สากกะเบือ ของใช้โบราณที่ไม่ตกเวทีประวัติศาสตร์

“สาก” กับ “สากกะเบือ” คำนาม 2 คำนี้มีมาคู่สังคมไทยช้านาน สอดแทรกอยู่ในถ้อยคำสำนวนไทยเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความผูกพันแนบแน่นของคนไทยที่มีต่อสากและสากกะเบือ ด้วยว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนอันจะขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าสังคมไทยสมัยก่อนหรือสมัยปัจจุบัน

บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเขียนเรื่องสากกะเบือในที่นี้?

คำตอบก็คือ เป็นเพราะระลึกถึงความเกี่ยวข้องต้องใจของผู้เขียนที่มีต่อสาก ระลึกได้ว่าชีวิตที่เติบโตขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นด้วยคุณูปการของสากที่ใช้งานคู่กับครกมาตั้งแต่ก่อนปู่ย่าตายยายโน้น จึงอยากเขียนถึงสากสักหน่อย ไม่เกี่ยวกับสโลแกนบล็อก “คุยเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ” แต่อย่างใด

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับสากสักนิด “สาก” นับเป็นสามัญนาม คือชื่อทั่วไปที่ใช้เป็นเครื่องมือตำอย่างหนึ่ง ส่วน “สากกะเบือ” เป็นวิสามัญนาม คือชื่อเฉพาะ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับปี 2525 อธิบายว่า สากกะเบือใช้สำหรับตำข้าวเบือ หรือ น้ำพริก (สากจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งแบบผู้ดีว่า “ไม้ตีพริก”) ใช้คู่กับครกข้าวเบือ ส่วนข้าวเบือคือข้าวสารที่ตำผสมกับของอื่นสำหรับใส่น้ำแกงให้น้ำแกงขึ้น เมื่อผู้เขียนยังเด็ก แม่แกงหน่อไม้ก็ตำข้าวเบือใส่ลงไปด้วย การคำนวณปริมาณและกรรมวิธีผสมเครื่องแกงให้ลงอย่างพอดิบพอดี ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีของเครื่องแกงทั้งหมดกลายเป็นรสแซบเหลือหลายโดยฝีมือของแม่นั้น ผู้เขียนจดจำได้มาถึงทุกวันนี้

kroksak
หากใครกินแกงหน่อไม้สูตรอีสานหรือที่รู้จักกันในชื่อ “แกงลาว” นั้น หากสังเกตดี ๆ จะพบข้าวเบือผสมอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ทุกเจ้า เพราะแม่ค้าบางคนก็ไม่ใส่ข้าวเบือตอนทำแกง

ทีนี้ก็มาว่าเรื่องของสากกันต่อ
………………………………………..
<< ครกกับสาก : คู่รักคู่รสอมตะ
………………………………………..
สากมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ ผู้เขียนคุ้นเคยกับสาก 2 ชนิด นั่นคือ “สากมอง” กับ “สากกะเบือ”

สากมอง เป็นสากขนาดใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็ง ขนาดราว ๆ แข้งผู้ใหญ่ ตรงปลายทั้งสองข้างคือหัวสากใช้ตำได้ทั้งสองด้าน ตรงกลางจะถูกกลึงให้เล็กลงขนาดจับได้พอเหมาะ เวลาใช้ต้องจับทั้งสองมือ ใช้คู่กับครกมองซึ่งเป็นครกขนาดใหญ่ที่ตัดต้นไม้มาเจาะเป็นครก การตำข้าวด้วยครกมองนั้นมีทั้งแบบที่ตำด้วยมือ และใช้เท้าเหยียบ ซึ่งมีองค์ประกอบของครกเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะจะกลายเป็นเรื่องวิธีสร้างครกมองไป สากมองกับครกมองใช้ในกิจการแปรรูปข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร รวมทั้งใช้แปรรูปข้าวสารให้เป็นแป้ง เช่น แป้งขนม แป้งขนมจีน (ข้าวปุ้น) เป็นต้น

สากกะเบือ เป็นสากขนาดเล็ก มีอยู่ในครัวของทุกบ้านเรือน ใช้ตำข้าวเบือกับน้ำพริก (น้ำพริกนี้อีสานบ้านผู้เขียนสมัยเด็กเรียกว่าป่น เช่น ป่นกบ ป่นปลา ป่นปู เป็นต้น เอาอะไรมาทำก็เรียกชื่อตามนั้น) อาหารใดที่มีกรรมวิธีทำด้วยการตำก็จะใช้สากกะเบือกับครกกะเบือทั้งสิ้น เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

สรุปได้ชัดเจนว่า สากมอง ทำให้มีข้าวกิน สากกะเบือ ทำให้มีกับข้าวอร่อยกิน ดังนั้นทั้งสากมองกับสากกะเบือจึงมีคุณูปการณ์ต่อชีวิตของผู้เขียนและคนอื่น ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ เรียกได้ว่า สังคมไทย (และสังคมแถบถิ่นเดียวกันในสุวรรณภูมินี้) เติบโตขึ้นมาโดยสากมีบทบาทสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น สากจึงเป็นส่วนประกอบที่จะขาดเสียมิได้ในศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเราจวบจนปัจจุบัน

