พ่อผมตายแล้วยังสอนพุทโธ
ผมเป็นคนบ้านโคกก่อง ตอนที่ผมเกิดนั้น บ้านโคกก่องเป็นหมู่บ้านหนึ่งสังกัดตำบลสำโรง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อผมโตขึ้นมาหน่อย บ้านโคกก่องกลายเป็นตำบลโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ เมื่อผมโตขึ้นมาอีก หลังจากย้ายออกจากหมู่บ้านโคกก่องหลายปี บ้านโคกก่องกลายเป็นหมู่บ้านและตำบลในสังกัด กิ่งอำเภอสำโรง และมาเป็นเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน
ผมอาศัยอยู่ที่บ้านโคกก่องแค่เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 จากนั้นก็ไปเรียนต่อ ป.5-ป.7 ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ แล้วไปเรียนต่อ ม.ศ.1-ม.ศ.3 ที่อำเภอนาจะหลวยจังหวัดอุบลราชธานี พ่อย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นาจะหลวยเป็นการถาวร
พ่อผมเป็นคนบ้านโคกก่อง แต่ไม่ได้ตายที่บ้านโคกก่อง เช่นเดียวกับพวกเรา หมายถึงผมกับพี่น้อง ก็คงไม่ได้กลับไปตายที่บ้านโคกก่องแล้วล่ะครับ ต่างคนก็มีสถานที่อาศัยของตนเองที่ไม่ใช่บ้านโคกก่อง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังรู้สึกเสมอว่า พ่อผมเป็นคนบ้านโคกก่องและตัวผมเองก็ยังเป็นคนบ้านโคกก่อง ผมฝันถึงชีวิตที่บ้านโคกก่องบ่อยๆ ทั้งๆที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี
ชีวิตที่บ้านโคกก่องของผมนั้น เป็นชีวิตที่ยังไม่รู้จักความทุกข์เท่าใด เนื่องมาจากยังเด็กอยู่มาก วัยเด็กเป็นวัยที่สนุกสนาน ไม่สนใจสิ่งใดที่ก่อให้เกิดความทุกข์กังวล เว้นเสียแต่เรื่องกลัวผี นี่คงเป็นความทุกข์ที่สุดของวัยเด็ก ผมนั้นยอมรับว่าเด็กๆเป็นคนกลัวผีมาก แม้แต่ตอนกลางวันก็ไม่อยากไปไหนคนเดียว ยิ่งตอนเดินจากบ้านไปโรงเรียนที่ต้องผ่านดงปู่ตา ซึ่งเป็นป่าทึบ ถ้าวันไหนไม่มีเพื่อน พอเข้าเขตดงปู่ตาเป็นต้องวิ่งเร็วจี๋ให้ถึงโรงเรียนไวๆ

พ่อผมเป็นคนบ้านโคกก่องที่ได้เมียจากหมู่บ้านอื่น นั่นคือบ้านผำที่อยู่ห่างกันไปประมาณ 4-5 กิโลเมตร ผมไม่ได้ถามว่าทำไมจึงไม่มีเมียคนบ้านเดียวกัน แต่ถึงแม้พ่อจะมีเมียต่างหมู่บ้านผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเมียของพ่อแสนดีที่สุดในโลก คือแม่ของผมนั่นเอง
ความสุขของชีวิตลูกชาวนาบ้านโคกก่อง สำหรับคนอื่นมีจำกัดหรือไม่ ผมไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับผมนั้นมีแทบไม่จำกัด ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อกับแม่ ชีวิตมีความสุขเหลือหลาย พ่อทำทุกอย่างเพื่อผมและพี่น้อง แม่ดูแลพวกเราอย่างดี ทำกับข้าวอร่อยที่สุด อาหารชนิดใดก็ตามที่ผ่านมือแม่ แซบทุกอย่าง
ตอนเด็กๆนั้น ผมชอบนอนข้างๆพ่อ อย่างที่บอก ผมเป็นคนกลัวผี แต่ถ้าได้นอนข้างๆพ่อแล้วผีไม่กล้ามาแหยม ผมชอบนอนซุกดมจั๊กกะแร้พ่อครับ กลิ่นจั๊กกะแร้พ่อหอมจริงๆ เป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึกมีความสุข มีความอบอุ่น ทำให้ฝันดี
เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นประถม 3 พ่อเดินทางไปทำไร่ที่ กิ่งอำเภอนาจะหลวย อยู่ไกลออกไปนับร้อยกิโลเมตร ไปถางป่าถางดง จับจองที่ดินเพื่อทำไร่ ตอนนั้นเขาว่าทางรัฐบาลเปิดให้ราษฎรไปถางป่าถางดงทำกิน ซึ่งเป็นสาเหตุให้พวกเราย้ายจากบ้านโคก่องมาอยู่ที่นาจะหลวยจนถึงทุกวันนี้
พ่อจะไปตอนเอาข้าวขึ้นยุ้งเสร็จ กลับมาอีกครั้งก็ตอนทำนา ประมาณเดือนพฤษภาคม พอดำนาเสร็จเดือนสิงหาคม-กันยายน ก็ไปอีก กลับมาตอนเกี่ยวข้าวประมาณปลายพฤศจิกายนหรือต้นธันวาคม ตอนที่พ่อไม่อยู่นี่แหละครับ คิดถึงพ่อมาก
ผมต้องอยู่กับแม่และน้องสาว ส่วนพ่อกับพี่ชายคนที่ 2 และ 3 ของผมก็ไปทำไร่ พี่ชายคนโตบวชพระและเรียนหนังสือที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อพ่อไปแล้ว เราสองพี่น้องคิดถึงพ่อมาก เฝ้าแต่รอพ่อทุกๆวัน พอตกเย็นก็นั่งที่ชานบ้าน มองทางที่พ่อจะกลับมาจนมืด จนถึงเวลานอน
เมื่อเรียนจบ ป.4 ที่บ้านโคก่อง ผมไปเรียนต่อ ป.5 ที่อำเภอกันทรลักษณ์ ไปเป็นศิษย์วัดอยู่กับพระพี่ชาย พอผมขึ้น ป.6 พระพี่ชายก็ไปอยู่กรุงเทพฯ สึกแล้ว ทำงานที่กรุงเทพฯ ผมต้องอยู่กับพระและวัดที่กันทรลักษณ์ จนเรียนจบ ป.7
ตอนที่พี่ชายไปกรุงเทพฯ นั้น ชีวิตมันว่างๆโหวงๆ เหงาๆ เหมือนกัน ลองคิดดูเถอะ เด็กอายุ 12-13 ปีอยู่ไกลจากพ่อแม่ พี่น้อง แม้จะไม่เดือดร้อนแต่ก็ชีวิตไม่เต็ม คิดถึงพ่อ แม่ และพี่น้อง คิดถึงบ้านโคกก่องเป็นที่สุด
พอเรียนจบ ป.7 ผมก็ไปอยู่กับพ่อที่นาจะหลวย แม่ยังอยู่ที่บ้านโคกก่อง ตอนนั้นครอบครัวเรามี 2 บ้านครับ ผมช่วยพ่อทำไร่ เรียนการใช้ชีวิตแบบชาวนาชาวไร่ทุกอย่าง อยู่กับพ่อจนถึง ม.ศ.3 ก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมปลายที่อำเภอเดชอุดม แม่กับน้องสาวก็มาอยู่นาจะหลวยช่วงนี้เอง เราจึงห่างกลจากบ้านโคกก่องโดยสมบูรณ์
ตอนที่อยู่กับพ่อช่วงมัธยมต้น 3 ปี ผมได้ใกล้ชิดพ่ออีกครั้งหลังจากห่างหายไปหลายปี แม้ตอนนี้ไม่นอนซุกพ่อเพื่อดมกลิ่นจั๊กกะแร้แล้ว แต่ผมก็รู้สึกอบอุ่น มั่นคง และไม่กลัวอะไร ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ต่อมาจึงได้รู้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นก็คือ ความรู้สึกของลูกที่มีต่อพ่อตัวเอง ว่าพ่อ “คือวีระบุรุษ” คือผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกนั่นเอง
ผมอยู่กับพ่อ ใช้ชีวิตแบบลูกผู้ชาย นั่นคือ ทำงานหนักในไร่ ผู้ใหญ่ทำอะไรผมซึ่งเป็นวัยรุ่นก็ทำได้ทุกอย่าง ขุดดิน โค่นต้นไม้ เลื่อยไม้กระดาน เดินป่า ท่องภู อยู่กับธรรมชาติ พ่อสอนทุกอย่างครับ หลายอย่างผมก็ไม่ชอบ แต่ก็ต้องเรียนรู้ไว้ แม้ตั้งใจว่าจะไม่อยู่ที่บ้านนั้นหรอก เพราะผมชอบเรียนหนังสือ พ่อก็รู้ว่าผมชอบเรียนหนังสือและส่งเสริมผมอย่างดีที่สุด
