<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศลคนชอบคุย &#187; พระคุณที่สาม</title>
	<atom:link href="http://kosoltalk.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosoltalk.com</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jul 2010 04:13:22 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ครูในความทรงจำ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/teacher-in-remembrance</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/teacher-in-remembrance#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jan 2009 18:32:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[กถาโกศลทอล์คโม้]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[พระคุณครู]]></category>
		<category><![CDATA[พระคุณที่สาม]]></category>
		<category><![CDATA[วันครู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้คือวันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู วันครูย่อมเป็นวันที่นักเรียนจะต้องระลึกถึงพระคุณของครูเป็นพิเศษ เป็นวันเกียรติยศแห่งครู ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ คือแสงสว่างแห่งปัญญาที่เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีวิต
พ่อแม่ให้ชีวิตของเรามา ครูคือผู้ให้ปัญญา พระคุณของครูก็รองลงมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือครูคือพระคุณที่สาม ต่อจากพ่อแม่นั่นเอง
ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องมีคุณครูในดวงใจ หรือจดจำครูได้หลายๆคน นับแต่เรียนชั้นประถมจนถึงปริญญาตรี โท เอก ทุกคนล้วนแต่มีครูและจดจำครูได้
ตัวผมเองนั้น จดจำคุณครูได้ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างตามความใกล้ชิด มีคุณครูที่ประทับใจหลายๆท่าน ดังจะขอกล่าวรำลึกถึงท่านดังนี้

คุณครูท่านแรกย่อมเป็นคุณครูแจ่มใส ลาธุลี หรือพ่อครูแจ่มใสของเด็กๆและชาวบ้านโคกก่องเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เป็นครูผู้เสียสละโดยแท้ รักเด็กๆเหมือนลูกหลาน ผมเขียนถึงท่านก่อนหน้านี้แล้ว อ่านที่นี่ &#62;&#62; พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี
คุณครูท่านต่อมาคือ ครูสุโกเวทย์ ทองกลม เป็นครูคนที่สองที่มาสอนหนังสือที่โรงเรียนบ้านโคกก่อง มาเป็นผู้ช่วยพ่อครูแจ่มใส คุณครูสุโกเวทย์เมื่อมาสอนพวกเราเด็กๆบ้านโคกก่องนั้น อายุคงยังไม่ถึง 20 ปี สวย ใจดี เรียกเด็กๆเป็นน้องหล้าทุกคน ผมเองไม่มีพี่สาวจึงอยากเรียก “เอื้อย” มากกว่าเรียกคุณครู ครูสุโกเวทย์มาพักที่บ้านแม่โต่ตา พอถึงหน้าดำนาก็ไปช่วยดำนา มิใยที่แม่โต่ตาจะห้ามปราม เอื้อยสุโกเวทย์บอกว่า “หนูก็เป็นลูกชาวนาเหมือนกัน ลูกชาวนาก็ต้องดำนา” นี่เป็นคำที่แม่โต่ตามาเล่าให้ชาวบ้านฟัง พอคุณครูสุโกเวทย์มาสอนก็ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อครูแจ่มใสได้เป็นอันมาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/01/teacher.jpg" alt="" width="266" height="150" /></p>
