<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: CSR จาก GURU และจดหมายจาก ดร. โสภณ พรโชคชัย</title>
	<atom:link href="http://kosoltalk.com/csr-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-guru-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosoltalk.com/csr-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-guru-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Aug 2010 04:28:46 -0600</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		<item>
		<title>By: โกศล อนุสิม</title>
		<link>http://kosoltalk.com/csr-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-guru-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0/comment-page-1#comment-859</link>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 22:13:25 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=234#comment-859</guid>
		<description>ขอบคุณครับ &quot;คัดลอกมา&quot; ที่นำข้อมูลมาเพิ่มเติมให้รู้กัน

ข้อเขียนนี้เป็นข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ด้วยใช่ไหมครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณครับ &#8220;คัดลอกมา&#8221; ที่นำข้อมูลมาเพิ่มเติมให้รู้กัน</p>
<p>ข้อเขียนนี้เป็นข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ด้วยใช่ไหมครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: คัดลอกมา</title>
		<link>http://kosoltalk.com/csr-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-guru-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0/comment-page-1#comment-858</link>
		<dc:creator>คัดลอกมา</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 07:29:05 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=234#comment-858</guid>
		<description>CSR ที่แท้จริง อย่าอ้างเพียงลอยๆ

จากกระแส CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการที่ได้แพร่หลายจนกลายเป็นแฟชั่นกันอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่อ้างว่า ตนเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว โดยอ้างถึงกิจกรรมมากมายที่ดำเนินการให้กับ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว กิจกรรมที่ทำไปเหล่านั้น กลับเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าและประโยชน์ที่องค์กรดังกล่าวได้รับกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่อ้างถึงส่วนใหญ่นั้น เป็นหน้าที่ เป็นขั้นตอนการดำเนินงานของกิจการเท่านั้น

กิจกรรมอะไรที่ไม่ถือว่าเป็น CSR

กิจกรรม ที่องค์กรได้ทำ ตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มาตรฐานอาชีวอนามัย และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EIA (Environmental Impact Assessment) SIA (Social Impact Assessment) และ HIA ( Health Impact Assessment) นั้น ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมแต่อย่างใด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่กระทำไม่ได้ หากไม่กระทำ จะมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นๆ และอาจถึงขั้นถูกปิดกิจการไปเลยก็ได้ องค์กรจึงมีความจำเป็นต้องทำตาม โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม เช่นนี้แล้ว จึงถือได้ว่า การกระทำใดๆ ที่ทำตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมากล่าวอ้างได้ ว่านั่นเป็นการแสดงถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการนั้น

ใน ส่วนของภาคธุรกิจเอกชนที่มีการแข่งขันสูง ในยุคปัจจุบัน การปฏิบัติต่อลูกค้า การบริการที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า เป็นการสร้างและรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ ให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าของกิจการซ้ำอีก ไม่หนีไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งอื่น เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ที่นำรายได้มาให้กับกิจการโดยตรง ซึ่งหากบริการไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่เข้ามาใช้บริการอีก กิจการก็จะขาดรายได้ไป ดังนั้น การให้บริการที่ดีต่อลูกค้า การบริการหลังการขาย จึงเป็นเรื่องปกติวิสัยของกิจการที่จะต้องทำเพื่อความอยู่รอดและความเจริญ เติบโตของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับงานประชาสัมพันธ์ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารองค์กร ก็เป็นหน้าที่ในการดำเนินงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีที่ถูกต้อง ให้เกิดแก่ประชาชนผู้รับข่าวสาร พื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในทางลบ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบและเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต ดังนั้น กิจกรรมในการประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ตามความหมายที่แท้จริงแต่ประการใด

แล้วเราจะแยกได้อย่างไรว่าอะไรคือความรับผิดชอบต่อสังคม

ใน การจำแนกแยกภารกิจของกิจการที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม กับ การดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการออกจากกันนั้น ดูได้ง่ายๆ โดยเราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองในอันดับแรกว่า กิจกรรมนั้น หากไม่ทำแล้ว จะมีผลอะไรในทางลบตามมาต่อกิจการหรือไม่ โดยยึดวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมเป็นสำคัญ กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมที่จำเป็นจะต้องทำ หากไม่ทำจะผิดกฎหมาย หรือไม่ทำแล้วจะทำให้ยอดขายลด ทำให้ลูกค้าหนี ไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการ ตลอดจนกิจกรรมที่ทำเพื่อป้องกันแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินงาน กิจกรรมเพื่อป้องกันการต่อต้านคัดค้านจากประชาชนและชุมชน กิจกรรมนั้น ก็เป็นการดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการ ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องทำ ไม่ใช่จะทำหรือไม่ก็ได้

