตอบ เพื่อให้หายสงสัย
ผมนึกถึงเรื่องที่อ่านพบในบทความหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ขออภัยที่จำแหล่งที่มาไม่ได้ เอาเป็นว่าดูที่เนื้อหาของบทความนั้นเป็นหลัก นั่นคือ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน อาจารย์ฝรั่งยุโรปคนหนึ่งได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่เกาหลี โดยสอนเรื่องเทคโนโลยีที่พวกฝรั่งยุโรปก้าวหน้ากว่าเกาหลีนับ 20-30 ปี อาจารย์ชาวเกาหลีเอาผลงานของนักศึกษามาแสดงด้วยความภาคภูมิใจว่า นี่เป็นผลงานชั้นยอด นั่นคือ การประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้สำเร็จ ซึ่งอาจารย์ชาวยุโรปแปลกใจว่า จะเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดได้อย่างไร เพราะยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ทำได้ตั้งนานแล้ว และกำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการทดลองเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้นคือระบบดิจิตอลกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ
ผ่านไปอีก 10 กว่าปี อาจารย์ชาวยุโรปท่านนั้นกลับไปที่เกาหลีอีกครั้ง ปรากฏว่า เทคโนโลยีที่ฝรั่งเคยก้าวหน้ากว่าเกาหลี บัดนี้เกาหลีสามารถทำได้ทุกอย่าง และหลายๆอย่างก้าวหน้ากว่าด้วยซ้ำ อาทิ ทีวีจอแบนเกาหลีก็ทดลองได้สำเร็จก่อน เป็นต้น
อาจารย์ชาวยุโรปจึงบอกเล่าความคิดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนให้อาจารย์ชาวเกาหลีฟัง อาจารย์ชาวเกาหลีบอกว่า ที่ต้องให้นักศึกษาประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เองทั้งๆที่คนอื่นทำได้แล้ว ก็เพราะนักศึกษาจะได้สร้างฐานความรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือเป็นฐานความรู้ของเกาหลีด้วย เมื่อมีฐานความรู้ของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว การจะหยิบฉวยเอาฐานความรู้ที่คนอื่นทำไว้แล้วมาปรับใช้และพัฒนาต่อไป ก็จะสามารถสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีรากเหง้ามาจากภูมิปัญญาของตนอย่างแท้จริง
เมื่อได้ฟังเรื่องนี้จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมปัจจุบันนี้ ชื่อของเกาหลีจึงแผ่ขยายไปทั่วโลก มีชื่อญี่ปุ่นที่ใด ต้องมีชื่อเกาหลีอยู่ที่นั่นด้วย โตโยตาคู่กับฮุนได, โตชิบาเคียงข้างซัมซุง คู่กันเหมือน ส้มตำ-ไก่ย่าง ไม่มีผิด
ผมนึกเปรียบเทียบเรื่องที่อาจารย์ชาวยุโรปเล่าไว้ในบทความ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เลยคิดว่า การที่เกาหลีสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ก้าวหน้า กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกได้ เพราะเขามี “ฐานความรู้” ของตัวเอง นี่เอง
เมื่อผมดูละครชุดแดจังกึมกับลูกสาวและแม่ของลูก ได้เห็นความชัดเจนของการสร้าง “ฐานความรู้” อย่างเป็นระบบของคนเกาหลี และการใช้ฐานความรู้นั้นมาต่อยอดพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเวลา
แดจังกึมเป็นตัวอย่างของการคิดค้น ทดลอง ทดสอบ เรื่องอาหารและการแพทย์ ที่เป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ มีการตั้งสมมติฐาน มีการทดลอง สรุปผล และแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น นำไปสู่การเกิดความรู้ใหม่ๆในการปรุงอาหาร ถนอมอาหาร การวินิจฉัยโรค การรักษาโรค