<p style="text-align: left;">วันนี้คือวันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู วันครูย่อมเป็นวันที่นักเรียนจะต้องระลึกถึงพระคุณของครูเป็นพิเศษ เป็นวันเกียรติยศแห่งครู ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ คือแสงสว่างแห่งปัญญาที่เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีวิต</p>
<p>พ่อแม่ให้ชีวิตของเรามา ครูคือผู้ให้ปัญญา พระคุณของครูก็รองลงมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือครูคือพระคุณที่สาม ต่อจากพ่อแม่นั่นเอง</p>
<p>ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องมีคุณครูในดวงใจ หรือจดจำครูได้หลายๆคน นับแต่เรียนชั้นประถมจนถึงปริญญาตรี โท เอก ทุกคนล้วนแต่มีครูและจดจำครูได้</p>
<p>ตัวผมเองนั้น จดจำคุณครูได้ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างตามความใกล้ชิด มีคุณครูที่ประทับใจหลายๆท่าน ดังจะขอกล่าวรำลึกถึงท่านดังนี้<br />
<span id="more-953"></span><br />
คุณครูท่านแรกย่อมเป็นคุณครูแจ่มใส ลาธุลี หรือพ่อครูแจ่มใสของเด็กๆและชาวบ้านโคกก่องเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เป็นครูผู้เสียสละโดยแท้ รักเด็กๆเหมือนลูกหลาน ผมเขียนถึงท่านก่อนหน้านี้แล้ว อ่านที่นี่ &gt;&gt;<strong> </strong><a href="http:/my-teacher"><span style="color: #0000ff;"><strong>พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี</strong></span></a></p>
<p>คุณครูท่านต่อมาคือ ครูสุโกเวทย์ ทองกลม เป็นครูคนที่สองที่มาสอนหนังสือที่โรงเรียนบ้านโคกก่อง มาเป็นผู้ช่วยพ่อครูแจ่มใส คุณครูสุโกเวทย์เมื่อมาสอนพวกเราเด็กๆบ้านโคกก่องนั้น อายุคงยังไม่ถึง 20 ปี สวย ใจดี เรียกเด็กๆเป็นน้องหล้าทุกคน ผมเองไม่มีพี่สาวจึงอยากเรียก “เอื้อย” มากกว่าเรียกคุณครู ครูสุโกเวทย์มาพักที่บ้านแม่โต่ตา พอถึงหน้าดำนาก็ไปช่วยดำนา มิใยที่แม่โต่ตาจะห้ามปราม เอื้อยสุโกเวทย์บอกว่า “หนูก็เป็นลูกชาวนาเหมือนกัน ลูกชาวนาก็ต้องดำนา” นี่เป็นคำที่แม่โต่ตามาเล่าให้ชาวบ้านฟัง พอคุณครูสุโกเวทย์มาสอนก็ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อครูแจ่มใสได้เป็นอันมาก วันที่ครูสุโกเวทย์ย้ายไปสอนที่อื่นนั้น เด็กๆร้องไห้ตามระงม</p>
<p>ครูท่านที่สามที่ผมจำได้แม่นคือคุณครูคำเภา คุณมาศ ครูประชั้น ป.5 ค โรงเรียนกันทรลักษณ์ (ปัจจุบันคือโรงเรียนดำรงราชานุสรณ์) อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีสะเกษ ผมนั้นเป็นเด็กบ้านนอกอุบลราชธานี จบ ป.4 ที่บ้านเกิดก็ไปเรียน ป.5 ที่ศรีสะเกษ ไปอยู่วัดกับพี่ชายที่บวชเป็นพระ อยู่ได้ปีกว่าๆพี่ชายก็สึกแล้วเข้ากรุงเทพฯ ผมจึงอยู่ที่วัดต่อไป คุณครูคำเภานั้นสวยและใจดีเช่นเดียวกับครูสุโกเวทย์ รักและดูแลเด็กๆเหมือนลูก ตอนนั้นคุณครูมีลูกสาวตัวเล็กๆอายุสัก5-6 ขวบ ผมก็อายุ 11-12 ปี คุณครูเรียกว่าลูกเอ๊ยทุกครั้ง ให้ความเมตตาศิษย์วัดที่ไกลพ่อไกลแม่ ผมยังระลึกถึงบุญคุณของครูตลอดเวลา</p>
<p>ครูท่านต่อมาคือคุณครูยงค์ เลือกนารี ครูใหญ่คนแรกแห่งโรงเรียนนาจะหลวย ในสมัยที่ยังอาศัยอาคารชั่วคราวของสำนักงานพัฒนาการเคลื่อนที่เป็นโรงเรียน คุณครูยงค์เป็นครูผู้บุกเบิก โรงเรียนแทบไม่มีอะไรแต่คุณครุก็ดูแลเอาใจใส่สอนเด็กๆด้วยความยากลำบาก ตอนนั้นนาจะหลวยคือเขตพื้นที่สีแดง แดนทหารป่ากับทหารบ้านรบกัน ครูที่มาสอนก็มาแล้วก็ย้ายกันไป บางครั้งครูใหญ่ยงค์ท่านต้องสอนที่ละ 2 ห้องก็มี ท่านเป็นครูที่แท้คนหนึ่ง</p>
