<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศลคนชอบคุย &#187; พลังและแรงบันดาลใจ</title>
	<atom:link href="http://kosoltalk.com/category/self-of-mind/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosoltalk.com</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jul 2010 04:13:22 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>๖ เรื่องที่ต้องทำในปี ๒๕๕๓</title>
		<link>http://kosoltalk.com/six-things-to-do-in-2010</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/six-things-to-do-in-2010#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 02:12:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosoltalk.com/?p=1755</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓  ทุกท่านครับ เมื่อคืนนี้คงฉลองนับถอยหลัง (ไม่เข้าคลอง) อย่างสนุกสนานกันนะครับ  ขอให้ผู้อ่านโกศลทอล์คมีความสุขทุกท่านตลอดปีนี้และปีต่อๆไป
ปีนี้เป็นปีนักษัตรเสือ  บางคนก็บอกว่าเป็นปีเสือดุ บ้างก็ว่าปีเสือโหย ปีเสือทองก็มีคนเรียก  ก็ว่ากันไปตามความคิดความเชื่อ แต่อย่าเป็นเสือสมิงอาละวาดกินผู้คนไปทั่วก็แล้วกัน
ปีใหม่ก็หวังว่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ เกิดขึ้นกันทุกคน  แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยทั้งเก่งทั้งเฮง คือทั้งทำเองและโชคช่วย เว้นแต่ใครทำบุญไว้มากเมื่อปางก่อน วาสนาเก่าเยอะ อาจได้เฮงนำหน้า  ไม่ต้องออกแรงมากนักก็สำเร็จ  แต่คนทั่วไปบุญน้อยบารมีพร่องก็ต้องออกแรงกันหนัก รวมทังผมด้วยคนหนึ่งที่อยู่ในประเภทหลัง
ปีนี้มีเรื่องที่อยากทำและต้องทำหลายอย่าง  ขอบันทึกไว้เตือนตัวเองผ่านบล็อกนี้ เผื่อบางทีอาจจะตรงกับท่านอื่นๆบ้าง ดังนี้
๑. ทำ Make Money Online ให้รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านถึงหลายๆล้าน  ตามรอยของผู้ที่รวยแล้วจนหาที่มีใช้เงินแทบจะไม่มี คือมีเงินมาก  นั่นคือ ท่านต๊ะ ทรงชัย ณะอำภัย เจ้าพ่อ  Affiliate Hotel  &#038; Traveling [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓  ทุกท่านครับ เมื่อคืนนี้คงฉลองนับถอยหลัง (ไม่เข้าคลอง) อย่างสนุกสนานกันนะครับ  ขอให้ผู้อ่านโกศลทอล์คมีความสุขทุกท่านตลอดปีนี้และปีต่อๆไป</p>
<p>ปีนี้เป็นปีนักษัตรเสือ  บางคนก็บอกว่าเป็นปีเสือดุ บ้างก็ว่าปีเสือโหย ปีเสือทองก็มีคนเรียก  ก็ว่ากันไปตามความคิดความเชื่อ แต่อย่าเป็นเสือสมิงอาละวาดกินผู้คนไปทั่วก็แล้วกัน</p>
<p>ปีใหม่ก็หวังว่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ เกิดขึ้นกันทุกคน  แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยทั้งเก่งทั้งเฮง คือทั้งทำเองและโชคช่วย เว้นแต่ใครทำบุญไว้มากเมื่อปางก่อน วาสนาเก่าเยอะ อาจได้เฮงนำหน้า  ไม่ต้องออกแรงมากนักก็สำเร็จ  แต่คนทั่วไปบุญน้อยบารมีพร่องก็ต้องออกแรงกันหนัก รวมทังผมด้วยคนหนึ่งที่อยู่ในประเภทหลัง</p>
<p>ปีนี้มีเรื่องที่อยากทำและต้องทำหลายอย่าง  ขอบันทึกไว้เตือนตัวเองผ่านบล็อกนี้ เผื่อบางทีอาจจะตรงกับท่านอื่นๆบ้าง ดังนี้</p>
