ครูในความทรงจำ

วันนี้คือวันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู วันครูย่อมเป็นวันที่นักเรียนจะต้องระลึกถึงพระคุณของครูเป็นพิเศษ เป็นวันเกียรติยศแห่งครู ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ คือแสงสว่างแห่งปัญญาที่เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีวิต

พ่อแม่ให้ชีวิตของเรามา ครูคือผู้ให้ปัญญา พระคุณของครูก็รองลงมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือครูคือพระคุณที่สาม ต่อจากพ่อแม่นั่นเอง

ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องมีคุณครูในดวงใจ หรือจดจำครูได้หลายๆคน นับแต่เรียนชั้นประถมจนถึงปริญญาตรี โท เอก ทุกคนล้วนแต่มีครูและจดจำครูได้

ตัวผมเองนั้น จดจำคุณครูได้ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างตามความใกล้ชิด มีคุณครูที่ประทับใจหลายๆท่าน ดังจะขอกล่าวรำลึกถึงท่านดังนี้

คุณครูท่านแรกย่อมเป็นคุณครูแจ่มใส ลาธุลี หรือพ่อครูแจ่มใสของเด็กๆและชาวบ้านโคกก่องเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เป็นครูผู้เสียสละโดยแท้ รักเด็กๆเหมือนลูกหลาน ผมเขียนถึงท่านก่อนหน้านี้แล้ว อ่านที่นี่ >> พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี

คุณครูท่านต่อมาคือ ครูสุโกเวทย์ ทองกลม เป็นครูคนที่สองที่มาสอนหนังสือที่โรงเรียนบ้านโคกก่อง มาเป็นผู้ช่วยพ่อครูแจ่มใส คุณครูสุโกเวทย์เมื่อมาสอนพวกเราเด็กๆบ้านโคกก่องนั้น อายุคงยังไม่ถึง 20 ปี สวย ใจดี เรียกเด็กๆเป็นน้องหล้าทุกคน ผมเองไม่มีพี่สาวจึงอยากเรียก “เอื้อย” มากกว่าเรียกคุณครู ครูสุโกเวทย์มาพักที่บ้านแม่โต่ตา พอถึงหน้าดำนาก็ไปช่วยดำนา มิใยที่แม่โต่ตาจะห้ามปราม เอื้อยสุโกเวทย์บอกว่า “หนูก็เป็นลูกชาวนาเหมือนกัน ลูกชาวนาก็ต้องดำนา” นี่เป็นคำที่แม่โต่ตามาเล่าให้ชาวบ้านฟัง พอคุณครูสุโกเวทย์มาสอนก็ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อครูแจ่มใสได้เป็นอันมาก วันที่ครูสุโกเวทย์ย้ายไปสอนที่อื่นนั้น เด็กๆร้องไห้ตามระงม

ครูท่านที่สามที่ผมจำได้แม่นคือคุณครูคำเภา คุณมาศ ครูประชั้น ป.5 ค โรงเรียนกันทรลักษณ์ (ปัจจุบันคือโรงเรียนดำรงราชานุสรณ์) อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีสะเกษ ผมนั้นเป็นเด็กบ้านนอกอุบลราชธานี จบ ป.4 ที่บ้านเกิดก็ไปเรียน ป.5 ที่ศรีสะเกษ ไปอยู่วัดกับพี่ชายที่บวชเป็นพระ อยู่ได้ปีกว่าๆพี่ชายก็สึกแล้วเข้ากรุงเทพฯ ผมจึงอยู่ที่วัดต่อไป คุณครูคำเภานั้นสวยและใจดีเช่นเดียวกับครูสุโกเวทย์ รักและดูแลเด็กๆเหมือนลูก ตอนนั้นคุณครูมีลูกสาวตัวเล็กๆอายุสัก5-6 ขวบ ผมก็อายุ 11-12 ปี คุณครูเรียกว่าลูกเอ๊ยทุกครั้ง ให้ความเมตตาศิษย์วัดที่ไกลพ่อไกลแม่ ผมยังระลึกถึงบุญคุณของครูตลอดเวลา

ครูท่านต่อมาคือคุณครูยงค์ เลือกนารี ครูใหญ่คนแรกแห่งโรงเรียนนาจะหลวย ในสมัยที่ยังอาศัยอาคารชั่วคราวของสำนักงานพัฒนาการเคลื่อนที่เป็นโรงเรียน คุณครูยงค์เป็นครูผู้บุกเบิก โรงเรียนแทบไม่มีอะไรแต่คุณครุก็ดูแลเอาใจใส่สอนเด็กๆด้วยความยากลำบาก ตอนนั้นนาจะหลวยคือเขตพื้นที่สีแดง แดนทหารป่ากับทหารบ้านรบกัน ครูที่มาสอนก็มาแล้วก็ย้ายกันไป บางครั้งครูใหญ่ยงค์ท่านต้องสอนที่ละ 2 ห้องก็มี ท่านเป็นครูที่แท้คนหนึ่ง

ต่อมาก็มีคุณครูบุญมี มีธรรม มาสอนที่โรงเรียน ท่านเป็นครูวิทยาศาสตร์แต่มีจิตวิทยาในการสอนดียิ่ง ช่วยงานครูใหญ่ยงค์ได้มาก เด็กๆก็รักและเคารพ เป็นหลักในการพัฒนาโรงเรียนให้เติบโต ท่านเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งของผม ต่อมาแม้จะย้ายไปสอนที่อื่นแต่ก็ยังคงมาที่นาจะหลวยอยู่เสมอ และตอนนี้บวชเป็นพระที่วัดป่าภูพลาญแก้ว กลายเป็นหลวงตาบุญมีของลูกศิษย์และลูกหลานไปแล้ว