ปัจจุบันสากมองมีความสำคัญน้อยลงจนแทบจะไม่มีใครสนใจแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องตำข้าวและตำแป้งทำขนมอีกต่อไป คงเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์และในสังคมชนบทห่างไกล (ซึ่งคงหายากที่จะมีสังคมชนบทอันห่างไกลถึงขนาดยังใช้ครกมองอยู่) ส่วนสากกะเบือนั้น ยังมีอยู่แพร่หลายทั้งในสังคมชนบทและสังคมเมือง ยังดำรงสถานะอันมีเกียรติแห่งอุปกรณ์จำเป็นในครัวเรือนเช่นเดียวกับเครื่องอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ เช่น เตาไมโครเวฟ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เป็นต้น

ตราบใดที่เครื่องมืออเนกประสงค์อย่างสากกะเบือยังคงเป็นของจำเป็นที่คนยังใช้งานอยู่ ตราบนั้นก็จึงยังคงปรากฏในถ้อยคำสำนวนที่คนใช้สื่อสารกัน เพราะเมื่อสื่ออกไปแล้วคนยังเข้าใจได้ เช่น

“เรื่องสากกะเบือยันเรือรบ” หากมีใครพูดออกไปคนส่วนมาก็ยังรู้ว่า หมายความถึงเรื่องมากมายหลายหลากทั้งเรื่องเล็กเรื่องน้อยจนถึงเรื่องใหญ่ หรือจะใช้ในความหมาย ทำนองว่าไร้สาระ หาแก่นสารไม่ได้ หรือพูดมากจนน่ารำคาญ ก็ได้ หรือ “เงียบเหมือนเป่าสาก” หมายความว่า มีมีปากมีเสียง ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ หรือ “ทื่อเป็นสากกะเบือ” ความหมายก็ชัดเจนในตัวแล้ว ไม่ต้องขยายความ

คนที่อายุรุ่นเดียวกับผู้เขียน คือ 40 ขึ้นไป คงจำได้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีนัการเมืองคนหนึ่ง ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาคนเป็นจำนวนไม่น้อยต้องร้องอ๋อ เคยได้รับฉายาว่า “ส.ส.สากกะเบือ” เพราะเจ้าตัวนำสากกะเบือเข้าไปในที่ประชุมสภา ด้วยวัตถุประสงค์จะประท้วงหรืออภิปรายเรื่องใดก็จำไม่ได้ ซึ่งฉายานี้ถูกเผยแพร่โดยสื่อ ซึ่งเจ้าตัวน่าจะชื่นชอบฉายานี้ไม่น้อย เพราะทำให้โด่งดังเป็นที่สนใจและจดจำของคนได้เพิ่มขึ้น

โดยส่วนตัวผู้เขียนนั้น ยังนึกถึงคุณประโยชน์ของสากอยู่เสมอ ในปัจจุบันก็ยังอาศัยสากในการประกอบกิจกรรมในครัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งตำน้ำพริก ตำข้าวคั่วใส่ลาบ ตำส้มตำ ฯลฯ และคงจะต้องอาศัยสากในกิจกรรมเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะไม่มีแรงยกสาก

ในบ้านเรือนอื่น ๆ ก็คงไม่ต่างจากบ้านของผู้เขียน รวมทั้งแม่ค้าพ่อค้าส้มตำก็ดี น้ำพริกก็ดี รวมทั้งกับข้าวอื่น ๆ แทบทุกอย่างก็จะยังอาศัยสากกะเบือเป็นเครื่องมือต่อไป

ขอแสดงความยินดีกับสากกะเบือของใช้โบราณที่ยังไม่ตกเวทีประวัติศาสตร์ ทั้งมีแนวโน้มที่จะคงความสำคัญต่อไปอีกยาวนานนับศตวรรษ

สากกะเบือจงเจริญ!

Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Monday, February 8th, 2010 and is filed under สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม และท่องเที่ยว. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “สากกะเบือ ของใช้โบราณที่ไม่ตกเวทีประวัติศาสตร์”

  1. ลิงกินผัก on February 8th, 2010 at 5:19 pm

    สส.สากกะเบือ หรือ สส.บ้าเครื่องแบบ หรือ โกโบรินทร์ ใช่เปล่าครับ แถว ๆ ราชบุรี น่ะครับ อิอิ ผมค้นหาในเน็ตน่ะครับ

  2. charin on February 24th, 2010 at 10:42 am

    อ่านแล้วต้องนึกย้อนไปตอนเด็ก ๆ เลยครับ เรื่องอาหารการกินบ้านเรานี่ลืมไม่ลง สุดท้ายไม่ลืมบุญคุณสาก อุปกรณ์ทำกับข้าวที่ทำให้เราเติบโตมาจนปานนี้ครับ

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats