<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>โกศลคนชอบคุย</title>
	<link>http://kosoltalk.com</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 05 Mar 2010 17:32:06 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>บ่นบ้าเรื่องการเมืองไทยแต่ไม่เบื่อ</title>
		<description>

สถานการณ์บ้านเมืองเป็นที่น่าห่วงใยว่าจะเกิดเหตุไม่ปกติขึ้น เนื่องมาจากความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถึงขั้นที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มสีแดงที่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะโค่นล้มฝ่ายตรงกันข้ามลงให้ได้ ทำดังว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป

ฝ่ายผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง คือรัฐบาล ก็ดูเหมือนจะเพิกเฉยไม่จัดการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรจะทำ ปล่อยให้สถานการณ์คุกรุ่นสุกงอมมากขึ้นเรื่อยๆ  ประชาชนคนยากจนและคนที่ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว เสียภาษีแก่ประเทศชาติ และต้องการเห็นความสงบในบ้านเมือง ต่างได้รับความเดือดร้อนโดยถ้วนหน้า

การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ เรื่องนี้ก็เป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ หากอยู่ภายใต้กฎ กติกา ของบ้านเมือง ปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน  ต่อสู้กันด้วยหลักการและความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม  แต่ปัจจุบันสิ่งที่กล่าวมาดูเหมือนถูกละทิ้งไปแทบหมดสิ้น

หลังศาลพิพากษายึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนศาลจะตัดสินก็บอกกล่าวแก่สาธารณชนว่า จะยอมรับคำตัดสิน แต่เมื่อถูกยึดทรัพย์กลับคืนคำพูด จำไม่ได้ว่าพูดอะไรไว้  แล้วหันมาตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับศาล ปฏิปักษ์กับรัฐบาล  เพราะผลประโยชน์ของตนถูกกระทบกระเทือน

ฝ่ายผู้สนับสนุนก็เฮโลเอาเรื่อง  สร้างความปั่นป่วนไปทั่ว โดยไม่เกรงกลัวว่าจะละเมิดสิทธิของชาวบ้านชาวเมือง  ฝ่ายรัฐก็อ้ำอึ้ง  เงื้อง่าราคาแพง  จะจัดการคนก่อความวุ่นวายก็ไม่จัดการเสียที  ทำไปทำมากลายเป็นแนวร่วมมุมกลับให้พวกเขาไปโดยปริยาย  

ในสภาที่ทรงเกียรติก็กลายเป็นไร้เกียรติเพราะมัวแต่เอาแต่ชนะคะคานกัน ไม่ทำหน้าที่ที่ต้องทำ มีแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง  ขัดแย้งกัน ทะเลาะกันเหมือนเด็กแย่งขนม  ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/talk-about-thailand-politics</link>
			</item>
	<item>
		<title>10 อันดับ Social Media ขวัญใจคนไทย ผิดคาด twitter  ตกขอบจอ</title>
		<description>

อ่านข่าวเมื่อหลายวันก่อน เห็นข่าวสถิติความนิยมเว็บไซต์ชุมชนบนสื่อ (Social Media) ของชาวอินเตอร์เน็ตสัญชาติไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่า Facebook ยังมาแรงเป็นอันดับหนึ่ง รั้งบ๊วยด้วยเว็บไซต์ที่ให้บริการบล็อกและแชร์ภาพถ่ายอย่าง Multiply ส่วน twitter ที่มาแรงในขณะนี้แพ้ไปอย่างฉิวเฉียด ตกขอบจอไปอยู่อันดับที่ 11 ซึ่งสถิติดังกล่าวเป็นข้อมูลจาก Alexa  เว็บไซต์จัดอันดับชื่อดัง

สำหรับรายชื่อทั้ง 10 เว็บไซต์ยอดนิยมดังกล่าว มีดังนี้

1.Facebook (Social Network) 
2.Youtube  (Video Sharing) 
3.Hi5 (Social Network) 
4.Blogger (Blog) 
5.Wikipedia (Wiki) 
6.shared (File Sharing) 
7.mediafire (File Sharing) 
8.exteen (Blog) 
9.bloggang (Blog) 
10.multiply (Blog & Photo Sharing)

ข้อมูลจาก ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/10-popular-social-media-website-in-thailand-in-february-2010</link>
			</item>
	<item>
		<title>สากกะเบือ ของใช้โบราณที่ไม่ตกเวทีประวัติศาสตร์</title>
		<description>“สาก” กับ “สากกะเบือ” คำนาม 2 คำนี้มีมาคู่สังคมไทยช้านาน  สอดแทรกอยู่ในถ้อยคำสำนวนไทยเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความผูกพันแนบแน่นของคนไทยที่มีต่อสากและสากกะเบือ  ด้วยว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนอันจะขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าสังคมไทยสมัยก่อนหรือสมัยปัจจุบัน

บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเขียนเรื่องสากกะเบือในที่นี้?

