พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี

<< ภาพจาก bananaclick.com
……………………………………..
เมื่อนึกถึงผู้มีพระคุณ อันดับแรกสุดที่คนเรานึกถึงก็คือ พ่อกับแม่ที่พระคุณล้นเหลือจนไม่อาจนับได้ สิ่งนี้ทุกคนรู้และเข้าใจดี อาจมียกเว้นบ้างเป็นกรณีไปซึ่งมีเพียงส่วนน้อย พ่อกับแม่จึงเป็นบุคคลที่คนทั่วไปเคารพบูชามากที่สุด
รองลงมาจากพ่อแม่มีก็แตกต่างกันไป บางคนอาจนึกถึงปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง หรือคนที่เคยช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าใครจะนึกถึงใครก็ตาม ทุกคนไม่ควรลืมครู
พ่อแม่ให้ชีวิต เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ส่วนครูคือคนที่ให้ความรู้ เตรียมเราให้ออกไปต่อสู้ในโลกกว้าง ให้แสงสว่างทางปัญญา ถ้าไม่มีครูแล้ว เราก็คงมืดมนอับจนปัญญา เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ บรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลาย ก็คงไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์ ไม่มีโอกาสมาเขียนมาอ่านบล็อกเป็นแน่แท้
มีคนกล่าวว่า ครูคือผู้มีพระคุณลำดับที่สาม ต่อจากพ่อและแม่ มีคนแต่งเพลง “พระคุณที่สาม” บอกเล่าถึงครูด้วยความซาบซึ้ง ประทับใจทุกคนที่ได้ฟัง ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญต่อจากพ่อแม่โดยแท้
ผมคนหนึ่งที่นึกถึงครูอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงพ่อแม่ก็ต้องนึกถึงครู ตั้งแต่ครูคนแรกที่สอนให้เขียนหนังสือ จนถึงครูในมหาวิทยาลัยที่สอนให้รู้จักใช้ความคิด ในชีวิตการทำงานก็มีครู นั่นคือ หัวหน้าหรือเจ้านาย ที่คอยฝึกสอนให้รู้หลักและวิธีการทำงาน คนที่เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่มีใครที่ไม่มีครูสอนวิชาการทำงาน เพียงแต่จะเห็นว่าหัวหน้าหรือเจ้านายผู้สอนงานให้เป็นครูหรือไม่
ครูที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอคือครูคนแรก ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโคกก่อง เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว คือ ครูแจ่มใส ลาธุลี ที่สอนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 เพราะทั้งโรงเรียนมีครูเพียงคนเดียว
ครูในสมัยเมื่อ 40 กว่าที่แล้ว มีความสำคัญต่อชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านให้ความเคารพครูเป็นที่สุด เห็นได้จากคำเรียกขานถึงครูว่า “พ่อครู” หรือ “แม่ครู” โดยสอนให้ลูกหลานเรียกขานกันต่อๆไป อันแสดงให้เห็นถึงการมอบความเคารพนับถือให้ครูขั้นสูงสุด เทียบได้กับพ่อแม่นั่นเอง
ครูคนแรกของผมจึงเป็นพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี และพ่อครูแจ่มใสก็เป็นพ่อครูของคนทั้งหมู่บ้านโคก่อง นับตั้งแต่คนแก่คนเฒ่าจนถึงลูกเล็กเด็กแดงก็เรียกพ่อครูแจ่มใสกันทุกคน
พ่อครูแจ่มใสเป็นคนใจดี ยิ้มอยู่เสมอ สมกับเป็น “พ่อ” อีกคนของเด็กๆ ในโรงเรียน แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยเพราะต้องสอนนักเรียนทุกชั้น ด้วยการสอนชั้น ป. 1 ก่อน แล้วสั่งให้หัดเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ จากนั้นก็ขยับไปชั้น ป. ป.3 ป.4 เป็นลำดับไป แล้วกลับมาชั้น ป.1 วนไปถึง ป.4 อีกรอบก็ถึงเวลาพักลางวัน เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตอนบ่ายก็ใช้วีธีเดิม พ่อครูสอนรักเรียนอย่างนี้แหละครับ ผลก็คือ นักเรียนอ่านออกเขียนได้กันทุกคน เด็กที่เข้าเรียน ป. 1 ปีเดียวกับผม หลายคนมีโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือชั้นสูงๆขึ้นไปในเมือง และเท่าที่รู้มีคนหนึ่งล่ะที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบล็อก เป็นบล็อกเกอร์ขั้นหัวเถิกที่ชื่อ โกศล อนุสิม คนนี้ ฮาๆ