ตัวอย่างของการสร้างฐานความรู้ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ แดจังกึมเลือกออกไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวงเพื่อหาศึกษาและหาทางรักษาโรคที่เกิดกับชาวบ้าน แทนที่จะอยู่ในวังเป็นหมอหลวงซึ่งจะได้ทำงานสบายๆ วินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยตามตำรา แต่การออกไปสู่ชนบทก็คือการออกไปเห็นของจริง ทำให้มีข้อมูลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บถูกต้องตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งตัวเองก็เป็นโรคด้วย จึงทำให้มีประสบการณ์ตรงในการเจ็บป่วย ดังนั้น การคิดค้นหาวิธีการรักษา พัฒนาตัวยาใหม่ๆ จึงทำได้ตรงกับสมมุติฐานของโรค ไม่ต่างจากการสร้างฐานความรู้ของนักศึกษาโดยการประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เอง แม้จะตามหลังคนอื่นก็ตาม ทั้งสองกรณีคือการ “สร้างฐานความรู้” ของตนเองขึ้นมา
แดจังกึมสร้างฐานความรู้ของตัวเองอันอันหมายถึงฐานความรู้ของเกาหลี ผู้สร้างซีรีแดจังกึมก็ใช้ฐานความรู้นั้นสร้างซีรีนี้ขึ้นมา พวกเขามุ่งนำเสนอภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเกาหลีที่มิใช่จีนหรือญี่ปุ่นที่คนทั้งโลกคุ้นเคยจนเป็นธรรมดาแล้ว มนต์เสน่ห์อลังการ์แบบราชสำนักจีนโบราณ กับความดุดันแบบซามูไรของญี่ปุ่นอ่อนแรงลง ดังนั้น แดจังกึมกับภูมิปัญญาแบบเกาหลีก็ได้เวลาเปิดตัวอย่างเหมาะเหม็ง มิใช่เพราะความบังเอิญ หากแต่เพราะการวิเคราะห์และวางแผนอย่างดีเยี่ยม
แผนที่ว่าคืออะไร ก็คือ การส่งออกวัฒนธรรมแบบเกาหลี หลังจากที่ส่งออกเทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและเพื่อการบันเทิงทำให้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับ Korean Brand ตามมาด้วย Korean Pop Culture อันได้แก่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาร่วมสมัย เพลงภาษาเกาหลีที่มีทำนองดนตรีเร้าใจสนุกสนาน ทำให้ภาพนักร้อง นักแสดงเกาหลีติดตาติดใจคนทั่วโลก และไม้เด็ดที่ตามมาก็คือ รากเหง้าความเป็นเกาหลี อันได้แก่ แดจังกึม และละครลักษณะเดียวกันอีกเป็นระลอกเช่น โซดองโย แม้เป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของสองแคว้นในเกาหลีโบราณ แต่ก็เสนอเนื้อหาการสร้างฐานความรู้ของเกาหลีลักษณะเดียวกับในแดจังกึมเป็นหลัก ตามมาด้วยการส่งออกอาหารเกาหลี กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของเอเชียและของโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนแดจังกึม
หันมามองดูไทยเรา ด้วยใจอันเป็นกลาง ไม่เข้าข้างหรือยกยอตัวเอง ไม่ลำเอียงและดูถูกคนอื่น ผมคิดว่า เราต้องทำใจยอมรับความจริงให้ได้ว่าเรานั้นขาดการ “สร้างฐานความรู้” ที่เป็นของตนเอง เรามีการพัฒนาต่อยอดฐานความรู้น้อยมาก แต่เราถนัดในการ “เด็ดยอด” หรือ “ตอนกิ่ง” มากกว่าจะเพาะพันธุ์ความรู้ด้วยเมล็ดและผสมพันธุ์ความรู้ให้เกิดขึ้นจากการทดสอบทดลองของเราเอง
ยกตัวอย่างให้ชัดเจน เรามีฐานความรู้เรื่องการแพทย์และยาที่บรรพบุรุษสร้างไว้เช่นเดียวกับแดจังกึมสร้างไว้ให้เกาหลี แต่เราไม่มีการพัฒนาต่อยอด เราทิ้งฐานความรู้นั้นไปแทบจะสิ้นเชิง โดยหันมาบูชาการแพทย์และยาสมัยใหม่ราวเป็นเทพเจ้า ดังนั้น “การแพทย์แผนไทย” แทบจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หมอยาพื้นบ้านสามารถรักษาโรคร้ายอย่างเช่น เอดส์ มะเร็ง หัวใจ ให้หายได้อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขุมปัญญาทางการแพทย์ อันได้แก่เทคนิคการรักษาและวินิจฉัยโรคที่มีอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ ที่เป็นฐานความรู้ใหญ่ที่สุดที่มีการรวบรวมไว้ก็ว่าได้ เราก็ละเลย ผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นชาวต่างชาติที่นำไปพัฒนาใช้งานอย่างจริงจังและได้ผล
