เรื่องประหลาดกับสื่อฉลาดๆและสื่อโง่ๆ
หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายได้รับเสียงไว้วางใจทุกคน แต่ก็เกิดเรื่องประหลาด นั่นคือ มีการพูดถึงเรื่องปรับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศออกจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากได้รับเสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น
ในเมื่อกติกาเขียนไว้อย่างเจนแล้วว่า รัฐมนตรีได้รับเสียงไว้วางใจแล้วก็ต้องทำงานต่อไป มีเหตุอันใดจึงต้องถูกปรับออก ทำไมจะต้องถามเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรี ประชาชนไทยเป็นอะไรไปหรือ ไม่เข้าใจกฎ กติกา ขนาดนี้เชียวหรือ โดยเฉพาะประชาชนที่เรียกกันว่าสื่อมวลชน ซึ่งเป็นต้นเรื่องคือเป็นผู้ถามคำถามนี้ต่อนายกรัฐมนตรี หลังการลงคะแนนเสียงเสร็จสิ้นลง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนที่เรียกว่าสื่อ ถามคำถามที่อาจจะเรียกกันได้ว่าโง่ๆ ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่านายรัฐมนตรีต้องตอบว่าไม่มีการปรับออก ประชาชนทั่วไปทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง พวกที่รักทักษิณ พวกที่รักอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า คำตอบนายกรัฐมนตรีจะเป็นเช่นไร ถึงกระนั้นก็ถามอยู่ได้
เมื่อหลายวันก่อนก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คือเรื่องการโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ใครก็รู้ว่าเป็นใคร ประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนก็ถามนายกรัฐมนตรีตั้งหลายครั้งว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการโฟนอิน จนนายกรัฐมนตรีต้องถามกลับว่า “มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ” แต่ก็ยังถามอยู่อีก
แบบนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังหลบหนีคดีอยู่นั้น สามารถครองพื้นที่สื่อได้ทุกวัน ก็เพราะประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่นั่นเอง
หากแม้นคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังดำเนินการทำร้ายคนอื่น สร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง ด้วยการครองพื้นที่สื่อเพื่อส่งข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆให้แก่ประชาชน สื่อทั้งหลายก็รู้และวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม แต่แล้วก็ยังเกาะติดการโฟนอิน นำคำพูดมาลงกันแทบจะทุกคำพูดอยู่ทุกครั้ง
ถ้าเห็นว่าการกระทำของคนๆหนึ่งไม่ดี แล้วทำไมต้องรายงานกันแบบเต็มเหยียดอย่างนั้นด้วยเล่า
จริงอยู่ว่าเป็นการทำหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องรายงานข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่สื่อก็มีเอกสิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่มิใช่หรือ ถ้าเรื่องไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนอลเวงก็มีสิทธิ์จะไม่ลงได้ ก็หลักการ Gate Keeper นั่นไง หรือว่าจำไม่ได้ หรือว่าขี้เกียจใช้ หรือปล่อยไว้ในตำราตั้งแต่วันเรียนจบทั้งนักข่าวทั้งบรรณาธิการ
เมื่อผู้รักษาประตูแห่งสาธารณะเป็นเช่นนี้ เรื่องประหลาดๆก็คงเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะผู้รักษาประตูทำเรื่องประหลาดๆเสียเอง
