มีอะไรที่ท้ายรถ

ตอนนั่งรถเวลารถติด เคยสังเกตกันไหมครับ ว่านอกจากป้ายทะเบียนแล้ว มีอะไรอยู่ที่ท้ายรถคันหน้าเราบ้าง?
ถ้าใครตอบว่า มีกันชนกับท่อไอเสีย พร้อมควันขาวๆดำๆ ตอบอย่างนี้ก็ถูกต้องคร้าบบบ!
แต่ผมขอตอบอีกอย่างว่า มีสติกเกอร์ครับ สติกเกอร์ที่มีข้อความคล้องจองเป็นบทเป็นกลอน โดยเฉพาะท้ายรถแท็กซี่และรถกระบะ ส่วนมากจะมีสิตกเกอร์ที่ว่านี้อยู่ บางคันมีหลายแผ่น เขียนข้อความต่างๆกัน
ข้อความที่อยู่บนสติกเกอร์ มีทั้งประเภทสนุกสนาน ทะลึ่งตึงตัง ข้อคิดคำคม คำเตือนใจ โดยดัดแปลงมาจากสุภาษิตไทยบ้าง เลียนเสียงจากภาษาต่างประเทศบ้าง
การที่เจ้าของรถเลือกสรรข้อความมาติดไว้ที่รถของตน ย่อมเกิดจากความชอบใจในข้อความดังกล่าว ความชอบย่อมอาศัยความคิด ความเชื่อ และการกระทำอันเป็นอุปนิสัยใจคอเป็นพื้นฐาน ดังนั้นการเลือกข้อความนำมาติดท้ายรถจึงเป็นการแสดงออกถึงความคิด ความเชื่อ และอุปนิสัยของเจ้าของนั่นเอง
สติกเกอร์ท้ายรถจึงเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของผู้ส่งสาร ว่าเป็นคนเช่นไร เป็นคนสนุกสนาน ทะลึ่งตึงตัง หรือเป็นคนที่จริงจังกับชีวิต
ผมชอบอ่านสติกเกอร์ท้ายรถเหล่านี้ นอกจากได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความคิด มุมมองใหม่ๆ ผมเคยจดข้อความดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมาก โดยบันทึกไว้หมดว่า รถคันที่ติดสติกเกอร์เป็นรถยี่ห้ออะไร ประเภทไหน เลขทะเบียน สถานที่ที่พบเห็น ตั้งใจไว้ว่าจะเอาไว้เป็นข้อมูลเขียนหนังสือเรื่องเกี่ยวกับสติกเกอร์ท้ายรถ แต่น่าเสียดายที่สมุดจดเล่มนั้นหายไปแล้ว
สติกเกอร์ท้ายรถมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ ประเภทสนุกสนาน ประเภททะลึ่งตึงตัง และประเภทข้อคิดคำคมและเตือนสติ คือ

< ภาพจาก zazana.com
1.ประเภทสนุกสนาน อ่านแล้วเพลิน บางคราวรถติดมากๆพอได้อ่านแล้วก็ทำให้ยิ้มได้ บางข้อความถึงกับทำให้หัวเราะหึๆได้เลยทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นภาอีสานด้วยแล้ว ผมจะชอบมาก เพราะเป็นภาษาที่คุ้นเคย ตัวอย่างข้อความประเภทนี้ได้แก่ “ดีใจจังคันหลังก็ลาว” เป็นข้อความที่นิยมมากในช่วงหนึ่งเมื่อสักสี่หรือห้าปีมาแล้ว ลาวในที่นี้ก็คือคนอีสาน ซึ่งจะเรียกตัวเองว่าลาว อีกข้อความหนึ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ “เจ๊กดาวน์ลาวผ่อน” ซึ่งนิยมติดไว้ท้ายรถแท็กซี่เมื่อหลายปีมาแล้ว หมายความว่า เจ๊กคือบรรดาอาเฮียอากู๋เจ้าของอู่ทั้งหลายเป็นคนออกเงินดาวน์รถแท็กซี่ ลาวเป็นคนหาเงินมาผ่อน นั่นก็คือ คนอีสานที่เอารถไปขับรับผู้โดยสาร จ่ายค่าเช่าให้เถ้าแก่ แล้วเถ้าแก่ก็เอาไปผ่อนไฟแนนซ์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งถ้าคิดให้ลึกซึ้งก็จะได้รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการอธิบายเศรษฐศาสตร์ที่ท้ายรถแท็กซี่ก็ว่าได้
2.ประเภททะลึ่งตึงตัง อ่านแล้วยิ้มได้ คงถูกใจบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่หัวใจสะออนทั้งหลายเป็นอย่างดี เช่น “เห็นงานเป็นลม เห็นนมสู้ตาย” หรือไม่ก็ “หน้าประถม นมมหา’ลัย” หรือว่า “เมียพี่เผลอแล้วค่อยเจอกัน” เป็นต้น หรือมีหลายข้อความที่แสดงให้เห็นถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐที่รณรงค์ในเรื่องการขับขี่ เช่น การรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ ปรากฏว่ามีสติกเกอร์ที่มีข้อความว่า “เมาไม่ขับ แล้วกูจะกลับได้ยังไง” ออกมาให้บรรดานักขับที่ชอบเมาทั้งหลายนำไปติดท้ายรถกันเกลื่อนในช่วงหนึ่ง (ขอจัดไว้ในประเภททะลึ่ง เพราะ ทะลึ่งล้อเลียนรัฐบาลเข้าแล้ว เหอๆ)
3. ประเภทข้อคิดคำคมและเตือนสติ มีหลายถ้อยคำที่หยิบยกความคิดจากสุภาษิตคำคมโบราณมาเขียนใหม่ เมื่ออ่านแล้วก็พอจะเชื่อมโยงไปถึงต้นเค้าของเดิมได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้เขียนถ้อยคำได้ว่า เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในคำสอนของบรรพบุรุษไทย แล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน หรือบางข้อความก็นำเอาเรื่องที่สังคมกำลังรณรงค์มาเขียนเป็นสติกเกอร์ เช่น ล่าสุดที่เห็นติดที่ท้ายรถแท็กซี่หลายคันก็คือ “เงินพ่อลงขวดเหล้า แล้วใครจะซื้อกับข้าวให้หนู” เข้ากระแสการรณรงค์ให้เลิกดื่มสุราได้พอดิบพอดี
นี่เป็นบางส่วนของข้อความที่พิมพ์บนสติกเกอร์ติดท้ายรถ ยังมีข้อความที่น่าสนใจอีกเป็นจำนวนมากที่ปรากฏอยู่ท้ายรถทั่วเมืองไทย นับเป็นสื่อที่สะท้อนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และเหตุการณ์บ้านเมืองได้ทางหนึ่ง
สติกเกอร์ท้ายรถเหล่านี้ ก็คล้ายๆกับข้อความที่แปะไว้ใต้ชื่อบล็อกทั้งหลาย เป็นชื่อรองหรือส่วนขยายเพื่อแสดงให้เห็นถึงเนื้อหาของบล็อก หรือไม่ก็ความคิด ความเชื่อ ของบล็อกเกอร์ หรืออาจเรียกว่าคำจำกัดความของบล็อก อาทิ Kosoltalk.com มีข้อความแปะไว้ว่า “โกศลคนชอบคุย” หรือ “เรื่องราวดีดีมีไว้แบ่งปัน” บล็อก nhumbiz.com ก็มีข้อความ Get something or nothing แปะไว้ใต้ชื่อบล็อก ส่วน Songchaiblog.com ของ ทรงชัย ณะอำภัย ก็แปะคำว่า Make Real Money Online ข้อความเหล่านี้เป็นการบอกเนื้อหาของบล็อกและตัวตนบล็อกเกอร์ คล้ายๆกับข้อความสติกเกอร์ท้ายรถ ทั้งสองกรณีก็คือการสื่อสารจากผู้ส่งสาร คือเจ้าของรถและเจ้าของบล็อกให้รับรู้การมีอยู่ของตน
ในกรณีของสติกเกอร์ท้ายรถ ผู้รับสารได้ทั้งความเพลินเพลิน สนุกสนาน และข้อคิดเตือนใจ ส่วนในกรณีของบล็อก ผู้รับสารได้รู้ว่า บล็อกดังกล่าวมีเนื้อหาประเภทใด บล็อกเกอร์จะนำเสนออะไร ช่วยตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งว่า จะไปต่อหรือจะแวะดูสักหน่อย ถ้าไม่ถูกใจแล้วค่อยไปบล็อกอื่น
อ้าว! คุยเรื่องสติกเกอร์ท้ายรถอยู่ดีๆ ทำไมมาลงที่บล็อกได้ โกศลเป็นคนชอบคุยจริงๆ ก่อนจะไถลไปไกลกว่านี้จึงขอจบดีกว่า ขอบคุณที่ตามอ่าน สวัสดีครับ.
………………………………………..
เรื่องในหมวดเดียวกันที่แนะนำให้อ่าน
*”ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก
*”อินแฮง” กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์
*ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย




http://www.interiorsiam.com/2008/09/24/thank-you-kosoltalk/
ขึ้นต้นเป็นสติ๊กเกอร์ท้ายรถ แต่มาจบที่คำจำกัดความบล็อกได้งัยนี่?
เห็นทีผมต้องกลับไปคิดสโลแกนบ้างแล้วครับ
สวัสดีครับขลุกขลิก
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือน
ขอให้คิดสดลแกนได้แจ่มๆนะครับ
“ขลุกขลิกดอตคอม ครบรสทุกเรื่อง” …แบบนี้เป็นไง ฮาๆ
คงจะน่าอ่านมากเลยนะครับ ถ้าสมุดเล่มนั้นไม่หาย
ครับ Ping ผมยังเสียดายอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่อ่านอย่างเดียวไม่ได้จด
ผมจำได้อีกอันที่ผมชอบ ตอนนั้นนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯใหม่ๆ สติกเกอรืเขียนว่า
“ชวนยังหลีกภัย พี่เป็นใครไม่หลีกผม”
อ่านแล้วก็ต้องยิ้ม แล้วทำให้เข้าใจว่า คนไทยเรามีอารมณ์ขันได้ทุกเรื่องจริงๆ มีความสามารถในการเล่นกับภาษาดีมาก สมกับที่โบราณท่านว่าสังคมเราเป็นสังคมคนเจ้าบทเจ้ากลอน