<p><strong>๑. ทำ Make Money Online</strong> ให้รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านถึงหลายๆล้าน  ตามรอยของผู้ที่รวยแล้วจนหาที่มีใช้เงินแทบจะไม่มี คือมีเงินมาก  นั่นคือ ท่านต๊ะ ทรงชัย ณะอำภัย เจ้าพ่อ  Affiliate Hotel  &#038; Traveling  แห่ง <a href="http://songchaiblog.com">Songchaiblog.com</a> กับอาจารย์ต้น สิทธิศักดิ์บุญมาก เจ้าพ่อ Amazon &#038; aStore  แห่ง <a href="http://makemany.com">Makemany.com</a> รวมทั้งรวยด้วย Google Adsense  ตามรอยเจ้าพ่อ John Redtor <a href="http://redtor.com">John Redtor</a> กับเจ้าแม่ เปิ้ล <a href="http://goople-adsense.com">goople-adsense </a> เพื่อเพิ่ม GDP ให้ประเทศไทยอีกทางหนึ่ง  </p>
<p><strong>๒.กิจการ KosolBookMania.com</strong> ตั้งใจทำจริงๆในปีนี้ หลังจากที่จดโดเมนไว้สองสามปีก่อนและทำไปได้พักหนึ่งก็หยุดไปด้วยเหตุอันจำเป็น ปีนี้จะเลิกงึก ๆ งักๆ กึ๊ก ๆ กั๊ก ๆ แล้ว จังซี่มันต้องขาย &#8211; - ขายหนังสือเก่า หนังสือสะสม หนังสือประเภทนี้เน้นขายราคาแพง เพราะหายาก ซึ่งผู้ที่รักและสนใจสะสมคงเต็มใจซื้อ  ส่วนหนังสือมือสองราคาไม่แพงก็มีขาย  เมื่อจัดแจงเรียบร้อยแล้วจะมาบอกข่าวให้ชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งครับ</p>
<p><strong>๓.อ่านหนังสือดี ๆ ให้มากๆ </strong>แต่ละปีที่ผ่านมาอ่านไม่มาก (แล้วจะนำหนังสือที่อ่านในปีที่ผ่านมา มาเล่าอีกทีครับ)  ปัญญาเลยกุด ๆ คล้ายหางอึ่ง  ปีนี้ตั้งใจจะอ่านให้มากขึ้น</p>
<p><strong>๔. ทำบล็อกให้เต็มคุณภาพ</strong> เนื่องมาจากบล็อกทั้งหลายแหล่ที่ทำมา ทั้งบล้อกที่เสนอปัญญาสาระ และบล็อกหาเงินเพื่อเป็นเศรษฐี  ปีที่ผ่านมาอีเหละเขละขละกะปริบกะปรอย  อันดับใน SEO อยู่ในก้นบ่อ  ปีนี้ต้องทำให้เต็ม เต็มๆๆๆๆ</p>
<p><strong>๕. เป็นคนดีโดยธรรม</strong>  ข้อนี้สำคัญมาก ต้องยึดธรรมะในการดำเนินชีวิต บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา  เคารพทั้งศีลธรรมและกฎหมาย  ทำสิ่งที่ถูกต้อง  ใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่างๆให้เห็นจริงตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และ<a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000160925">พระราชดำรัสของในหลวงในวันปีใหม่</a>   เพื่อความจำเริญทั้งโดยส่วนตนและส่วนรวม</p>
<p><strong>๖.ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย</strong>  หวังพระนิพานในชาตินี้ ตายเมื่อใดขอไปพระนิพานเมื่อนั้น ข้อนี้สำคัญที่สุด  เพราะเบื่อการเกิดเต็มทนแล้ว</p>
<p>เป็น ๖ เรื่องที่ต้องทำในปี ๒๕๕๓  ท่านใดปรารถนาจะทำสิ่งใดก็ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านนับถือสงเคราะห์ให้ท่านสำเร็จดังประสงค์เทอญ.</p>
<p>๑ มกราคม ๒๕๕๓<br />
แรม ๑ ค่ำเดือน ๒<br />
เวลา ๙.๐๑ นาฬิกา</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/six-things-to-do-in-2010/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4 หลักคิดเพื่อความสำเร็จของ พอล ครุกแมน (Paul Krugman)</title>
		<link>http://kosoltalk.com/4-rules-for-research-of-paul-krugman</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/4-rules-for-research-of-paul-krugman#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2009 07:00:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Noble Prize]]></category>
		<category><![CDATA[นักเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รับรางวัลโนเบล]]></category>
		<category><![CDATA[พอล ครุกแมน]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลโนเบล]]></category>
		<category><![CDATA[หลักนักคิด]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=888</guid>