...............................................
 &#60;&#60; ครกกับสาก : คู่รักคู่รสอมตะ 
...............................................

คำตอบก็คือ  เป็นเพราะระลึกถึงความเกี่ยวข้องต้องใจของผู้เขียนที่มีต่อสาก ระลึกได้ว่าชีวิตที่เติบโตขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นด้วยคุณูปการของสากที่ใช้งานคู่กับครกมาตั้งแต่ก่อนปู่ย่าตายยายโน้น จึงอยากเขียนถึงสากสักหน่อย ไม่เกี่ยวกับสโลแกนบล็อก "คุยเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ" แต่อย่างใด

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับสากสักนิด   “สาก”  นับเป็นสามัญนาม คือชื่อทั่วไปที่ใช้เป็นเครื่องมือตำอย่างหนึ่ง  ส่วน “สากกะเบือ” เป็นวิสามัญนาม คือชื่อเฉพาะ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับปี 2525 อธิบายว่า สากกะเบือใช้สำหรับตำข้าวเบือ หรือ น้ำพริก (สากจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งแบบผู้ดีว่า “ไม้ตีพริก”) ใช้คู่กับครกข้าวเบือ ส่วนข้าวเบือคือข้าวสารที่ตำผสมกับของอื่นสำหรับใส่น้ำแกงให้น้ำแกงขึ้น  เมื่อผู้เขียนยังเด็ก ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/sak-ka-baue</link>
			</item>
	<item>
		<title>เศรษฐศาสตร์นอกตำราว่าด้วยเรื่องพริตตี้</title>
		<description>ใครที่ไปชมงานเปิดตัวสินค้า  คงจะเห้นว่าทุก ๆงานจะขาดพริตตี้ไม่ได้ ไม่ว่างานจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมต้องมีพริตตี้สวย ๆ แต่งตัวดีมีไสตล์ มองแล้วชื่นใจสบายตา  แต่มีใครคิดสักนิดไหมว่า ทำไมงานดังกล่าวต้องมีพริตตี้  แล้วพริตตี้มาทำอะไรที่ในงาน

พริตตี้ มาจากภาษาอังกฤษคำว่า pretty แปลว่า งดงาม สวยงาม น่ารัก น่าชื่นชม เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ (Adjectives) ทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนาม และเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (Adverbs) ทำหน้าที่ขยายคำกริยา พริตตี้ที่เขียนถึงในครั้งนี้ คือพริตตี้ที่เป็นคำคุณศัพท์ ทำหน้าที่ขยายนามคือ Girl รวมกันเป็นคำนามคือ Pretty Girl แปลได้ความว่า สาวงาม สาวสวย แต่คนไทยชอบเรียกอะไรสั้น ๆ พริตตี้เกิร์ล จึงเหลือเพียงพริตตี้ ซึ่งหากจะเอาความหมายจริง ๆ แล้วก็ไม่มีความหมาย แต่ก็เข้าใจกันว่า พริตตี้คือ สาวสวยสาวงาม


แต่ก่อนนั้น พริตตี้ปรากฏตัวคู่กับงานมอเตอร์โชว์  ทำหน้าที่แนะนำข้อมูลของรถยนต์แต่ละคันว่ามีองค์ประกอบ คุณสมบัติ สมรรถนะ เบื้องต้นอย่างไรบ้าง ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/pretty-girl</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปกครองประเทศไทยแบบใดดี</title>
		<description>สถานการณ์บ้านเมืองของเราในวันนี้  อยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่าใกล้หน้าสิ่วหน้าขวานไปแล้วก็ได้  สาเหตุเกิดจากอะไรนั้นก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว  นั่นคือการเมืองการปกครองที่บกพร่อง  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว หากจะบอกว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี 2475 กระทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะได้ เพราะในปีรุ่งขึ้นก็ยึดอำนาจกันเอง  แต่ฝ่ายทำการยึดอำนาจเกิดพ่ายแพ้จึงต้องเป็นกบฏ  นับแต่นั้นมา ปัญหาการเมืองการปกครองไทยจึงยุ่งอีนุงตุงนังมาจนทุกวันนี้

หากจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้เกิดจากสิ่งใดนอกจากคน  คือคนที่ใช้อำนาจนั่นแหละเป็นต้นเหตุ หากคนใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมคือมีธรรมเป็นอำนาจแล้ว  ไม่ว่าจะปกครองในรูปแบบใด  สังคมก็ย่อมสงบได้  แต่ถ้าคนใช้อำนาจไร้ศีลธรรมแล้ว ต่อให้มีโครงสร้างทางสังคมการเมืองเลิศเพียงใด  ก็ไม่อาจหาความสุขในสังคมได้

ดังนั้น การกระหายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของบรรดานักการเมืองส่วนหนึ่งในปัจจุบันนี้  ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในหลายปัญหาทางการเมือง  จึงไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของปัญหา  เพราะแม้จะแก้ไขให้ดีเพียงใด  หากคนใช้เป็นคนไม่ดี  รัฐธรรมนูญก็ย่อมไม่ดีไปด้วย ซ้ำร้ายหากคนไม่ดีมาแก้ไขก็ย่อมจะแก้ไขสิ่งดี ๆ ให้กลายเป็นสิ่งไม่ดีได้

สรุปอีกครั้งว่า ระบบจะดีได้ก็เพราะคนดีเป็นผู้ใช้งานระบบ  แม้ระบบไม่ดีหากคนดีเป็นผู้ใช้ ก็สามารถเอื้อประโยชน์ได้อย่างแน่นอน

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตรัสถึงเรื่องการปกครองในโลกนี้ว่ามีอยู่ 3 รูปแบบ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย   อัตตาธิปไตยคือการปกครองโดยคน ๆ เดียว  โลกาธิปไตยคือการปกครองโดยยึดถือตามโลกคือหมู่คณะ  ซึ่งปัจจุบันนี้ย่อมสังเคราะห์เข้ากับระบอบประชาธิปไตยที่คนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นระบอบที่ดีที่สุด  ส่วนธรรมาธิปไตยนั้นก็คือการปกครองที่ใช้ธรรมเป็นธงนำ  มีธรรมเป็นอำนาจ  ใช้อำนาจโดยธรรม

การปกครองแบบอัตตาธิปไตย โดยคน ๆ ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/how-to-rule-thailand</link>
			</item>
	<item>
		<title>ส.ส., ส.ว., นักการเมืองมีมากก็เปลืองข้าวสุก</title>
		<description>
ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประชากรไม่ถึง 100 ล้านคน แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไร ๆ ใหญ่จนเกินตัวในหลายเรื่อง ทำให้สิ้นเปลืองแบบไม่คุ้มค่า  เช่น บรรดานายพลในกองทัพทั้งสามเหล่าและตำรวจ มีมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งส่วนมากก็ไม่มีอะไรทำ  มีตำแหน่งประจำบ้าง ที่ปรึกษาบ้าง ผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง  ตำแน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับท่านทั้งหลายที่เป็นส่วนเกิน  ไม่ต้องทำอะไร สิ้นเดือนก็รับเงินคนละหลายหมื่น
อีกพวกหนึ่งที่มีล้นเกินคือบรรดานักการเมืองทุกระดับ ที่มีกันหยุบหยับไปหมด

นักการเมืองไทยเริ่มมีตั้งแต่ระดับตำบล มี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)  ถัดขึ้นมาก็มีสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) สมชิกสภาจังหวัด (ส.จ.)  เรียกว่าเป็นการเมืองและนักการเมืองท้องถิ่น  ในกรุงเทพมหานครมีทั้ง สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก) ในระดับประเทศก็มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  ปัจจุบัน ส.ว. มี 200 คน ส.ส. มี 480 คน ซึ่งในส่วนของ ส.ส.นี้ นับวันแต่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากร ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/thai-politician</link>
			</item>
	<item>
		<title>โกศลจะฝึกเป็นกูรู Make Money Online with Affiliate Programe บ้างล่ะทีนี้</title>
		<description>หมายความตามหัวข้อนั่นแหละครับ