<p>ต่อมาก็มีคุณครูบุญมี มีธรรม มาสอนที่โรงเรียน ท่านเป็นครูวิทยาศาสตร์แต่มีจิตวิทยาในการสอนดียิ่ง ช่วยงานครูใหญ่ยงค์ได้มาก เด็กๆก็รักและเคารพ เป็นหลักในการพัฒนาโรงเรียนให้เติบโต ท่านเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งของผม ต่อมาแม้จะย้ายไปสอนที่อื่นแต่ก็ยังคงมาที่นาจะหลวยอยู่เสมอ และตอนนี้บวชเป็นพระที่วัดป่าภูพลาญแก้ว กลายเป็นหลวงตาบุญมีของลูกศิษย์และลูกหลานไปแล้ว</p>
<p>ครูต่อมาคือครูหมวดสังคมศึกษา โรงเรียนเดชอุดม ที่ผมเรียนมัธยมปลายคือ ม.ศ.4-5 รุ่นสุดท้าย ครูหลายท่านประกอบไปด้วยครูสมภพ ครูวิรัช ครูบุญหลาย และครูไสว ได้เปิดโลกทัศน์ให้ผมอย่างมากมาย เหมือนเตรียมตัวให้ก้าวเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้า ผมได้อ่านงานวรรณกรรมของไทยและของโลกจากคุณครูหมวดสังคมนี่เอง ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่อยู่นอกแบบเรียน เป็นพื้นฐานให้การเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ณ หมวดสังคมศึกษา โรงเรียนเดชอุดมนี่เองที่ผมได้รู้ว่า นอกจากเพลงเขมรไล่ควาย ของสุรพล สมบัติเจริญแล้วยังมีเพลง คนกับควาย ของคาราวาน และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย&#8230;</p>
<p>ครูท่านต่อมาที่ผมไม่ลืมคือ ท่านอาจารย์ ดร.สุวัจฉรา เปี่ยมญาติ แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หรือที่พวกเราเหล่านักศึกษาเรียกว่าพี่อ้อย เป็นครูในมหาวิทยาลัยที่ดูแลลูกศิษย์ทั้งในฐานะนักศึกษาและในฐานะน้องๆ เด็กบ้านนอกอย่างผมนั้นได้รับการช่วยเหลือจากพี่อ้อยเป็นอันมาก โดยเฉพาะตอนตังค์หมดพี่อ้อยก็จะเลี้ยงข้าว ชนิดที่ว่าให้ทั้งอาหารสมอง ให้ทั้งอาหารร่างกาย รักษาความโง่ให้ผมพร้อมกับรักษาไส้ไม่ให้ขาดด้วย พี่อ้อยจึงเป็นครูที่ลูกศิษย์แวะเวียนไปหาไม่ขาด เมื่อลูกศิษย์มีลูกแล้วมีอ้อยยังขอรูปลูกของลูกศิษย์ไปติดไว้ที่ห้อง เมื่อตอนลูกสาวผมอายุสักสี่ห้าขวบ ผมไปเยี่ยมที่คณะ พี่อ้อยก็ขอรูปลุกสาวผมไปติดไว้รวมกับลูกของลูกศิษย์คนอื่นๆ จึงสงสัยว่าลูกของลูกศิษย์คงได้ไปเรียนกับพี่อ้อย หากไม่เกษียณไปก่อน</p>
<p>ครูท่านสุดท้ายที่ผมต้องเขียนถึง คือท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ ครูภาษาไทยแห่งคณะศิลปะศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักศึกษาปีที่ 1 ต้องเรียนวิชาพื้นฐานรวมกัน หนึ่งในนั้นก็คือภาษาไทย ผมดชคดีที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ซึ่งได้เปิดโลกทัศน์ในการศึกษาวรรณคดีไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งเรื่องการเขียนและการอ่าน ผมได้ดื่มด่ำอรรถรสแห่งอิเหนา รามเกียรต์ ขุนช้างขุนแผน ลิลิตพระลอ ก็เพราะท่านนี่แหละครับ ท่านสอนให้อ่านด้วยใจ ให้เกิดความซาบซึ้ง และที่ผมจำได้แม่นก็คือ ท่านเป็นผู้ที่นำผมไปรู้จักกับงานเขียนอันยิ่งใหญ่ของกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่ออังคาร กัลยาณพงศ์</p>