หากมีผู้จัดละครไทยสักคน หยิบเอาฐานความรู้ดังกล่าวมาสร้างเป็นละคร เหมือนที่เกาหลีสร้างแดจังกึม จะทำได้หรือไม่ โดยศักยภาพทางด้านการผลิตหรือ Production นั้นไม่ต้องสงสัยเลย เพราะละครมากมายมีโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่อลังการ ยกกองไปถ่ายทำในต่างประเทศ ใช้ทุนเป็นจำนวนมาก แต่เนื้อหาก็คือ วนเวียนในเรื่องชิงรักหักสวาท อิจฉาริษยา ตบจูบ แม่ผัวด่าลูกสะใภ้ ลูกชายรักผู้หญิงที่ด่าแม่ตัวเองหัวปักหัวปำ เป็นต้น เมื่อมีคำถามว่า ทำไมไม่สร้างละครสร้างสรรค์บ้าง เหตุผลที่ผู้จัดละครตอบทุกครั้งก็คือ ไม่มีคนดูละครสร้างสรรค์ คนดูชอบแบบนี้ ก็ต้องสร้างแบบนี้
คำตอบนี้จริงหรือไม่ ถ้าหากเป็นจริง ทำไมละครที่สร้างสรรค์ให้ปัญญาดีๆอย่าง แดจังกึม จึงมีคนดูมากมาย ทำไมละครที่มีเนื้อหาหนักๆอย่าง คำพิพากษา เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วจึงมีคนดูเต็มบ้านเต็มเมือง และละครที่มีเนื้อหาสะท้อนเบื้องลึกจิตใจมนุษย์และมีศิลปะอย่าง บัลลังก์เมฆ เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว จึงมีคนติดอกติดใจไปทั่ว
ผมคิดว่า ผู้จัดละครได้สะท้อนตัวตนของพวกเราออกมานั่นคือ ถนัดในการเด็ดยอดตอนกิ่ง เพราะทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ปัญญามากมายนัก เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรื่อง เปลี่ยนคนเขียน เปลี่ยนนักแสดง เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนคำพูดของตัวละคร แต่ยังคงพฤติกรรม ด่า ตบ จูบ เอาไว้เหมือนเดิม
ดังนั้น คงยากที่เราจะสามารถสร้างความเข้มแข็งถึงระดับที่สามารถ Go Inter จริงๆอย่างที่พูดๆกันอยู่ เพราะเราไม่มีเนื้อหาสาระมากพอที่จะสู้กับใครเขาได้ การก้าวไปสู้โลกภายนอกของ จา พนม ก็ดี ทาทา ยัง ก็ดี หรือแม้กระทั่ง ภราดร ศรีชาพันธุ์ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฐานความรู้ของสังคม หากแต่เป็นความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า
ดังนั้น เราจะต้อง “สร้างฐานความรู้” ของตัวเราเองขึ้นมา และใช้ฐานความรู้นั้นพัฒนาเครื่องมือและทรัพยากรของสังคมเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย แต่ปัญหาก็ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของสังคมไทย โดยเฉพาะระบบการเมืองที่อ่อนแอ เป็นอุปสรรคในการสร้างและพัฒนาฐานความรู้ของสังคม เพราะคงเป็นไปได้ยากที่ภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยอันเป็นฐานความรู้ที่แท้จริงของเราจะได้รับการพัฒนาต่อยอด ในเมื่ออิทธิพลของบริษัทยาต่างประเทศมีอยู่ในวงการเมือง หรืองานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันเป็นฐานความรู้ที่คิดค้นโดยคนไทยจะได้รับการเหลียวแลให้นำมาใช้ประโยชน์จริงๆ แทนที่จะอยู่บนหิ้งหนังสือในห้องสมุดก็คงยากเช่นกัน เพราะตัวแทนของบริษัทขายเครื่องยนต์กลไกของต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนนักการเมือง หรือเป็นนักการเมืองบริหารประเทศเสียเอง
สิ่งที่ทำได้ในการสร้างฐานความรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ก็ต้องเริ่มที่ในบ้านของเรา ซึ่งผมสร้างให้เกิดขึ้นกับลูกผมเอง เริ่มต้นจากการเรียนหนังสือ ทำการบ้าน เมื่อลูกทำไม่ได้ผมไม่บอกคำตอบ แต่ให้เขาคิดและทำด้วยตัวเอง ทำเสร็จแล้วถ้าผิดค่อยอธิบายว่าผิดตรงไหน และจะแก้ไขอย่างไร หากถามเรื่องคำศัพท์ ผมสอนให้เปิดหาจากพจนานุกรมหรือดิกชันนารี เมื่อหาไม่เจอจริงๆจึงช่วยหา การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ผมเขียนวิธีการใช้งานแล้วให้ทดลองทำเอง การค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ เธอต้องค้นหาและคัดเลือกเอง พ่อเป็นเพียงผู้แนะนำ ช่วยเหลือ แต่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้ ผมทำเช่นนี้แล้วทำให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรเองได้มากขึ้น รวมไปถึงการคิด ตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วย ผมคิดว่า ลูกได้สร้างฐานความรู้แบบจิ๋วๆขึ้นมาได้เองแล้ว