แต่จะตรงความหมายของ Affiliate Marketing Guru จริงหรือไม่ เพราะยังมืดแปดด้านสิบหกมุม คิดไม่ออกและก็ไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้นแหละ ฮา

เรื่องของเรื่องก็คือว่า คิดมานานว่า ตัวเองก็มุ่งมั่น บากบั่น สร้างสรรค์การทำมาหากินด้วย Affiliate Marketing ตามความรู้และแรงบันดาลใจจากปรมาจารย์ทั้งหลาย ที่เคยกล่าวนามมาหลายครั้ง เช่น ท่านต้น- สิทธิศักดิ์ บุญมาก ท่านโยคี ท่านทรงชัย ณะอำภัย ท่านอนุชา ลีวรกุล ท่านตราวุฒ เหลืองสมบูรณ์ ท่านเปิ้ล-ปภาดา และอีกมากมาย โดยทำมาจนหนวดหงอกแล้วแม้จะยังคลานเป็นเต่าต้วมเตี้ยม แต่ก็พอจะมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่นิดหน่อยขนาดเท่าหนวดเต่าเขากระต่าย จึงอยากจะเขียนให้คนอ่านบ้าง



คนอื่น ๆ เขียนจากประสบการณ์อันสดใส ได้เงินเป็นหมื่นๆ แสน ๆ ล้าน ๆ  เราจะเขียนจากประสบการณ์อันมืดครึ้มบ้าง ได้เงินหลักร้อยหลักพัน แต่ยังมุ่งมั่นจะไปถึงหลักหมื่น หลักแสนหลักล้านสักวันหนึ่ง  คนอื่นเป็นกูรูด้านความสำเร็จ เราก็จะเป็นบ้าง แต่ในด้านที่ยังไม่สำเร็จ

ความสำเร็จยังไม่ถึง จึงเป็นกูรูด้านนั้นไม่ได้ แต่ขอเป็น "กูรู้" ไปพลาง ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/kosol-is-going-to-be-affiliate-guru</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยกับ สุรวิชช์ วรวรรณ</title>
		<description>ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐะรรมนูญ ที่นักการเมืองบางกลุ่มกระหายอยากเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่เห็นด้วย-ไม่ร่วมแก้ไข ผมก็ขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เขียนกลอนไว้ในบล็อกที่โอเคเนชั่นบล็อกด้วย  (เชื่อเถอะ นาน ๆ ผมจะเห็นตรงกับพรรคการเมือง ทุกพรรคนั่นแหละ)

วันนี้ผมได้อ่านบทความของ สุรวิชช์ วรวรรณ เรื่อง นักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน ในผู้จัดการออนไลน์แล้ว ชัดเจน ตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเขียน (ผมเคยไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เขาเขียนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไม่เห็นด้วยกับเขาตลอดไป) ดังนั้น จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ไว้ในที่นี้ด้วย ขออนุญาตทั้ง สุรวิชช์ วรวรรณ เจ้าของบทความ ทั้ง นิรันดร์ เยาวภา เว็บมาสเตอร์ กรรมการชมรมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ผมไม่ได้เอามาทำการค้านะครับ
บทความฉบับเต็มของ สรุวิชช์ วรวรรณ มีดังนี้


นักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 28 มกราคม 2553 16:33 น.

ไม่น่าเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย และให้อำนาจประชาชนมากที่สุดจะเป็นหนามทำใจของนักการเมือง

แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกแล้ว พวกเขาคงต้องการล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงเพื่อให้ได้รับนิรโทษกรรม และลิ่วล้อทักษิณก็เห็นว่า นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้นายใหญ่กลับบ้านโดยไม่ต้องเป็นนักโทษในคุก

พวกนักวิชาการเสื้อแดงพยายามโจมตีว่า ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/politics-conflict-of-constitution-2550</link>
			</item>
	<item>
		<title>Content is King น่าจะจริงดังที่เขาว่ามา</title>
		<description>เรื่องการเขียนและการทำเว็บไซต์กับบล็อกนั้น ทั้งนักวิชาการและเซียนบล็อกเกอร์ทั้งหลายกล่าวตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้บล็อกเป็นที่สนใจของทั้งบ็อตของ Search Engine และชาวบ้านนักค้นหาข้อมูลก็คือ “เนื้อหา” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Content is King” เพราะทุกคนที่เข้าบล็อกและเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็เพื่อจะอ่านเนื้อหาดี ๆ ตามหัวข้อที่ตนสนใจ