<p>ท่านอาจารย์หม่อมหลวงฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ เป็นผู้สอนให้ผมอ่านด้วยใจ ชี้ให้เข้าถึงแก่นจนซาบซึ้งในคุณค่าอันสูงส่งของวรรณคดีไทย และมีแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ หากผมไม่ได้เรียนภาษาไทยกับท่าน 1 ปี 2เทอม ผมอาจจะไม่ประสีประสาในเรื่องอ่านเขียนเรียนวรรณดีไทยและวรรณคดีโลก และอาจจะไม่มีแรงจูงใจให้เขียนบล็อกนี้ด้วยก็อาจเป็นได้</p>
<p>นี่แหละครับเรื่องราวของคุณครูของผม ที่จริงแล้วครูทุกท่านล้วนแต่มีส่วนในการอบรมบ่มนิสัยให้ความรู้แก่เราทั้งสิ้น ผมไม่เคยลืมพระคุณของคุณครู</p>
<p>ผมจึงขอกราบคุณครูทุกท่านที่สั่งสอนผมมา และครูทุกท่านในโลกนี้ ผ่านข้อเขียนนี้ ในวันที่ 16 มกราคม วันครู.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/my-teacher" title="พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี (August 13, 2008)">พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/teacher-in-remembrance/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี</title>
		<link>http://kosoltalk.com/my-teacher</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/my-teacher#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Aug 2008 06:10:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[กถาโกศลทอล์คโม้]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[พระคุณที่สาม]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนด้วยมือครู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=206</guid>
		<description><![CDATA[
&#60;&#60; ภาพจาก bananaclick.com
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
เมื่อนึกถึงผู้มีพระคุณ อันดับแรกสุดที่คนเรานึกถึงก็คือ พ่อกับแม่ที่พระคุณล้นเหลือจนไม่อาจนับได้ สิ่งนี้ทุกคนรู้และเข้าใจดี อาจมียกเว้นบ้างเป็นกรณีไปซึ่งมีเพียงส่วนน้อย พ่อกับแม่จึงเป็นบุคคลที่คนทั่วไปเคารพบูชามากที่สุด
รองลงมาจากพ่อแม่มีก็แตกต่างกันไป บางคนอาจนึกถึงปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง หรือคนที่เคยช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าใครจะนึกถึงใครก็ตาม ทุกคนไม่ควรลืมครู
พ่อแม่ให้ชีวิต เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ส่วนครูคือคนที่ให้ความรู้ เตรียมเราให้ออกไปต่อสู้ในโลกกว้าง ให้แสงสว่างทางปัญญา ถ้าไม่มีครูแล้ว เราก็คงมืดมนอับจนปัญญา เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ บรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลาย ก็คงไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์ ไม่มีโอกาสมาเขียนมาอ่านบล็อกเป็นแน่แท้
มีคนกล่าวว่า ครูคือผู้มีพระคุณลำดับที่สาม ต่อจากพ่อและแม่  มีคนแต่งเพลง &#8220;พระคุณที่สาม&#8221; บอกเล่าถึงครูด้วยความซาบซึ้ง ประทับใจทุกคนที่ได้ฟัง  ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญต่อจากพ่อแม่โดยแท้

ผมคนหนึ่งที่นึกถึงครูอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงพ่อแม่ก็ต้องนึกถึงครู ตั้งแต่ครูคนแรกที่สอนให้เขียนหนังสือ จนถึงครูในมหาวิทยาลัยที่สอนให้รู้จักใช้ความคิด ในชีวิตการทำงานก็มีครู นั่นคือ หัวหน้าหรือเจ้านาย ที่คอยฝึกสอนให้รู้หลักและวิธีการทำงาน คนที่เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่มีใครที่ไม่มีครูสอนวิชาการทำงาน เพียงแต่จะเห็นว่าหัวหน้าหรือเจ้านายผู้สอนงานให้เป็นครูหรือไม่
