FaceBook, YouTube, Hi5 : ตัวอย่าง Free Life ของ Generation D

เว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นชุมชน หรือที่เรียกกันว่า Social Networking เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างที่ชัดเจนกรณีของไทยก็คือ Pantip.com ที่เติบโตมาตั้งแต่ยุคแรกของเว็บไซต์ ในระยะ 5-10 ปีมานี้ ชุมชนบนโลกออนไลน์ได้แผ่ขยายออกไปทั่วโลก เกิดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขันกันอย่างมากมาย ปรากฏชื่อของ FaceBook YouTube Hi5 ขึ้นมาและกลายเป็นชุมชนบนโลกออนไลน์ที่รวมเอาคนทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ก่อตั้งชุมชนบนโลกออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว ทั้ง FaceBook YouTube Hi5 ล้วนแล้วแต่เป็นคนรุ่น Gen Y และ Gen D ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเจ้าของและผู้ก่อตั้ง FaceBook นั้นนับว่าเป็นคนที่อยู่ในรุ่น Gen D อย่างชัดเจน คือ อายุเพียง 20 กว่าๆ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจผ่านเว็บ 2.0 จนกลายเป็นคนรวยที่ติดอันดับโลกที่อายุน้อยที่สุด ที่หาเงินทุกบาททุกสตางค์มาด้วยความคิดและการลงมือทำด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดบนกองเงินกองทองเหมือนคนรวยรุ่นพ่อแม่หลายๆคนที่เป็นทายาทมหาเศรษฐีรับช่วงกิจการ
ลักษณะสำคัญของคน Gen D ก็คือ มีความเป็นอิสระทั้งกายภาพและจิตวิญญาณ วิถีชีวิต (Life Style) จึงเป็นไปในแบบชีวิตอิสระ (Free Life) กล้าแสดงออกทั้งความคิดและการกระทำ เปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้าสู่ชีวิตได้ง่าย ความเป็นอิสระที่คน Gen D มีหรือพยายามจะให้มีนั้น หลายกรณีเป็นไปในลักษณะสุดโต่ง (น่าจะตรงกับคำว่า Radical ในภาษาอังกฤษ) แต่ความเป็นอิสระแบบสุดโต่งดังกล่าวนั้นจะแสดงออกในการดำเนินชีวิตประจำวันยังทำได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากติดเงื่อนไขทางสังคมที่มีความเข้มงวดอยู่ ดังนั้น คน Gen D จึงต้องแสวงหาสถานที่ที่พวกเขาจะได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างเต็มที่ อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของสังคมน้อยที่สุด และเวทีดังกล่าวก็คือ ชุมชนออนไลน์ (Social Networking) ของ Web 2.0 อันได้แก่ FaceBook, YouTube, Hi5 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
เว็บไซต์ Social Networking ดังกล่าวตอบสนองการใช้ชีวิตของคน Gen D อย่างแทบจะไร้ขีดจำกัด พวกเขาสามารถสร้างชุมชนหรือเครือข่ายของตนเองขึ้นมาได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม หรือพรมแดนแห่งรัฐมากีดกัน เพราะโลกบน Social Networking Online เป็นโลกที่ปราศจากเงื่อนไขดังกล่าว ทุกคนสามารถเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ นั่นคือ มีทั้ง Freedom และ Independence อย่างสมบูรณ์