แล้วที่ว่าดีนั้นดีอย่างไร คำตอบในที่นี้ก็คือตอบสนองความอยากได้ใคร่รู้ได้มากและตรงกับความต้องการที่สุด  หากไปเจอเว็บไหนที่มีเนื้อหาไม่ต้องกับที่ตนต้องการ ก็ย่อมจะไม่กลับไปอีก  ดังนั้น บรรดามือมืดที่ชอบสแปม Key Word บรรดาเซียนทั้งหลายเขาจึงบอกนักบอกหนาว่าผลที่ได้ไม่ยั่งยืน

กระผมเองได้ลงมือทดสอบทดลองของเพื่อจะพิสูจน์ว่า สิ่งที่บรรดาเซียนทั้งหลายได้แถลงไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่ หรือจำขี้ปากกันต่อ ๆ มา  เช่น จอห์น โชว์  ว่าอย่างนี้คนนั้น ๆ ก็ว่าตามจอห์น โชว์ซึ่งเป็นเทพบล็อกของตน หรือ ดาเรน โรวส์ พูดว่าดีก็ว่าดีตามเป็นแถว ๆ   และผลการทดสอบทดลองของตัวเองก็สรุปได้ว่า  Content is ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/content-is-king</link>
			</item>
	<item>
		<title>โทรศัพท์ลึกลับต่อติดตายกับภูมิปัญญาคนไทย</title>
		<description>หลายคนคงรู้ว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวเรื่องโทรศัพท์เบอร์ลึกลับที่โทรหาใครแล้ว ถ้าคนนั้นรับจะต้องตายสถานเดียว โดยพวกที่ลืต่างก็ยืนยันกันว่ามีคนตายจริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้มีลือกันให้แซดในเว็บบอร์ดหลายแห่ง ทั้งยังล้นทะลักออกมาอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย

ในความคิดเห็นของผมนั้น เรื่องนี้ หากเชื่อโดยไม่ใช้ปัญญา ก็เป็นเรื่องน่าเชื่อ เพราะ "เขาเล่าว่า" มีคนตายจริง ๆ ดังนั้น ถ้า "ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ไม่เช่นนั้นถ้าเจอเข้ากับตัวจะหาว่าไม่เตือน กว่าจะรู้ตัวก็อยู่ในโลงแล้ว 

แต่ถ้าพิเคราะห์โดยใช้ปัญญา เรื่องนี้โอกาสที่จะเกิดขึ้นแทบจะเป็นศูนย์ เหลือไว้เล็กน้อยเผื่อคนรับสายถึงคราวตายตอนนั้น ก็ต้องถือว่าเข้าเค้ากันไปได้ แต่เท่าที่เกิดมาก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า มีคนตายเพราะโดนคลื่นหรือรังสีอำมหิตที่ถูกส่งมาตามสายโทรศัพท์ หรือคลื่นพิฆาตที่ส่งมากับคลื่นโทรศัพท์มือถือ กรณีจะมีได้ก็คงในหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ หรือหนังวิทยาศาสตร์ กับนิยายหรือหนังแนวลึกลับสยองขวัญ ประเภทส่งยาสั่งทางอากาศ  ใช้คลื่นกระแสจิตฆ่าคน ทำนองนั้น

เรื่องนี้สะท้อนอะไรได้บ้างในสังคมไทยเรา น่าจะกล่าวได้ว่า

1.เรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาช้านาน ซึ่งสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณา แต่เราไม่ใช้กันเลย ใช้แต่หลักการ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ซึ่งแน่นอนว่า ในหลายๆเรื่องใช้ได้ แต่หลาย ๆ เรื่องก็ไม่น่าใช้ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยไม่ยากอยู่แล้ว พวกเราเสพติดหลักการ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" กันเป็นปกติ

2.เราจึงเป็นสังคมที่ยังล้าหลังในเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ  แต่มีความก้าวหน้าในการใช้เท็คโนโลยีที่ส่วนมากแล้วเด็ดยอดมาจากคนอื่น ...</description>
		<link>http://kosoltalk.com/phone-of-death-and-wisdom-of-thai</link>
			</item>
</channel>
</rss>