ครูต่อมาคือครูหมวดสังคมศึกษา โรงเรียนเดชอุดม ที่ผมเรียนมัธยมปลายคือ ม.ศ.4-5 รุ่นสุดท้าย ครูหลายท่านประกอบไปด้วยครูสมภพ ครูวิรัช ครูบุญหลาย และครูไสว ได้เปิดโลกทัศน์ให้ผมอย่างมากมาย เหมือนเตรียมตัวให้ก้าวเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้า ผมได้อ่านงานวรรณกรรมของไทยและของโลกจากคุณครูหมวดสังคมนี่เอง ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่อยู่นอกแบบเรียน เป็นพื้นฐานให้การเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ณ หมวดสังคมศึกษา โรงเรียนเดชอุดมนี่เองที่ผมได้รู้ว่า นอกจากเพลงเขมรไล่ควาย ของสุรพล สมบัติเจริญแล้วยังมีเพลง คนกับควาย ของคาราวาน และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย…

ครูท่านต่อมาที่ผมไม่ลืมคือ ท่านอาจารย์ ดร.สุวัจฉรา เปี่ยมญาติ แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หรือที่พวกเราเหล่านักศึกษาเรียกว่าพี่อ้อย เป็นครูในมหาวิทยาลัยที่ดูแลลูกศิษย์ทั้งในฐานะนักศึกษาและในฐานะน้องๆ เด็กบ้านนอกอย่างผมนั้นได้รับการช่วยเหลือจากพี่อ้อยเป็นอันมาก โดยเฉพาะตอนตังค์หมดพี่อ้อยก็จะเลี้ยงข้าว ชนิดที่ว่าให้ทั้งอาหารสมอง ให้ทั้งอาหารร่างกาย รักษาความโง่ให้ผมพร้อมกับรักษาไส้ไม่ให้ขาดด้วย พี่อ้อยจึงเป็นครูที่ลูกศิษย์แวะเวียนไปหาไม่ขาด เมื่อลูกศิษย์มีลูกแล้วมีอ้อยยังขอรูปลูกของลูกศิษย์ไปติดไว้ที่ห้อง เมื่อตอนลูกสาวผมอายุสักสี่ห้าขวบ ผมไปเยี่ยมที่คณะ พี่อ้อยก็ขอรูปลุกสาวผมไปติดไว้รวมกับลูกของลูกศิษย์คนอื่นๆ จึงสงสัยว่าลูกของลูกศิษย์คงได้ไปเรียนกับพี่อ้อย หากไม่เกษียณไปก่อน

ครูท่านสุดท้ายที่ผมต้องเขียนถึง คือท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ ครูภาษาไทยแห่งคณะศิลปะศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักศึกษาปีที่ 1 ต้องเรียนวิชาพื้นฐานรวมกัน หนึ่งในนั้นก็คือภาษาไทย ผมดชคดีที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ซึ่งได้เปิดโลกทัศน์ในการศึกษาวรรณคดีไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งเรื่องการเขียนและการอ่าน ผมได้ดื่มด่ำอรรถรสแห่งอิเหนา รามเกียรต์ ขุนช้างขุนแผน ลิลิตพระลอ ก็เพราะท่านนี่แหละครับ ท่านสอนให้อ่านด้วยใจ ให้เกิดความซาบซึ้ง และที่ผมจำได้แม่นก็คือ ท่านเป็นผู้ที่นำผมไปรู้จักกับงานเขียนอันยิ่งใหญ่ของกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่ออังคาร กัลยาณพงศ์

ท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ เป็นผู้สอนให้ผมอ่านด้วยใจ ชี้ให้เข้าถึงแก่นจนซาบซึ้งในคุณค่าอันสูงส่งของวรรณคดีไทย และมีแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ หากผมไม่ได้เรียนภาษาไทยกับท่าน 1 ปี 2เทอม ผมอาจจะไม่ประสีประสาในเรื่องอ่านเขียนเรียนวรรณดีไทยและวรรณคดีโลก และอาจจะไม่มีแรงจูงใจให้เขียนบล็อกนี้ด้วยก็อาจเป็นได้

นี่แหละครับเรื่องราวของคุณครูของผม ที่จริงแล้วครูทุกท่านล้วนแต่มีส่วนในการอบรมบ่มนิสัยให้ความรู้แก่เราทั้งสิ้น ผมไม่เคยลืมพระคุณของคุณครู

ผมจึงขอกราบคุณครูทุกท่านที่สั่งสอนผมมา และครูทุกท่านในโลกนี้ ผ่านข้อเขียนนี้ ในวันที่ 16 มกราคม วันครู.

Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Friday, January 16th, 2009 and is filed under กถาโกศลทอล์คโม้. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

3 Responses to “ครูในความทรงจำ”

  1. ศึกษาต่อออสเตรเลีย on January 18th, 2009 at 11:40 pm

    ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล

  2. ศึกษาต่อออสเตรเลีย on January 19th, 2009 at 8:35 pm

    ขอบคุณค่ะ

  3. ทานตะวัน on August 18th, 2009 at 8:42 pm

    น่ารักจัง

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats