เสียสัตย์เพื่อทำสิ่งที่สำคัญได้จริงหรือ
ขอเขียนถึงเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนๆอยู่ในตอนนี้ ได้แก่การจะจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งประชุมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 25-26 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการรวมตัวกันของพันธมิตรฯทั่วประเทศนับหลายหมื่นคน และมีมติว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นเพื่อสร้างการเมืองใหม่ผ่านระบบรัฐสภา ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว
การจัดตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯนั้น ในหมู่พันธมิตรฯ ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยจากฝ่ายอื่นๆด้วยเช่นกันว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะแกนนำนั้น กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเคยประกาศว่าจะไม่ตั้งพรรคการเมืองและจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าต้องการอำนาจทางการเมือง นั่นคือเสียงของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

เสียงของฝ่ายที่สนับสนุนก็มีขึ้นในลักษณะที่ว่า การตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างการเมืองใหม่ย่อมเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ การเสียสัจจะในครั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ประโยชน์ของตนแต่อย่างใด นี่คือกระแสเสียงส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่ทั้งหมด) ของผู้ที่สนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมือง
การกล่าวอ้างเรื่องการเสียสัจจะหรือเสียคำสัตย์เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมหรือประเทศชาตินั้น ปรากฏมานานแล้วในหมู่นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ คำพูดที่คุ้นเคยกันที่สุดก็ได้แก่ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักการเมืองและผู้มีอำนาจจะกระทำสิ่งที่ตนเคยประกาศไว้แล้วว่าจะไม่กระทำ เช่น ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองแต่ก็รับ เป็นต้น
คำถามก็คือ คนที่เสียสัจจะ ละเมิดคำสัตย์ที่เคยให้ไว้แก่สาธารณชนและแก่ตนเอง จะมีความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือ ความน่าไว้วางใจเหลืออยู่หรือไม่ จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบภาระของบ้านเมืองได้จริงๆหรือ ในเมื่อละเมิดคำสัตย์มาแล้ว
ในเมื่อละทิ้งสัจจะเสียแล้ว ก็ยากที่จะเชื่อถือได้ว่า จะรักษาหน้าที่ของตนได้ โดยเฉพาะหน้าที่เพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน เพื่อส่วนรวม อันเป็นหน้าที่ที่ต้องการความซื่อสัตย์เป็นฐานค้ำจุน
การณ์จึงปรากฏว่า นักการเมืองจำนวนมากขาดความซื่อสัตย์ กระทำการด้วยความคดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง แม้ก่อนรับตำแหน่ง ทั้ง สส. สว. คณะรัฐมนตรี ล้วนต้องกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจะทำงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์แก่ราษฎร แต่นักการเมืองจำนวนมากลับทำในสิ่งตรงกันข้ามกับคำสัตย์ปฏิญาณนั้น
คงไม่จำเป็นต้องระบุว่ามีชื่อเสียงเรียงนามใดบ้าง เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นใครบ้าง ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งอยู่ในประเทศและนอกประเทศ ทั้งที่อยู่ในคุกและนอกคุก นั่นเป็นผลมาจากการละเมิดสัจจะ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและตนเองในที่สุด
ดังนั้น ย่อมไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า คนที่ละเมิดคำสัตย์ หรือเสียสัตย์เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนนั้น เป็นไปได้จริงน้อยนัก เพราะคนที่ละเมิดสัจจะ ก็ย่อมจะละเมิดได้เรื่อยไป สัจจะเล็กน้อยยังละเมิดได้ อย่าหวังเลยว่าสัจจะในเรื่องสำคัญจะละเมิดไม่ได้
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า อย่าหมิ่นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งบุญและบาป นั่นคือ บุญใดที่เป็นบุญเล็กๆน้อยๆก็จงอย่าละเลย ทำบุญทีละเล็กละน้อยก็สะสมเป็นบุญใหญ่ได้ ทำบุญเล็กๆน้อยเป็นประจำย่อมจะนำไปสู่การทำบุญใหญ่ๆได้ สะสมเรื่อยไปเหมือนตักน้ำใส่โอ่งทีละถังก็เต็มโอ่ง ในเรื่องบาปก็เช่นกัน ทรงสอนว่าอย่าหมิ่นว่าเป็นบาปเล็กน้อยแล้วทำ เพราะทำบาปเล็กๆน้อย ทำไม่หยุดก็สะสมเป็นกองบาปใหญ่ๆได้ ทั้งยังจะชักนำไปทำบาปใหญ่ได้เพราะความเคยชิน ดังนั้น การเสียสัจจะในเรื่องเล็กๆน้อยย่อมนำไปสู่การเสียสัจจะในเรื่องใหญ่ๆได้
ยิ่งการที่ให้คำสัตย์ประกาศว่า ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ไม่ปรารถนาในอำนาจ ย่อมไม่ใช่สัจจะในเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างแน่นอน หากละเมิดเสียแล้วจะเหลืออะไรไว้ให้เชื่อถือได้หรือ
นี่มิได้ตั้งคำถามต่อแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นหากแต่ขอตั้งคำถามถึงคนไทยทุกๆคน.
…….
หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรียนธรรมในธุรกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552
[หากได้ประโยชน์จากบทความนี้ และมีใจที่จะเผื่อแผ่แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ เชิญนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆหรือส่งต่อได้ตามสะดวกใจ สบายใจ และสุขใจ โดยช่วยทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย เพียงแต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆ บทความนี้ฟรีครับพี่น้อง ]









เข้าเรื่องการเมือง จนได้
อดไม่ได้ ขอแหย่ขาไว้หน่อยครับ ฮาๆ