ผมค่อนข้างสบายใจ ที่เห็นลูกทำอะไรๆด้วยตัวเองเกินความสามารถของเด็กวัย 11 ขวบอยู่บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของลูก ผมพยายามสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เช่น เรียก อาจารย์พจน์ อาจารย์ดิก อาจารย์กูเกิ้ล เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อจะต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ ลองเปรียบเทียบน้ำหนักของประโยคที่ว่า “ไปเปิดพจนานุกรมดู” กับประโยคที่ว่า “ลองถามอาจารย์พจน์ดูซิ” แบบไหนจะน่าลองมากกว่ากัน
นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมได้คิดและได้ทำจากการดูเกาหลีแล้วย้อนดูไทยเรา ซึ่งหวังว่าผมจะมีส่วนในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นเล็กๆในสังคมไทยได้บ้าง หากเทียบกันตัวต่อตัว คนต่อคนแล้ว คนไทยเรามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับเกาหลีหรือใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของเราไม่เอื้ออำนวย
เรามาช่วยกันทำในมุมเล็กๆ โดยเริ่มจากก้นครัวเราก่อน ต่อไปในภายภาคหน้าเราอาจจะมี “อาจารย์ยิ่งศักดิ์” หรือ “คุณจิ้งหรีด” ที่เป็นละครซีรีอาหารไทยออกฉายทั่วโลกก็เป็นได้.




เมื่อคนไทยดูแต่ละครไทย แบบทุกวันนี้
ประเทศไทย ก็มีแต่น้ำเน่าเหมือนในละครไทยนั่นแหละค่ะ
ละครไทยมีแต่ชิงรักหักสวาท แย่งผัวแย่งเมียกัน ไม่รู้ทำไมชูประเด็นนี้นักหนา หรือว่า คนเขียนบทละครไทย เก็บกดก็ไม่รู้
ละครเกาหลี กว่าจะสร้างมาแต่ละเรื่อง ฐานความรู้ เขาแน่น ผู้ชมจึงได้อะไรดีๆ จากละครเกาหลีมามากมาย
ความรู้ทางการค้า(อิมซังอ๊ก) การทำอาหาร การแพทย์โบราณ เรื่องในราชวงศ์ (แดจังกึม โฮจุน) หรือเรื่องการรบ (จูมง) กลยุทธ์ และปรัชญาต่างๆในละครเกาหลีมีมากมาย ที่นำไปใช้ได้
จริงๆ ละครไทย ดูแลก็นำไปใช้ได้นะคะ ….กลยุทธ์ในการแย่งผัวแย่งเมีย…มั้ง
เด็กไทยหลายๆคน ใจแตกเพราะละครไทยนี่แหละ
ข้าพูดถูกมั้ยท่าน
ขอบคุณ คุณyawaiam ที่มาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง
ที่จริงแล้ว ผู้จัดละครไทยนั้น ผมว่ามีศักยภาพที่จะสามารถทำได้ไม่น้อยหน้าใครในโลกนี้ สิ่งที่ขาดก็คือ จิตอาสา หรือ จิตสาธารณะ หรือ อุดมคติที่จะสร้างสรรค์งานให้พ้นไปจากกรอบเดิมๆที่พากันย่ำมาตลอด 20-30 ปี คือแม่ผัวกับสะใภ้ทะเลาะกันอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน ปีนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น
การสร้างละครที่ให้ความคิด มันอาจยุ่งยาก เพราะต้องใช้ความคิดไปด้วย การจะทำละครแบบแดจังกึม หมอโฮจุน หรือกระทั่ง อย่าง คำพิพากษา ก็ย่อมต้องใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบเช่นกัน จึงจะสามารถตีความสารคัดเลือกสาร และส่งสารผ่านตัวละครไปยังผู้ชมได้ สู้ทำแบบพระเอกนางเอกตบจูบ นางเอกนางอิจฉาตบจนผ้าหลุดนมหก แม่ผัวด่ากราดลูกสะใภ้ ฝ่ายหลังเถียงฉอดๆ พระเอกหน้าตาไร้ปัญญามาเห็นเข้าก็เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ข้างใคร ระหว่างคนที่แม่ตัวเองด่า หรือคนที่ด่าแม่ตัวเอง
คนดูจะอยากดูละครดีๆแค่ไหน ก็คงยาก ถ้าหากคนสร้างไม่สร้าง แต่คนสร้างก็ไม่อยากสร้างเพราะเหนื่อยในการคิด เป็นต้น
จึงเป็นงูกินหางอยู่อย่างนี้ เช่นเดียวกับการเมืองไทยนั่นแหละ
อ้าว ไปจนได้ จบเนาะ
ขอแลกลิ้งค์ได้หรือเปล่าครับ…บล๊อกเขียนได้เพลินจริงๆครับ.