ต่อไปอาจจะถามคำถามประหลาดๆจนนายกรัฐมนตรีต้องถามเองแล้วตอบเองสื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองคิดให้เหนื่อย
ต่อไปอาจจะได้ชมภาพหัวคนห้อยต่องแต่งเหมือนที่สะพานพระรามแปดจากที่ไหนอีกก็เป็นได้ ทั้งผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์
อีกหน่อยก็อาจจะได้ชมภาพใครสักคนเอาปืนจ่อยิงหัวคนเลือดสาดกระจายเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลานจอดรถในจังหวัดปราจีนบุรีทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช้า สาย บ่าย เย็นค่ำก็เป็นได้
อีกหน่อยก็คงเห็นรายการคุ้ยข่าว ค้นข่าว เล่าข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ โดยผู้ค้น ผู้คุย ผู้เล่า เอาความเห็นเข้าว่าเหมือนเทวดาผู้รู้ทุกเรื่อง ทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ
สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร มีอิสระในการทำหน้าที่ ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ขอบเขต ผมในฐานะผู้รับข่าวสารจากสื่อก็ได้ประโยชน์เป็นอันมาก แต่เรื่องหลายเรื่องก็เห็นว่าสื่อไม่น่าจะทำ เช่น การตั้งคำถามซ้ำๆซากๆกับนักการเมือง ประเภทว่า คนนั่นด่าคนนี้ คนนี้พูดอย่างนี้แล้วไปถามคนนั้น ไม่น่าจะมีแล้ว น่าจะถามคำถามที่ทำให้นักการเมืองได้ใช้สติปัญญาตอบหน่อยครับ
โปรดอย่าถามเลยว่าจะปรับรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีทุกคนได้รับความไว้วางใจตามกติกาแล้ว แต่โปรดถามนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว ท่านจะทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ได้ว่า ไม่ใช่ได้คะแนนเพราะพวกมากลากไป หรือถามว่า จะพิสูจน์ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอย่างไรนอกเหนือจากการได้คะแนนเสียงในสภาแล้ว และอีกมากมายสารพัดคำถามที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะเสาะหาว่าคะแนนเสียงที่ไว้วางใจรัฐมนตรีต่างประเทศหายไปไหน หรือเรื่องปรับรัฐมนตรีต่างประเทศออก
โปรดถามพรรคฝ่ายค้านว่า ในเมื่อผลการลงคะแนนออกมาเช่นนี้แล้ว จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างไรต่อไป หรือจะทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่มีคนกล่าวหา หรือจะอธิบายอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศเชื่อว่าฝ่ายค้านทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ
ถามไปเถอะครับ คำถามพวกนี้ ผมอยากทราบคำตอบของนักการเมือง คนอีกเป็นจำนวนมากก็คงอยากทราบเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสาธารณชน คือประเทศชาติและประชาชนทุกคน รวมถึงประชาชนที่เรียกว่าสื่อด้วย
คำถามเรื่องที่ผมเสนอไปนั้น คงไม่ยากเกินสติปัญญาของนักการเมือง หรือถ้าตอบไม่ได้ก็จะได้รู้ว่านักการเมืองนั้นโง่จริง เจอคำถามฉลาดๆจากสื่อแล้วต้องใบ้รับประทาน
ลองดูสิครับ ถามให้ได้นายกรัฐมนตรีงงไปเลย เหมือนตอนที่สื่อทำท่างงๆเมื่อนายกรัฐมนตรีถามกลับมาว่า “มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ” นั่นแหละ
อย่าลืมสิคุณภาพของสื่อมวลชนนั้นสะท้อนคุณภาพของสังคม ถ้าสังคมไหนมีสื่อมวลชนฉลาดๆ สังคมก็ฉลาดไปด้วย นี่เป็นความเชื่อและความภาคภูมิใจของสื่อมวลชนไม่ใช่หรือ
อย่างไรก็ตาม ถึงจะดูเหมือนว่าสื่อไม่น่าทำเรื่องไม่ฉลาดบ่อยๆ แต่ผมคาดหวังว่าจะได้รับรู้เรื่องฉลาดๆจากสื่ออยู่นะครับ.