		<description><![CDATA[
คนส่วนมากที่อ่านโกศลทอล์คคงเคยได้ยิน หรือรู้จักชื่อ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) กันมากบ้างน้อยบ้างนะครับ ขอกล่าวพอสังเขปว่าพอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอเมริกาโน้น เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2551 ที่ผ่านมาหมาดๆ อันนับได้ว่าเป็นเครื่องหมายรับประกันความเก่งกาจและเกียรติภูมิของท่านศาสตราจารย์เป็นอย่างดี
อันที่จริงแล้วรางวัลโนเบลไม่ได้ทำให้พอล ครุกแมน โด่งดังขึ้นหรอกครับ เพราะตัวเขาเองก็โด่งดังระดับดลกอยู่แล้ว ด้วยการเสนอความคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สวนทางกับความเชื่อและทฤษฎีเดิมอยู่บ่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เขาเสนอนั้นตรงเผงเสียด้วย จึงน่าสงสัยว่า ท่านศาสตราจารย์แห่งพรินซ์ตันคนนี้ มีหลักคิดค้นคว้าอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ กลายเป็นโหรเศรษฐกิจโลกที่ทายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ จนพวกที่เคยปรามาสว่าอาจารย์ครุกแมนเป็นคนแผลงๆพากันสงบากสงบคำไปนานแล้ว เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งคาตานั่นเอง
ข้อสงสัยดังกล่าวปรากฏในเอกสารของอาจารย์ครุกแมนที่ชื่อ “New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing ที่เผยแพร่ในวาระโอกาสที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเผยแพร่ในเว็บซ์ของมูลนิธิรางวัลโนเบล คือ Nobelprize.org โดยอาจารย์ครุกแมนได้บอกหลักในการค้นคว้าไว้ในเอกสาร 4 ประการ คือ

1.ฟังคนอื่น (Listen to the Gentiles) คนอื่นในที่นี้คงตีความได้ว่า คนที่คิดไม่เหมือนตน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกับตนเอง ว่าเขามีความคิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/01/krugman.jpg" alt="" /></p>
<p>คนส่วนมากที่อ่านโกศลทอล์คคงเคยได้ยิน หรือรู้จักชื่อ <strong>พอล ครุกแมน</strong><span style="color: #000000;"> (Paul Krugman)<strong> </strong></span>กันมากบ้างน้อยบ้างนะครับ ขอกล่าวพอสังเขปว่าพอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอเมริกาโน้น เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2551 ที่ผ่านมาหมาดๆ อันนับได้ว่าเป็นเครื่องหมายรับประกันความเก่งกาจและเกียรติภูมิของท่านศาสตราจารย์เป็นอย่างดี</p>
<p>อันที่จริงแล้วรางวัลโนเบลไม่ได้ทำให้พอล ครุกแมน โด่งดังขึ้นหรอกครับ เพราะตัวเขาเองก็โด่งดังระดับดลกอยู่แล้ว ด้วยการเสนอความคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สวนทางกับความเชื่อและทฤษฎีเดิมอยู่บ่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เขาเสนอนั้นตรงเผงเสียด้วย จึงน่าสงสัยว่า ท่านศาสตราจารย์แห่งพรินซ์ตันคนนี้ มีหลักคิดค้นคว้าอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ กลายเป็นโหรเศรษฐกิจโลกที่ทายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ จนพวกที่เคยปรามาสว่าอาจารย์ครุกแมนเป็นคนแผลงๆพากันสงบากสงบคำไปนานแล้ว เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งคาตานั่นเอง</p>