ครูที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอคือครูคนแรก ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโคกก่อง เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว คือ ครูแจ่มใส ลาธุลี ที่สอนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 เพราะทั้งโรงเรียนมีครูเพียงคนเดียว
ครูในสมัยเมื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.bananaclick.com/image/pd1190622554_2.jpg" alt="" width="255" height="195" /></p>
<p><span style="color: #3366ff;">&lt;&lt; ภาพจาก bananaclick.com</span></p>
<p><span style="color: #00ccff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>เมื่อนึกถึงผู้มีพระคุณ อันดับแรกสุดที่คนเรานึกถึงก็คือ พ่อกับแม่ที่พระคุณล้นเหลือจนไม่อาจนับได้ สิ่งนี้ทุกคนรู้และเข้าใจดี อาจมียกเว้นบ้างเป็นกรณีไปซึ่งมีเพียงส่วนน้อย พ่อกับแม่จึงเป็นบุคคลที่คนทั่วไปเคารพบูชามากที่สุด</strong></p>
<p style="text-align: justify;">รองลงมาจากพ่อแม่มีก็แตกต่างกันไป บางคนอาจนึกถึงปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง หรือคนที่เคยช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าใครจะนึกถึงใครก็ตาม ทุกคนไม่ควรลืมครู</p>
<p style="text-align: justify;">พ่อแม่ให้ชีวิต เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ส่วนครูคือคนที่ให้ความรู้ เตรียมเราให้ออกไปต่อสู้ในโลกกว้าง ให้แสงสว่างทางปัญญา ถ้าไม่มีครูแล้ว เราก็คงมืดมนอับจนปัญญา เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ บรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลาย ก็คงไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์ ไม่มีโอกาสมาเขียนมาอ่านบล็อกเป็นแน่แท้</p>
<p style="text-align: justify;">มีคนกล่าวว่า ครูคือผู้มีพระคุณลำดับที่สาม ต่อจากพ่อและแม่  มีคนแต่งเพลง &#8220;พระคุณที่สาม&#8221; บอกเล่าถึงครูด้วยความซาบซึ้ง ประทับใจทุกคนที่ได้ฟัง  ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญต่อจากพ่อแม่โดยแท้</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-206"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผมคนหนึ่งที่นึกถึงครูอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงพ่อแม่ก็ต้องนึกถึงครู ตั้งแต่ครูคนแรกที่สอนให้เขียนหนังสือ จนถึงครูในมหาวิทยาลัยที่สอนให้รู้จักใช้ความคิด ในชีวิตการทำงานก็มีครู นั่นคือ หัวหน้าหรือเจ้านาย ที่คอยฝึกสอนให้รู้หลักและวิธีการทำงาน คนที่เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่มีใครที่ไม่มีครูสอนวิชาการทำงาน เพียงแต่จะเห็นว่าหัวหน้าหรือเจ้านายผู้สอนงานให้เป็นครูหรือไม่</p>
<p style="text-align: justify;">ครูที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอคือครูคนแรก ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโคกก่อง เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว คือ <strong>ครูแจ่มใส ลาธุลี</strong> ที่สอนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 เพราะทั้งโรงเรียนมีครูเพียงคนเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">ครูในสมัยเมื่อ 40 กว่าที่แล้ว มีความสำคัญต่อชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านให้ความเคารพครูเป็นที่สุด เห็นได้จากคำเรียกขานถึงครูว่า <strong>“พ่อครู”</strong> หรือ<strong> “แม่ครู”</strong> โดยสอนให้ลูกหลานเรียกขานกันต่อๆไป อันแสดงให้เห็นถึงการมอบความเคารพนับถือให้ครูขั้นสูงสุด เทียบได้กับพ่อแม่นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ครูคนแรกของผมจึงเป็นพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี และพ่อครูแจ่มใสก็เป็นพ่อครูของคนทั้งหมู่บ้านโคก่อง นับตั้งแต่คนแก่คนเฒ่าจนถึงลูกเล็กเด็กแดงก็เรียกพ่อครูแจ่มใสกันทุกคน</p>
<p style="text-align: justify;">พ่อครูแจ่มใสเป็นคนใจดี ยิ้มอยู่เสมอ สมกับเป็น “พ่อ” อีกคนของเด็กๆ ในโรงเรียน แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยเพราะต้องสอนนักเรียนทุกชั้น ด้วยการสอนชั้น ป. 1 ก่อน แล้วสั่งให้หัดเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ จากนั้นก็ขยับไปชั้น ป. ป.3 ป.4 เป็นลำดับไป แล้วกลับมาชั้น ป.1 วนไปถึง ป.4 อีกรอบก็ถึงเวลาพักลางวัน เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตอนบ่ายก็ใช้วีธีเดิม พ่อครูสอนรักเรียนอย่างนี้แหละครับ ผลก็คือ นักเรียนอ่านออกเขียนได้กันทุกคน เด็กที่เข้าเรียน ป. 1 ปีเดียวกับผม หลายคนมีโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือชั้นสูงๆขึ้นไปในเมือง และเท่าที่รู้มีคนหนึ่งล่ะที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบล็อก เป็นบล็อกเกอร์ขั้นหัวเถิกที่ชื่อ <a href="http://www.kosolanusim.com">โกศล อนุสิม</a> คนนี้ ฮาๆ</p>
<p style="text-align: justify;">พ่อครูแจ่มใสไม่ได้อยู่บ้านโคกก่องนะครับ อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านผำ ไกลหันหลายกิโลเมตร เส้นทางติดต่อกันต้องเดินลัดทุ่งนาไป มีลำห้วยผับกั้นเขตแดน หน้าหนาวกับหน้าร้อนไม่ลำบาก เพราะเดินสะดวก แต่หน้าฝนนี่สิครับ ลำบากมากว่าหน้าอื่นๆ โดยเฉพาะช่วงเดือน 10-11 หรือ กันยายน-ตุลาคม ที่ฝนตกชุกและเป็นฤดูน้ำหลากท่วมทุ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">น้ำหลากท่วมทุ่งเรียกว่า <strong>“น้ำแก่ง”</strong> เมื่อฝนตกหนักๆน้ำจะมาอย่างรวดเร็ว ทุ่งข้าวสีเขียวจะจมน้ำจนมิดเพียงแค่ข้ามวันหรือข้ามคืน หากเมื่อใดที่ฝนตกหนักๆติดต่อกันหลายวัน น้ำแก่งก็จะมาเยือนทุ่งนา เส้นทางจากบ้านผำมาบ้านโคก่องเป็นที่ลุ่มทางน้ำ เมื่อน้ำมาเต็มที่มองจากหมู่บ้านลงไปที่ทุ่งจะเห็นแต่ผืนน้ำสีขาวสุดตา มองต้นข้าวไม่เห็น มีแต่ต้นไม้โผล่กลางน้ำ</p>
<p style="text-align: justify;">พ่อครูแจ่มใสเดินลุยน้ำจากบ้านผำมาสอนเด็กๆที่บ้านโคกก่อง ไม่ว่าฝนจะตกหรือน้ำท่วมพ่อครูก็จะมาเสมอๆไม่ได้ขาด และสิ่งที่พ่อครูนำมาบ่อยๆก็คือ พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดมาให้นักเรียนปลูกที่โรงเรียน โดยพ่อครูหาบกล้าไม้ลุยน้ำมา</p>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่เด็กๆทำเสมอๆก็คือ ไปรับพ่อครูในตอนเช้า โดยเมื่อมาถึงโรงเรียนกันแล้วก็ชวนกันไปรับพ่อครู โดยเดินตามกันไปบนคันนา ลัดทุ่งไปหาพ่อครูใหญ่ เจอที่ไหนก็รับเอาหาบจากและกระเป๋าใส่ชุดของพ่อครู ผลัดเปลี่ยนกันหาบมาจนถึงโรงเรียน พ่อครูแจ่มใสเอาชุดมาเปลี่ยนที่โรงเรียนด้วย เพราะชุดที่ใส่ลุยน้ำมานั้นเปียกแทบทั้งตัว แถมบางครั้งก็ตากฝนพรำๆมาด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">มีบางครั้งที่น้ำหลากในตอนกลางคืน ตอนเช้าน้ำเต็มทุ่ง นักเรียนที่พากันไปรับพ่อครูต่างยืนรอตรงริมน้ำ พ่อครูสั่งไว้ว่าห้ามลุยน้ำไปหาโดยเด็ดขาด เด็กๆเชื่อฟังคำสั่งของครูอย่างเคร่งครัด เมื่อรอนานๆพ่อครูยังไม่มา เด็กผู้หญิงหญิงหลายคนเริ่มร้องไห้เพราะกลัวพ่อครูจะเป็นอันตราย เด็กผู้ชายแม้จะไม่ร้องไห้แต่ก็รู้สึกไม่ต่างกัน เฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นพ่อครูลุยน้ำมาไกลๆ ต่างก็หัวเราะส่งเสียงกันด้วยความดีใจและมีความสุข เมื่อพ่อครูมาถึง ต่างก็รุมเข้ารับหาบและของจากพ่อครู จากนั้น พ่อครูก็เดินนำหน้าเด็กๆที่เป็นทั้งลูกศิษย์เป็นเสมือนลูกหลานลัดเลาะตามคันนาไปที่โรงเรียน</p>
<p style="text-align: justify;">โรงเรียนบ้านโคกก่องเมื่อสมัย 40 กว่าปีก่อน เป็นโรงเรียนได้โดยมีครูเพียงคนเดียว และอีกนับร้อยโรงเรียนทั่วประเทศไทยในเวลานั้นก็คงไม่ต่างจากโรงเรียนบ้านโคก่อง พ่อครูของเด็กๆและของชาวบ้านมิได้มีเพียงแค่พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี แห่งบ้านโคกก่องเท่านั้น แต่มีอยู่มากมาย และผมเชื่อว่า อีก 40 ปีต่อมาคือ ณ ปัจจุบันนี้ เด็กๆที่ได้รับคำสั่งสอนให้เขียน ก.ไก่ ข.ไข่ จากพ่อครูคนเดียวของโรงเรียน ณ เวลานั้น เติบโตมาเป็นบล็อกเกอร์เขียนหนังสือด้วยแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เหมือนผมก็มีเป็นจำนวนมากมาย</p>
<p style="text-align: justify;">เราจะเขียนอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีมือครูคอยจับมือหัดให้เราเขียนหนังสือในวันแรกที่เข้าโรงเรียน ดังนั้น เราเขียนได้ในวันนี้ก็เพราะมือของครูในวันนั้นนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">เราจึงเขียนหนังสือทุกตัวได้เพราะมือครูโดยแท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับผมนั้น ตัวหนังสือที่เขียนขึ้นทุกตัว จึงเกิดจากมือของพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี ครูคนเดียวของโรงเรียนบ้านโคกก่องเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ที่สอนเด็กๆตั้งแต่ ป.1-ป.4 โดยที่ไม่มีเด็กสักคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เมื่อออกจากโรงเรียนไป</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ขอกราบพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี ผ่านหน้าบล็อกนี้ครับ</strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/teacher-in-remembrance" title="ครูในความทรงจำ (January 16, 2009)">ครูในความทรงจำ</a> (3)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/my-teacher/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