พ่อครูแจ่มใสไม่ได้อยู่บ้านโคกก่องนะครับ อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านผำ ไกลหันหลายกิโลเมตร เส้นทางติดต่อกันต้องเดินลัดทุ่งนาไป มีลำห้วยผับกั้นเขตแดน หน้าหนาวกับหน้าร้อนไม่ลำบาก เพราะเดินสะดวก แต่หน้าฝนนี่สิครับ ลำบากมากว่าหน้าอื่นๆ โดยเฉพาะช่วงเดือน 10-11 หรือ กันยายน-ตุลาคม ที่ฝนตกชุกและเป็นฤดูน้ำหลากท่วมทุ่ง
น้ำหลากท่วมทุ่งเรียกว่า “น้ำแก่ง” เมื่อฝนตกหนักๆน้ำจะมาอย่างรวดเร็ว ทุ่งข้าวสีเขียวจะจมน้ำจนมิดเพียงแค่ข้ามวันหรือข้ามคืน หากเมื่อใดที่ฝนตกหนักๆติดต่อกันหลายวัน น้ำแก่งก็จะมาเยือนทุ่งนา เส้นทางจากบ้านผำมาบ้านโคก่องเป็นที่ลุ่มทางน้ำ เมื่อน้ำมาเต็มที่มองจากหมู่บ้านลงไปที่ทุ่งจะเห็นแต่ผืนน้ำสีขาวสุดตา มองต้นข้าวไม่เห็น มีแต่ต้นไม้โผล่กลางน้ำ
พ่อครูแจ่มใสเดินลุยน้ำจากบ้านผำมาสอนเด็กๆที่บ้านโคกก่อง ไม่ว่าฝนจะตกหรือน้ำท่วมพ่อครูก็จะมาเสมอๆไม่ได้ขาด และสิ่งที่พ่อครูนำมาบ่อยๆก็คือ พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดมาให้นักเรียนปลูกที่โรงเรียน โดยพ่อครูหาบกล้าไม้ลุยน้ำมา
สิ่งที่เด็กๆทำเสมอๆก็คือ ไปรับพ่อครูในตอนเช้า โดยเมื่อมาถึงโรงเรียนกันแล้วก็ชวนกันไปรับพ่อครู โดยเดินตามกันไปบนคันนา ลัดทุ่งไปหาพ่อครูใหญ่ เจอที่ไหนก็รับเอาหาบจากและกระเป๋าใส่ชุดของพ่อครู ผลัดเปลี่ยนกันหาบมาจนถึงโรงเรียน พ่อครูแจ่มใสเอาชุดมาเปลี่ยนที่โรงเรียนด้วย เพราะชุดที่ใส่ลุยน้ำมานั้นเปียกแทบทั้งตัว แถมบางครั้งก็ตากฝนพรำๆมาด้วย
มีบางครั้งที่น้ำหลากในตอนกลางคืน ตอนเช้าน้ำเต็มทุ่ง นักเรียนที่พากันไปรับพ่อครูต่างยืนรอตรงริมน้ำ พ่อครูสั่งไว้ว่าห้ามลุยน้ำไปหาโดยเด็ดขาด เด็กๆเชื่อฟังคำสั่งของครูอย่างเคร่งครัด เมื่อรอนานๆพ่อครูยังไม่มา เด็กผู้หญิงหญิงหลายคนเริ่มร้องไห้เพราะกลัวพ่อครูจะเป็นอันตราย เด็กผู้ชายแม้จะไม่ร้องไห้แต่ก็รู้สึกไม่ต่างกัน เฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นพ่อครูลุยน้ำมาไกลๆ ต่างก็หัวเราะส่งเสียงกันด้วยความดีใจและมีความสุข เมื่อพ่อครูมาถึง ต่างก็รุมเข้ารับหาบและของจากพ่อครู จากนั้น พ่อครูก็เดินนำหน้าเด็กๆที่เป็นทั้งลูกศิษย์เป็นเสมือนลูกหลานลัดเลาะตามคันนาไปที่โรงเรียน
โรงเรียนบ้านโคกก่องเมื่อสมัย 40 กว่าปีก่อน เป็นโรงเรียนได้โดยมีครูเพียงคนเดียว และอีกนับร้อยโรงเรียนทั่วประเทศไทยในเวลานั้นก็คงไม่ต่างจากโรงเรียนบ้านโคก่อง พ่อครูของเด็กๆและของชาวบ้านมิได้มีเพียงแค่พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี แห่งบ้านโคกก่องเท่านั้น แต่มีอยู่มากมาย และผมเชื่อว่า อีก 40 ปีต่อมาคือ ณ ปัจจุบันนี้ เด็กๆที่ได้รับคำสั่งสอนให้เขียน ก.ไก่ ข.ไข่ จากพ่อครูคนเดียวของโรงเรียน ณ เวลานั้น เติบโตมาเป็นบล็อกเกอร์เขียนหนังสือด้วยแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เหมือนผมก็มีเป็นจำนวนมากมาย
เราจะเขียนอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีมือครูคอยจับมือหัดให้เราเขียนหนังสือในวันแรกที่เข้าโรงเรียน ดังนั้น เราเขียนได้ในวันนี้ก็เพราะมือของครูในวันนั้นนั่นเอง
เราจึงเขียนหนังสือทุกตัวได้เพราะมือครูโดยแท้จริง
สำหรับผมนั้น ตัวหนังสือที่เขียนขึ้นทุกตัว จึงเกิดจากมือของพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี ครูคนเดียวของโรงเรียนบ้านโคกก่องเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ที่สอนเด็กๆตั้งแต่ ป.1-ป.4 โดยที่ไม่มีเด็กสักคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เมื่อออกจากโรงเรียนไป
ขอกราบพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี ผ่านหน้าบล็อกนี้ครับ




ขอขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมเยือนครับ ทั้งมาเงียบๆและส่งเสียง ขอให้มีความสุขครับ
seach หานามสกุลจึงได้รู้ว่าตระกูลมีแต่เป็นครู บา อาจารย์ ค่ะ