<p>ข้อสงสัยดังกล่าวปรากฏในเอกสารของอาจารย์ครุกแมนที่ชื่อ <strong>“New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing</strong> ที่เผยแพร่ในวาระโอกาสที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเผยแพร่ในเว็บซ์ของมูลนิธิรางวัลโนเบล คือ <a href="http://www.nobelprize.org"><span style="color: #0000ff;">Nobelprize.org</span></a><span style="color: #0000ff;"> </span>โดยอาจารย์ครุกแมนได้บอกหลักในการค้นคว้าไว้ในเอกสาร 4 ประการ คือ</p>
<p><span id="more-888"></span></p>
<p><strong>1.ฟังคนอื่น</strong> (Listen to the Gentiles) คนอื่นในที่นี้คงตีความได้ว่า คนที่คิดไม่เหมือนตน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกับตนเอง ว่าเขามีความคิด ทัศนคติ มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงอะไรบ้าง ที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สังเคราะห์ เป็นความรู้ในสาขาของตน เพราะศาสตร์แต่ละศาสตร์แม้จะแยกย่อยออกไป แต่ก็มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน วิชาเศรษฐศาสตร์ก็เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิชาอื่น วิชาอื่นก็เกี่ยวเนื่องเรื่องเดียวกับวิชาเศรษฐศาสตร์เช่นกันนั่นเอง</p>
<p><strong>2.ถามในเรื่องที่คนอื่นมีคำถามมาก่อน</strong> (Question the question) ในข้อนี้น่าจะตีความได้ว่า ในบรรดาข้อสงสัยทั้งหลายที่มีการตั้งคำถามและหาคำตอบกันมาก่อนนั้น เมื่อได้อ่านได้รู้แล้วก็จงอย่าพอใจในคำตอบนั้นเลย จะต้องตั้งคำถาม หาข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวแล้วหาคำตอบเพื่อเป็นการพิสูจน์สิ่งที่คนอื่นเคยสงสัยและให้คำตอบไว้ ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ หรือตนเองจะเจออะไรใหม่ๆนอกเหนือจากที่คนอื่นเขาเจอมาแล้ว ซึ่งจะเป็นการสร้างองค์ความรู้และความคิดใหม่ๆขึ้นมานั่นเอง</p>
<p><strong>3.ยอมเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น</strong> (Dare to be silly) ข้อนี้น่าจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักวิชาการ นักค้นคว้าและผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย การที่จะได้หลักการ ทฤษฎี ความคิด ความรู้ และข้อมูลใหม่ๆ ย่อมต้องทำตัวเป็นคนโง่เสียก่อน แม้ในเรื่องนั้นๆจะมีคนทดสอบ ทดลอง สรุปผลไว้แล้ว แต่นิสัยของผู้ใฝ่รู้ที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆย่อมไม่ได้พอใจแค่คำตอบสำเร็จรูปนั้น การลงมือทำหรือศึกษาในเรื่องเดิมๆย่อมเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่ตนเอง นำไปสู่การแตกหน่อต่อยอดความคิดไปสู่สิ่งใหม่ๆได้ ลูกศิษย์จึงอาจเก่งกว่าอาจารย์ด้วยเหตุนี้เอง</p>
<p><strong>4. ให้มันง่ายเข้าไว้</strong> (Simplify, simplify) การมองสิ่งต่างๆในแง่มุมที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนก็จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจน แก้ไขปัญหาได้ ดังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาการบันทึกเอกสารของนักบินอวกาศ โดยนักบินของนาซามีปัญหาเรื่องหมึกปากกาที่เขียนไม่ได้เมื่ออยู่ในยายอวกาศ แม้จะทุ่มเทเงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านเหรียญเพื่อคิดค้นวิจัยหาทางผลิตน้ำหมึกชนิดที่ใช้งานในยานอวกาศได้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อสอบถามไปยังสหภาพโซเวียตก็ได้คำตอบว่าประสบปัญหาเช่นกัน แต่โซเวียตแก้ไขปัญหาได้ตั้งนมนานด้วยการใช้ดินสอเขียนแทนปากกา นี่นับเป็นตัวอย่างของการมองอะไรง่ายๆนั่นเอง ในข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ครุกแมนได้ทำอยู่เสมอ นั่นคือ การทำเรื่องยากๆอย่างวิชาเศรษฐศาสตร์ให้ง่ายขึ้น ชาวบ้านร้านตลาดอ่านแล้วเข้าใจได้ ดังที่ปรากฏในบล็อกของเขาที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ มีคนอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นมากมาย พอรวบรวมพิมพ์ขายก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า</p>