แต่หากกิจกรรมใด แม้ว่าไม่ทำ ก็ไม่มีผลต่อกิจการโดยตรง ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องใดๆ หรือกิจกรรมนั้น ไม่ได้มีเจตนาหรือไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้าง เพื่อการรักษาฐานลูกค้า และเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป ทำให้สังคมดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือชุมชน ประชาชน อยู่ดี มีสุข มากขึ้น โดยไม่คำนึงว่าประชาชนและพื้นที่ ที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้น จะอยู่ในพื้นที่รัศมีความรับผิดชอบหรือไม่ก็ตาม นั่นก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ นั่นเอง

ความรับผิดชอบต่อสังคม จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพียงกิจกรรมการดำเนินงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน ชุมชนโดยตรงเท่านั้น แต่รวมไปถึงการดำเนินงานภายในของกิจการ ที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจน การเอาใจใส่ดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานลูกจ้างของกิจการ อีกด้วย

แต่ ทั้งนี้ การที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้นั้น องค์กรจะต้องไม่ละเลย เพิกเฉยต่อการดำเนินการตามมาตรฐานในการประกอบการ กล่าวคือ องค์กรจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน เป็นพื้นฐานสำคัญ จึงจะได้ชื่อว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพียงแต่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานอุตสาหกรรม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้เช่นกัน

ซึ่ง เราอาจจะเปรีบเทียบเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่า มาตรฐานการดำเนินงาน ก็เปรียบได้กับ การจบปริญญาตรี และความรับผิดชอบต่อสังคม เปรียบได้กับปริญญาโท ซึ่งจะต้องผ่านปริญญาตรีเสียก่อน จึงจะเรียนและจบปริญญาโทได้ หากข้ามขั้นตอน ใช้หลักฐานปริญญาตรีปลอม มาสมัครในการเรียนปริญญาโท ก็เท่ากับปริญญาโทนั้น ไม่มีผล หรือเป็นโมฆะ ต้องถูกเพิกถอนไปนั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว เรายังพบ CSR แบบขำๆ ปรากฎอยู่มากมายในสังคม เช่น การขอรับบริจาคชิ้นส่วนที่เปิดกระป๋องอลูมิเนียมชนิดพิเศษ (EASY OPEN) ซึ่งเป็นส่วนประกอบเพียง 1 % ของบรรจุภัณฑ์มาใช้ทำขาเทียมให้กับผู้พิการ แต่ชิ้นส่วนอื่นๆ อีก 99% กลับทิ้งให้เป็นขยะ ซึ่งจะดีกว่าหรือไม่ ถ้ากิจการจะรับคืนกลับมาทั้งหมด และนำส่วนที่ไม่ได้ใช้นั้น ไปทำลายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้เป็นภาระกับสังคมต่อไป

บริษัท ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริจาคผ้าห่มกันหนาว 100,000 ผืน ที่มีเครื่องหมายโลโก้เหล้าเบียร์ ติดอยู่บนผ้าห่ม ให้กับชาวเขาในภาคเหนือ เป็นการช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์เหล้าเบียร์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สร้างปัญหาให้กับสังคมมากมาย ทั้งปัญหาครอบครัว อุบัติเหตุ ความยากจน

หรือ ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจำนวนมาก ที่มีบรรจุภัณฑ์ประเภทหีบห่อ ถ้วย กล่อง และซอง ที่ทำมาจากพลาสติก พยายามสร้างภาพการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ปล่อยให้กล่อง หีบห่อ ซอง ถ้วย ถุงขนม ซึ่งทำจากพลาสติก กลายเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และสร้างภาวะให้โลกร้อนมากยิ่งขึ้น

รวมถึง บริษัทที่มีกำไรนับหมื่นล้านบาท จากทรัพยากรของประเทศ ใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาทต่อปี แต่จัดสรรงบช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆเพียงปีละ 10-20 ล้านบาท จะเรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้หรือไม่

ทั้ง นี้ ในด้านนโยบายการดำเนินงาน CSR ของกิจการนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดให้เป็นนโยบายหลักขององค์กร เป็นพันธกิจ มีกลยุทธ์ที่นำไปสู่การทำแผนปฏิบัติการ ด้วยงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ และในท้ายที่สุด คือการ สนับสนุน CSR สู่พนักงานในรูปของจิตอาสา ซึ่งนโยบาย CSR ของกิจการนี้ จะต้องไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุน และ ผลตอบแทนที่กิจการจะได้รับ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด นี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่องค์กรต่างๆ ควรร่วมกันตระหนักว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม นั้น ที่แท้จริงแล้วมีความหมายเช่นไร เพื่อหันกลับมาพิจารณาทบทวนการดำเนินงานขององค์กรเสียใหม่ว่า ต้องการยืนในจุดใดของสังคมกันแน่ และทบทวนว่ากิจกรรมหลายๆ กิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่นี้ เป็น CSR ที่แท้จริงหรือไม่ หยุดอ้าง CSR เพียงลอยๆ เสียที