ถึงแม้พ่อจะรู้ว่า ผมคงไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่พ่อเป็นอยู่ แต่พ่อก็สอนวิชาใช้ชีวิตแบบนั้นให้ผม ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดเสมอๆว่า วิชาที่พ่อสอนคงไม่ได้ใช้ประโยชน์หรอก เมื่อผมไปอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ผมคิดผิด
สิ่งที่พ่อสอนผมนั้น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ใช้ได้ สิ่งแรกก็คือความอดทน การเรียนวิชาใช้ชีวิตของพ่อนั้น ต้องอดทนจึงเรียนได้ เมื่อผมผ่านความอดทนแบบนั้นมาแล้ว ก็ง่ายที่จะอดทนในเรื่องต่างๆ แค่ความอดทนอย่างเดียวก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด
ถ้าพ่อไม่ได้สอนให้อดทนก็คงแย่เหมือนกัน ผมมานั่งนึกในภายหลังว่า พ่อคงรู้ล่วงหน้าว่าชีวิตของผมคงเจออะไรหนักๆแน่ๆจึงสอนให้อดทน ด้วยการพาทำเรื่องยากๆในตอนนั้น
ในช่วงสุดท้ายของชีวิตพ่อ เมื่อพ่อป่วยจนเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคมะเร็งปอด ผมมีโอกาสไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาล ได้อยู่ใกล้ชิดพ่ออีกวาระหนึ่ง แม้จะช่วงสั้นๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง แม้ไม่ได้พูดกันมากมายแต่สัมผัสได้ผ่านความสู้สึกที่ถ่ายทอดถึงกัน พ่อยังเป็นคนเดิม คืออดทน แม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็ไม่บ่น
วันที่พ่อเสียชีวิต ผมไปไม่ทันได้ดูใจ แต่ก็สบายใจเพราะผมรู้ว่าพ่อไปดี พ่อทำบุญเสมอๆ พ่อร่วมกับชาวบ้านบูรณะวัด ใส่บาตรทุกเช้ามานับสิบๆปี แม่บอกว่า ก่อนพ่อจะตายสั่งเสียทุกอย่าง ทั้งยังบอกว่างานศพพ่อ อย่าได้ฆ่าสัตว์เป็นอันขาด ให้ซื้อเอาจากที่เขาขายในตลาดนั่นแหละ
แม่บอกว่า พ่อพูดถึงผม ว่าเงินที่พ่อมีเงินติดตัวไว้ทำบุญนั้นผมเป็นคนให้ไว้ (ตอนที่ผมไปเฝ้าไข้) และบอกว่า ไม่ต้องห่วง เพราะผมจะเอาเงินมาให้ทำบุญอีกตอนที่พ่อตายแล้ว
พอแม่เล่าให้ฟัง ผมรู้สึกสบายใจ เพราะพ่อไปอย่างมีสติ ไปพร้อมกับพุทโธ
ความตายพรากชีวิตพ่อไปตามวาระ อีกไม่นานผมก็ต้องตามพ่อไป พ่อมาหาผมบ่อยๆในความฝัน เมื่อตายใหม่ๆ พ่อพาผมไปดูบ้านหลังใหญ่ บ้านของพ่อ แม้จะในความฝันแต่ผมรู้สึกว่า นั่นคือความจริง คือสัญลักษณ์ที่พ่อแสดงให้ผมเห็นว่า บ้านของพ่อหลังใหญ่จริงๆ
ผมรู้สึกว่า ผมยังได้ใกล้ชิดกับพ่ออยู่ตลอดเวลา เมื่อผมทำบุญทุกครั้ง หลังจากอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาทั้งหลายแล้ว ผมอุทิศส่วนกุศลให้พ่อเป็นคนแรก (การอุทิศส่วนกุศลนี้ ทำตามแบบของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง อุทัยธานี (ดูที่ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=584) และตั้งใจว่า เมื่อผมตายผมก็จะตายพร้อมกับพุทโธเหมือนพ่อผม
นี่แหละครับ เรื่องของพ่อผม คนบ้านโคกก่อง ถึงแม้จะตายไปแล้ว แต่ก็ยังตามมาสอนผมอยู่เสมอ สอนให้ยึดพุทโธ.




เรื่องราวชีวิตทุลักทุเล ตามกำพืดชาวนา ลูกอีสานเราแทบไม่ต่างกันเลยครับลุง
เรื่องราวชีวิตของผมก็ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก ต้องของคุณพ่อและครอบครัว ที่สอนให้ผมเข้มแข็งและอดทนต่อชีวิต ^ ^
@ iDayBlog @108blog : คนบ้านนอกย่อมรู้และเข้าใจคนบ้านนอก
น่าจะตั้งชมรมบล็อกเกอร์คนบ้านนอกนะ หุหุ พอจัดงานทีก็เอาปลาแดกบอง น้ำบูดู ปลาร้าหลน ผักกาดจอ มากินด้วยกัน อร่อย แซบ ลำ หรอย ฮาๆ
บรรยายจนเห็นภาพเป็นฉาก ๆ เลยหล่ะครับ
ท่านลิงกินผัก สวัสดีครับ แก่แล้วความหลังเลยแจ่มชัดขึ้นตามอายุครับ ฮาๆ
อ่านแล้วชวนให้คิดถึงสมัยเด็กๆครับ ผมเกิดที่ลำปาง มาโตที่เชียงใหม่ มาเรียนที่ชลบุรี แล้วมามีครอบครัวอยู่ที่ศรีราชาครับ
ความรักระหว่างพ่อกับลูกมีอยู่ด้วยกันทุกคนครับ แต่การแสดงออกอาจจะแข็งกระด้างในแบบฉบับของผู้ชาย…แต่ส่วนลึกๆก็ยังรักครับ
@ cymrybot สวัสดีครับ ชีวิตคือการเดินทางจริงๆนะครับ ผมว่าแบบนี้มีกำไรกว่าคนที่ไม่ได้ไปไหน
@ พ่อปัน ปัน: เห็นดวยครับการแสดงออกไม่เหมือนกัน แม้จะไม่แสดงออก แต่คงมีพ่อน้อยคนที่ไม่รักลูก
อ่านแล้วเห็นภาพเลยครับเขียนบรรยายได้ดีมากเลย…ลูกอิสานแม้จะยุคใหนๆก็ไม่ต่างกันมากผมคนนึงที่ล้มลุกคลุกคลานมีพ่อเป็นเสาหลักค้ำจุนได้ให้มีทุกวันนี้ คงหาพระคุณไดจะเทียบเท่าพ่อ”มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่”ครับ
ปล.เห็นด้วยครับบล็อกชมรมคนบ้านนอกอิอิอิ คือสิม่วนหลาย
*** tong : สวัสดีครับ ขอบคุณมายาม ลูกอีสานก็อดและทนเหมือนกันน้อ สู้ๆ
หรือว่า ชมรมบล็อเกอร์บ้านนอกจะมีจริงๆ คือบ่เนาะ
อ่านแล้วถูกใจมาก ๆ ๆ ผมอยู่อุบลฯ แต่เป็นคน 101
อ่านแล้วนึกถึงหนังสือเรื่องลูกอีสานของคุณ คำพูน บุญทวี ผมเคยมีเล่มหนึ่งเป็นเล่มพิมพ์ครั้งแรก หายไปเสียดายมาก แต่ตอนนี้ไปซื้อเล่มใหม่ มาเก็บไว้แ้ล้ว อ่านแล้วรู้เลยว่าคนอีสานคืออะไร ใช้ชีวิตยังไง
**charin** ขอบคุณครับ คน 101 เป็นเขยอุบลฯ ล่ะติ๊นี่
**Notzaa** ขอบคุณครับ ลูกอีสาน เป็นหนึ่งในหนังสือในดวงใจตลอดกาลของผม
อ่านแล้วมีความสุขจังเลยครับ
ขอบคุณครับคุณพ่อน้องนะโม