<p>หลักคิดทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้ คงเป็นประโยชน์แก่เราๆท่านๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานต่างๆ แม้กระทั่งการทำบล็อกเขียนบล็อกนี้ด้วย</p>
<p>ผมเองก็พยายามหาทางนำไปใช้อยู่เหมือนกัน ใครนำไปปรับใช้แล้วได้ผลอย่างไร ก็ช่วยกลับมาบอกเล่าให้รู้บ้างเพื่อเป็นวิทยาทานนะครับ.</p>
<p>ดาวน์โหลดเอกสาร &gt;&gt; <a href="http://nobelprize.org/nobel_prizes/economics/laureates/2008/krugman-slides.pdf"><span style="color: #0000ff;">“New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing.</span></a><br />
อ่านบล็อกของอาจารย์ครุกแมน &gt;&gt; <a href="http://krugman.blogs.nytimes.com/"><span style="color: #0000ff;">Krugman.blogs.nytimes.com</span></a></p>
<p> <script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x15, created 1/6/09 */
google_ad_slot = "5537583541";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 15;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="color: #993300;">[<span lang="TH">หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ตามสะดวก สบายใจ และสุขใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยช่วยทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับพี่น้อง</span>]</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"></span></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/sawai-boonma-and-his-website" title="ดร.ไสว บุญมา กับเว็บไซต์ Sawaiboonma.com (August 20, 2009)">ดร.ไสว บุญมา กับเว็บไซต์ Sawaiboonma.com</a> (5)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thailand-in-conflict" title="คนอื่นขึ้นจากหล่มแต่เรายังจมอยู่ในหล่มที่ขุดเอง (September 19, 2009)">คนอื่นขึ้นจากหล่มแต่เรายังจมอยู่ในหล่มที่ขุดเอง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/4-rules-for-research-of-paul-krugman/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Billy Lim Dare To Fail &#8211; คนกล้าล้มเหลว</title>
		<link>http://kosoltalk.com/billy-lim-dare-to-fail</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/billy-lim-dare-to-fail#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Oct 2008 20:36:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Billy Lim]]></category>
		<category><![CDATA[Dare To Fail]]></category>
		<category><![CDATA[กล้าล้มเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[ความล้มเหลว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=357</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เป็นตัวแทนบริษัทประกันชีวิตอยุธยาอลิอันซ์ซีพี ผมได้ฟัง บิลลี่ ลิม (Billy Lim) พูดในงานฝึกอบรมที่บริษัทจัดขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะและกำลังใจแก่ตัวแทนประกันชีวิตหลายครั้ง บิลลี่ ลิม คือชายร่างเล็ก เสียงดัง มีพลัง และมีลีลาในการพูดที่ไม่ซ้ำแบบใคร เรียกทั้งเสียงหัวเราะสนุกสนานและความซาบซึ้งในถ้อยคำที่เขาเลือกสรรมาใช้ตรงกับลีลาอาการที่แสดงออกบนเวที