คุณmanoogalum ขอบคุณครับ ยินดีครับ ผมใส่ลิงค์ให้แล้วครับ
บางครั้งก็อดนึกไม่ได้ว่า คนไทยขาดความมั่นใจในตัวเองหรือเปล่า จริงๆ เรามีอะไรดีๆ ที่ฝรั่งสนใจเยอะมาก แต่ทำไมไม่มีใครพรีเซ้นท์ออกมาได้ก็ไม่รู้สินะคะ สงสัยนักการตลาดด้านบันเทิงต้องกลัวไม่ได้ตังค์แหง๋ๆ เลยไม่เสี่ยง อยู่ที่นี่ เวลาเปิดเพลงค้างคาวทานกล้วย เอ๊ย กินกล้วย ฝรั่งก็ออกจะชอบมาก ไม่ต้องอะไรหรอกค่ะ ตอนนี้ไปเรียนหนังสือด้วย ยังมีฝรั่งรู้จักหน้าหงา คาราวานเลยอ่ะ เอาสิ
เห็นอีตาฝรั่งคนนี้มีเทปเพลง เย้ยฟ้าท้าดินด้วยอ่ะค่ะ เขาบอกเขาชอบดนตรี ฟังไม่ออก แต่ชอบเสียงดนตรี ข้าพเจ้าเลยรับปากว่า ว่างๆ ไอจะแปลให้ยูฟังนะ แต่ตอนนี้ขอไอยืมไปฟังก่อง อิอิ
เพราะดีนะคะชุดนี้ ที่มีเพลงสปันด้วยอ่ะ คุณโกศลเคยได้ยินไหมคะ
น่าจะมีใครลองทำอะไรไทยๆ จากรากเหง้าเราโชว์ฝรั่งจริงๆ จัง อาจจะได้ตังค์ก็ได้น่า แหม ถ้าถูกล๊อตโต ข้าพเจ้าจะลงทุนเองเลย
ถ้าซื้อลอตโต้เมืองอังกฤษก็บอกด้วย กระผมได้ยินว่าจ่ายหนัก จะขอร่วมหุ้นสักอีแปะ เหอๆ
อย่างที่คุณณฐยาบอก เรามีอะไรดีๆมากมาย แต่เราไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ศึกษาถึงแก่นแท้เพื่อนำมาเผยแพร่ เราถนัดแต่การทำพิธิกรรมที่เป็นแค่เปลือก เราส่งออกแต่เปลือกเป็นส่วนมาก จึงทำให้คนอื่นรู้จักเราแบบเปลือกๆ ที่เห็นชัดเจนก้คือประเพณีสงกรานต์ที่นับวันมีแต่เปลือกเพิ่มขึ้นทุกที
หากมีใครสักคนทำละครเรื่องสงกรานต์ เอาให้ถึงแก่นแท้ ความเป็นมา ความหมายต่อสังคม สิ่งที่เป็นขนบอันดีงาม เหมือนเกาหลีทำแดจังกึม ทำหมอโฮจุน ก็คงดีไม่น้อย
แต่อย่างว่า แก่นนั้น มีใครรู้บ้าง โดยเฉพาะผู้จัดละครไทย
ไม่ได้หมิ่นในปัญญาของพวกเขานะ ก็ไม่เห็นมีใครทำนี่เนาะก็เลยสรุปตามที่เห็น.