***
ปรับปรุงจากเรื่อง :
กติกามีอยู่ชัดเจน ทำไมสื่อจึงถามถึงการปรับรัฐมนตรีต่างประเทศออกจากตำแหน่งและเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะ ที่เผยแพร่ใน http://www.oknation.net/blog/yootoop/2009/03/22/entry-1




สื่อไม่เคยจริงใจกับฝ่ายไหน ใครเป็นนายกสมัยนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่ใครๆ ก็ยังอยากเป็นตายก็ยอม แม้ปากจะบอกไม่ แต่ใจห-่าทำไมต้องถาม พูุดถึงข่าวเดี๋ยวนี้ ประชาชนเสพติดช่องข่าวช่องเดียวกันซะงั้น ไม่รับอย่างอื่นกันเลยว่างั้น แยกกันไปเป็นฝ่าย แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ แต่อย่าพูโเรื่องการเมืองเท่านั้นแหละจบเลย เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ได้เปิด TV ฟังข่าวเลย เหมือนไม่มีอะไรดู หรือเบื่อๆ ก็ไม่ทราบ อย่างมากก็เปิดดูหนังทาง ดาวเทียม เรื่องสื่อนิ เห็นใครๆ ก็ว่ากันไป แต่ก็จบด้วยการอยู่ข้างอีกฝ่ายนั้น โดยที่ปากบอกไม่เป็นกลาง */-*
ขอบคุณครับ คุณtanjen สื่อก็อย่างนี้แหละครับ เป็นบุคคลเช่นกัน จึงเบี่ยงเบนได้ทุกเวลา ถ้าไม่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์
เห็นด้วยกับคุณโกศลค่ะ
มีหลายคนเหมือนกันที่มาถามเรื่องคุณกษิต
ทั้งๆที่ก็รู้ว่านั่นคือกติกา
ต่อให้เฉือนกันแค่คะแนนเดียว ก็ถือว่าสอบผ่านค่ะ
น่าถามกลับเหมือนกันนะคะ
เรื่องสส ฝ่ายค้าน ที่ทำเพื่อคุณทักษิณซะออกนอกหน้าขนาดนั้น
ประเทศไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้วเหรอคะ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ
เล่นกันทั้งใน และนอกสภาจนชาวบ้านอายแทน
สื่อช่วยถามแทนชาวบ้านหน่อยเถอะค่ะ
ว่า ฝ่ายค้านเข้ามาเป็นทนายแก้ต่างให้ทักษิณแล้ว เคยคิดเพื่อประเทศบ้างหรือเปล่าคะ
เสียดายเงินเดือนที่รัฐต้องจ่ายให้ท่านผู้ทรงเกียรติจังค่ะ
อายน่ะ…ขอบอก..ชาวบ้านอายแทนท่านค่ะ…
เห็นด้วยกับลุงค่ะ ทุกวันนี้ ไม่อยากเปิดดูข่าว เพราะบางช่องก็เสี้ยมให้คนเกลียดกันจะตายอยู่แล้ว อะไรที่ไม่ควรนำมาออกอากาศ ก็ยังจะเอามาออกแล้วออกอีก สามัญสำนึกของความเป็นสื่อมันอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ถึงขนาดไม่สามารถพิจารณาได้ถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ข่าวของคนนอกประเทศ อยู่นอกประเทศ มีความผิดชัดเจน หนีคดี ไม่น่าจะให้ความสำคัญ แต่ก็ยังลงแล้วลงอีก ทำให้คิดได้อย่างเดียวว่า สื่อพวกนี้ก็รับเงินเขามานั่นเอง เลยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณของสื่ออย่างแท้จริง
คุณนพครับ นั่นคงต้องรอไปอีกนานพอสมควร คนเราจึงพอจะยอมรับได้ แต่นานแค่ไหนก็ไม่รู้นะครับ
ตอนนี้ทนอายไปก่อน ผมก็อายเหมือนกัน
กบน้อย วันนี้มาดุจริงๆ
ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาให้มาก ตอนที่รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อ เพราะมีไม่น้อยที่บางมุมกระจกก็สะท้อนภาพบิดเบี้ยวได้ เช่นเดียวกับสื่อมวลชน ที่เป็นกระจกสะท้อนสังคม
โอ้ว เห็นด้วยอย่างแรง
อยากบอกสื่อ เหมือนกัน ก็กำลังหาวิธีอยู่ว่า
…แต่ว่าไปก็เท่านั้น…
แต่ก็ต้องทำ…จริงๆอยากทำให้เค้าดูเลย…ว่าที่ดีกว่ าเป็นยังไง
…ตอนนี้ก็สงสัยอยู่ว่า ประเทศชาติเรา ไม่มีคนฉลาดๆ
ที่ทำข่าว บ้างเลยเหรอ บรรณาธิการ เก่งๆ ไปไหนหมด
ไม่ใช่แค่วิ่งตาม ลมปากเหม็นๆของผู้ให้ข่าวแล้วนะ
แต่ต้องคิดถึงขั้น วางกลยุทธ เพื่อใช้อิทธิพลของสื่อ
จัดการกับความชั่ว เลยทีเดียว !!!
ก็ตอนนี้ สื่อ เท่านั้น ที่จะกู้ชาติ สื่อเป็นอันดับแรก สื่อเป็นเครื่องมือของ
การต่อสู้ทางการเมืองในตอนนี้
ผมชอบอันนี้จังเลยอ่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่นำมาบอกเล่ากัน
เห็นใจคนที่ต้องตอบคำถามสื่อค่ะ ต้องควบคุมอารมณ์ ระวังคำพูดทุกอย่าง