******************************</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>CSR ที่แท้จริง อย่าอ้างเพียงลอยๆ</p>
<p>จากกระแส CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการที่ได้แพร่หลายจนกลายเป็นแฟชั่นกันอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่อ้างว่า ตนเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว โดยอ้างถึงกิจกรรมมากมายที่ดำเนินการให้กับ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว กิจกรรมที่ทำไปเหล่านั้น กลับเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าและประโยชน์ที่องค์กรดังกล่าวได้รับกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่อ้างถึงส่วนใหญ่นั้น เป็นหน้าที่ เป็นขั้นตอนการดำเนินงานของกิจการเท่านั้น</p>
<p>กิจกรรมอะไรที่ไม่ถือว่าเป็น CSR</p>
<p>กิจกรรม ที่องค์กรได้ทำ ตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มาตรฐานอาชีวอนามัย และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EIA (Environmental Impact Assessment) SIA (Social Impact Assessment) และ HIA ( Health Impact Assessment) นั้น ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมแต่อย่างใด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่กระทำไม่ได้ หากไม่กระทำ จะมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นๆ และอาจถึงขั้นถูกปิดกิจการไปเลยก็ได้ องค์กรจึงมีความจำเป็นต้องทำตาม โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม เช่นนี้แล้ว จึงถือได้ว่า การกระทำใดๆ ที่ทำตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมากล่าวอ้างได้ ว่านั่นเป็นการแสดงถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการนั้น</p>
<p>ใน ส่วนของภาคธุรกิจเอกชนที่มีการแข่งขันสูง ในยุคปัจจุบัน การปฏิบัติต่อลูกค้า การบริการที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า เป็นการสร้างและรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ ให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าของกิจการซ้ำอีก ไม่หนีไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งอื่น เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ที่นำรายได้มาให้กับกิจการโดยตรง ซึ่งหากบริการไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่เข้ามาใช้บริการอีก กิจการก็จะขาดรายได้ไป ดังนั้น การให้บริการที่ดีต่อลูกค้า การบริการหลังการขาย จึงเป็นเรื่องปกติวิสัยของกิจการที่จะต้องทำเพื่อความอยู่รอดและความเจริญ เติบโตของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม</p>
<p>สำหรับงานประชาสัมพันธ์ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารองค์กร ก็เป็นหน้าที่ในการดำเนินงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีที่ถูกต้อง ให้เกิดแก่ประชาชนผู้รับข่าวสาร พื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในทางลบ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบและเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต ดังนั้น กิจกรรมในการประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ตามความหมายที่แท้จริงแต่ประการใด</p>
<p>แล้วเราจะแยกได้อย่างไรว่าอะไรคือความรับผิดชอบต่อสังคม</p>
<p>ใน การจำแนกแยกภารกิจของกิจการที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม กับ การดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการออกจากกันนั้น ดูได้ง่ายๆ โดยเราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองในอันดับแรกว่า กิจกรรมนั้น หากไม่ทำแล้ว จะมีผลอะไรในทางลบตามมาต่อกิจการหรือไม่ โดยยึดวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมเป็นสำคัญ กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมที่จำเป็นจะต้องทำ หากไม่ทำจะผิดกฎหมาย หรือไม่ทำแล้วจะทำให้ยอดขายลด ทำให้ลูกค้าหนี ไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการ ตลอดจนกิจกรรมที่ทำเพื่อป้องกันแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินงาน กิจกรรมเพื่อป้องกันการต่อต้านคัดค้านจากประชาชนและชุมชน กิจกรรมนั้น ก็เป็นการดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการ ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องทำ ไม่ใช่จะทำหรือไม่ก็ได้</p>