ใช่ครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย
ละครไทย หรือหนังไทยก็ตาม ทำให้ดีได้ แต่ไม่ทำ
ชอบ ซอดองโยมากที่สุดเลยครับ
เพราะว่า เป็นละครที่สอนคน ให้รู้จักการวางตัว การพูดจา การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
การครองคน ซึ่งผมก็สามารถนำทักษะเหล่านี้ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ ด้วย
มีตัวละครดีดีให้เลียนแบบได้ตั้งเยอะ ได้เห็นว่าคนในสังคมมีหลายแบบ
ที่เห็นว่าเลว จริง ๆ ก็มีส่วนดีไม่น้อย
หรือเรื่อง Love Story in Harvard ก็แสดงให้เห็นความขยันของคนเกาหลี
ในเรื่องก็เป็นเรื่องของกฏหมาย ทนาย ซึ่งก็ทำให้คิดต่อได้
ไม่ใช่ละครที่เดาตอนจบได้แทบทุกเรื่องเหมือนละครไทย
หนังไทยที่ขายดีก็มีหนังผี…
ทำให้น่ากลัวเข้าไว้
ทั้ง ๆ ที่ภาพยนตร์ดีดี อย่าง มหาลัยเหมืองแร่ (ในความคิดผมนะครับ) น่าจะได้รับความนิยมถล่มทลาย
เป็นไปได้ไหมว่า เราต้องฝึกสำนึกของเด็กตั้งแต่เล็ก ๆ เหมือนเช่นที่ admin (คือคุณโกศลรึเปล่าครับ)
ได้สอนลูกอยู่เสมอ ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยครับ
ขออนุญาตเอาลิงค์ไปแปะไว้ที่บล๊อกผมนะครับ จะได้แบ่งปันเรื่องราวดีดีแบบนี้ ^ ^
ขอบคุณครับ คุณ peenpai ที่มาร่วมพุดคุยกัน ยินดีครับเรื่องเอาลิงค์ไปติดที่บล้อก ผมก็จะติดลิงค์ peenpai ด้วย ผมก็ชอบเที่ยวเหมือนกันครับ
ผมเห็นด้วยครับที่คุณ peenpai บอกมาทุกประเด็น โดยเฉพาะ มหา’ลัยเหมืองแร่ ผมก็เห็นด้วยอย่างที่สุด ว่าเป็นหนังดีที่ควรจะส่งเสริมให้มีขึ้นมากๆในสังคมไทย
ผมชอบฉากที่เขารับน้องใหม่โดยการชวนไปขโมยแร่ แต่อาจินต์ไม่ยอม ฉากนี้เป็นไคลแมกซ์ของเรื่องเลย นักแสดงทุกคนแสดงได้ถึงมาก ทั้งๆที่ผมเคยอ่านหนังสือมาแล้ว พอดูฉากนี้ยังกลั้นใจลุ้นแบบลืมตัวเลย
ผมคิดว่า จิระ มะลิกุล ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนหนึ่งที่พยายามนำเสนอรากเหง้าความเป็นไทยผ่านหนังที่เขากำกับ ก่อนนี้ผมชอบเรื่อง ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นอย่างยิ่ง พอได้ดู มหา’ลัยเหมืองแร่ ก็ไม่ผิดหวัง
ผม (โกศล) กับ Admin คือคนเดียวกันครับ
เราว่าละครไทย ยิ่งนับวันยิ่งน้ำเน่าเข้าทุกวันนะ
ครับคุณBalloon เน่าแต่คนดูก็สนุก ไม่รู้ดูแล้วเอาอย่างละครบ้างหรือเปล่านะ
เห็นหัวข้อเกาหมี รีบเข้ามาดูก่อน 555
ป้าติดมาก ยิ่งรายการเกมส์เกาหลี X man Love letter สนุกถึงพริกถึงขิง
จนมีคำติดปากว่า “แน่นอนอยู่แร้นนนนนนนน”
สวัสดีครับ ป้าชลลี่ ขอบคุณที่มาเยือน นับว่าเป็นเกียรติยิ่งที่ป้าชลลี่ผู้โด่งดังมาเยือนเรือนของข้าน้อย
ผมก็เช่นกัน แน่นอนอยู่แล้ว เหอๆ
ขอบคุณค่ะ
[...] *”ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก *”อินแฮง” กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์ *ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย [...]