การแสดงออกในชุมชน Social Networking Online จึงเป็นไปในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับสังคมนอกโลกออนไลน์ หรือโลกของความเป็นจริง สามารถที่จะแสดงออกในทางต่อต้าน ไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับได้อย่างเปิดเผย แม้จะถูกขัดขวางจากสังคมของโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากโลกออนไลน์นั้น มีความซับซ้อนและมีลักษณะพิเศษ จนยากที่มือจากโลกแห่งความเป็นจริงจะเอื้อมไปถึง ไม่ว่าจะเป็นในนามของกฎหมาย ศีลธรรม หรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดก็คือ การที่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ Social Networking อย่าง Hi5 เผยแพร่ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสม ในลักษณะเชิญชวนทางเพศ ที่สังคมในโลกแห่งความเป็นจริงถือว่าเป็นความผิด ถึงขนาดกระทรวงวัฒนธรรมได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารของเว็บไซต์ Hi5 ให้พิจารณางดการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวของผู้ใช้คนไทย แต่จะได้ผลเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหาร Hi5 ที่เป็นฝรั่ง ที่มีความคิด ความเชื่อ ต่างจากคนไทย ซึ่งกรณีนี้ ไม่ใช่กรณีแรก เพราะเคยเกิดขึ้นกับ เว็บไซต์อย่าง YouTube มาแล้ว ในกรณีที่เผยแพร่คลิปวีดิโอที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันสำคัญของไทย จนถึงขั้นที่ กระทรวง ICT บล็อกสัญญาณของ YouTube
แต่การยื่นมือเข้าไปจัดการกับสิ่งที่เห็นว่าไม่เหมาะสมในชุมชนออนไลน์นั้น ทำได้ไม่ง่ายเลย เพราะ ยังติดเงื่อนไขของความเป็นรัฐชาติมาขวางกั้นอยู่ (แต่ในโลกออนไลน์ไม่มีรัฐชาติมาขวางกั้น) ดังเช่น เว็บไซต์ทั้ง FaceBook, YouTube, Hi5 จัดตั้งขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจกฎหมายของรัฐไทย ทำได้ก็โดยการ “ขอความร่วมมือ” ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้บริหารของเว็บไซต์ว่าจะให้ความร่วมมือหรือไม่ รวมถึงการบล็อกสัญญาณก็ทำได้เพียงเฉพาะในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น และถึงแม้จะจะบล็อกสัญญาณแต่ชาวชุมชนออนไลน์ก็มีวิธีการเข้าถึงข้อมูลโดยทางอื่นอยู่ดี
ชุมชนออนไลน์ทั้งหลายแหล่ ทั้ง เว็บไซต์ธรรมดาและ Social Networking ต่างๆจึงเป็นสวรรค์ของคน Gen D ที่สามารถแสดงออกถึงความเป็น Free Life ของพวกเขาทุกอย่าง เป็นดินแดนที่กฎระเบียบของสังคมในโลกแห่งความเป็นจริงยื่นมือเข้าไปถึงน้อยที่สุด ดังนั้นจึงพบเห็นการแสดงพฤติกรรมแทบทุกอย่างของคน Gen D บนชุมชนออนไลน์ ที่สะท้อนตัวคน ความคิด ความเชื่อ ของแต่ละคนออกมา
คนรุ่นพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเติบโตของคนรุ่น Gen D นั้น แทนที่จะยื่นมือเข้าไปจัดการแบบเข้มงวดกวดขัน หรือต่อต้านแบบหัวชนฝา แต่ควรเข้าไปเรียนรู้และศึกษาพฤติกรรมของพวกเขาผ่านชุมชนออนไลน์ดังกล่าว เพราะจะเข้าใจความคิด พฤติกรรม และความต้องการของพวกเขาได้ดีขึ้น นำพวกเขากลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้สมดุลกับโลกออนไลน์ ให้พวกเขาใช้ประโยชน์ทั้งสองโลกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทุกๆฝ่ายๆนั่นเอง.




Social Networking แทบทุกเวบโตไวเสียด้วยซิครับ โตไวจนน่ากลัวสำหรับผู้ใช้ที่ขาดวิจารณญาณ
ปัญหาก็คือ เราอันหมายถึงสังคม-ผู้ใหญ่ จะตามทันและดูแลให้พวกเขาผู้ใช้ได้ประโยชน์ต่อเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่หันคมดาบเข้าหาตัวเอง