<p>แต่หากกิจกรรมใด แม้ว่าไม่ทำ ก็ไม่มีผลต่อกิจการโดยตรง ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องใดๆ หรือกิจกรรมนั้น ไม่ได้มีเจตนาหรือไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้าง เพื่อการรักษาฐานลูกค้า และเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป ทำให้สังคมดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือชุมชน ประชาชน อยู่ดี มีสุข มากขึ้น โดยไม่คำนึงว่าประชาชนและพื้นที่ ที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้น จะอยู่ในพื้นที่รัศมีความรับผิดชอบหรือไม่ก็ตาม นั่นก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ นั่นเอง</p>
<p>ความรับผิดชอบต่อสังคม จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพียงกิจกรรมการดำเนินงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน ชุมชนโดยตรงเท่านั้น แต่รวมไปถึงการดำเนินงานภายในของกิจการ ที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจน การเอาใจใส่ดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานลูกจ้างของกิจการ อีกด้วย</p>
<p>แต่ ทั้งนี้ การที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้นั้น องค์กรจะต้องไม่ละเลย เพิกเฉยต่อการดำเนินการตามมาตรฐานในการประกอบการ กล่าวคือ องค์กรจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน เป็นพื้นฐานสำคัญ จึงจะได้ชื่อว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพียงแต่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานอุตสาหกรรม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้เช่นกัน</p>
<p>ซึ่ง เราอาจจะเปรีบเทียบเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่า มาตรฐานการดำเนินงาน ก็เปรียบได้กับ การจบปริญญาตรี และความรับผิดชอบต่อสังคม เปรียบได้กับปริญญาโท ซึ่งจะต้องผ่านปริญญาตรีเสียก่อน จึงจะเรียนและจบปริญญาโทได้ หากข้ามขั้นตอน ใช้หลักฐานปริญญาตรีปลอม มาสมัครในการเรียนปริญญาโท ก็เท่ากับปริญญาโทนั้น ไม่มีผล หรือเป็นโมฆะ ต้องถูกเพิกถอนไปนั่นเอง</p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว เรายังพบ CSR แบบขำๆ ปรากฎอยู่มากมายในสังคม เช่น การขอรับบริจาคชิ้นส่วนที่เปิดกระป๋องอลูมิเนียมชนิดพิเศษ (EASY OPEN) ซึ่งเป็นส่วนประกอบเพียง 1 % ของบรรจุภัณฑ์มาใช้ทำขาเทียมให้กับผู้พิการ แต่ชิ้นส่วนอื่นๆ อีก 99% กลับทิ้งให้เป็นขยะ ซึ่งจะดีกว่าหรือไม่ ถ้ากิจการจะรับคืนกลับมาทั้งหมด และนำส่วนที่ไม่ได้ใช้นั้น ไปทำลายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้เป็นภาระกับสังคมต่อไป</p>
<p>บริษัท ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริจาคผ้าห่มกันหนาว 100,000 ผืน ที่มีเครื่องหมายโลโก้เหล้าเบียร์ ติดอยู่บนผ้าห่ม ให้กับชาวเขาในภาคเหนือ เป็นการช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์เหล้าเบียร์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สร้างปัญหาให้กับสังคมมากมาย ทั้งปัญหาครอบครัว อุบัติเหตุ ความยากจน</p>
<p>หรือ ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจำนวนมาก ที่มีบรรจุภัณฑ์ประเภทหีบห่อ ถ้วย กล่อง และซอง ที่ทำมาจากพลาสติก พยายามสร้างภาพการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ปล่อยให้กล่อง หีบห่อ ซอง ถ้วย ถุงขนม ซึ่งทำจากพลาสติก กลายเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และสร้างภาวะให้โลกร้อนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>รวมถึง บริษัทที่มีกำไรนับหมื่นล้านบาท จากทรัพยากรของประเทศ ใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาทต่อปี แต่จัดสรรงบช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆเพียงปีละ 10-20 ล้านบาท จะเรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้หรือไม่</p>
<p>ทั้ง นี้ ในด้านนโยบายการดำเนินงาน CSR ของกิจการนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดให้เป็นนโยบายหลักขององค์กร เป็นพันธกิจ มีกลยุทธ์ที่นำไปสู่การทำแผนปฏิบัติการ ด้วยงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ และในท้ายที่สุด คือการ สนับสนุน CSR สู่พนักงานในรูปของจิตอาสา ซึ่งนโยบาย CSR ของกิจการนี้ จะต้องไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุน และ ผลตอบแทนที่กิจการจะได้รับ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด</p>
<p>จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด นี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่องค์กรต่างๆ ควรร่วมกันตระหนักว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม นั้น ที่แท้จริงแล้วมีความหมายเช่นไร เพื่อหันกลับมาพิจารณาทบทวนการดำเนินงานขององค์กรเสียใหม่ว่า ต้องการยืนในจุดใดของสังคมกันแน่ และทบทวนว่ากิจกรรมหลายๆ กิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่นี้ เป็น CSR ที่แท้จริงหรือไม่ หยุดอ้าง CSR เพียงลอยๆ เสียที</p>
<p>******************************</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