สำหรับผมแล้ว เขาคือแบบอย่างของนักต่อสู้ที่เรียกว่าเป็นแบบ “กัดไม่ปล่อย” เป็นคนที่ประสบความล้มเหลวมาแล้วทุกอย่าง ทั้งชีวิตและการงาน ตั้งแต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ล้มเหลวในชีวิตรัก ล้มเหลวในเรื่องการงาน ทำธุรกิจเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ จนในที่สุดกลายเป็นคนประสบผลสำเร็จในการเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ความล้มเหลวของตัวเองและผู้อื่น ปลุกปลอบสร้างกำลังใจให้คนที่กำลังล้มเหลวลุกขึ้นสู้ หนังสือของเขาคือ Dare To Fail หรือฉบับภาษาไทยชื่อ “กล้าล้มเหลว”
ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจฝึกอบรมสัมมนา พัฒนาทักษะ และสร้างกำลังใจให้แก่คนในองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยนำเอาประสบการณ์อันเจ็บปวดขมขื่นของตนเองมาบอกเล่าให้คนอื่นๆฟัง แปรความล้มเหลวให้เป็นพลังในการต่อสู้ กล้าที่จะพบกับความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวจะทำให้แข็งแกร่ง เพราะความแข็งแกร่งจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด
ผมเชื่อว่า ทุกคนมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองล้มเหลวในบางสิ่งบางอย่าง และมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอย่างที่สุดในทุกๆเรื่อง จนไม่มีจิตใจที่จะทำอะไร มองไปทางไหนมีแต่ความมืดมัว สิ้นหวัง ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่ชีวิตอยู่ในมุมมืด เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้คนหลายคนตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่เหนือความคาดหมายของผู้คน หรือแม้แต่ความคาดหมายของตนเอง การตัดสินใจในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะเป็นแรงเหวี่ยงที่มีผลอย่างแรงต่อชีวิต เป็นจุดวิกฤติที่สามารถชี้เป็นชี้ตายกันเลยทีเดียว

คนที่ไม่สามารถผ่านจุดนี้ต่างก็ลาโลกไปด้วยลักษณะอาการต่างๆกัน หรือกลายเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะไปมากต่อมาก แต่คนที่ผ่านจุดนี้มาได้ ก็จะสามารถยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้งหนึ่ง จุดวิกฤติดังกล่าวนี้อาจไม่ได้มีครั้งเดียวเสมอไป บางคนอาจพบเจอหลายๆครั้งในชีวิต ถ้ารอดมาได้ก็จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-1940 alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="billlyp.s.lim" src="http://kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/10/billlyp.s.lim.jpg" alt="billlyp.s.lim" width="219" height="239" /></p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เป็นตัวแทนบริษัทประกันชีวิตอยุธยาอลิอันซ์ซีพี ผมได้ฟัง บิลลี่ ลิม (<a href="http://daretofail.com/author.php"><span style="color: #0000ff;">Billy Lim</span></a>) พูดในงานฝึกอบรมที่บริษัทจัดขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะและกำลังใจแก่ตัวแทนประกันชีวิตหลายครั้ง บิลลี่ ลิม คือชายร่างเล็ก เสียงดัง มีพลัง และมีลีลาในการพูดที่ไม่ซ้ำแบบใคร เรียกทั้งเสียงหัวเราะสนุกสนานและความซาบซึ้งในถ้อยคำที่เขาเลือกสรรมาใช้ตรงกับลีลาอาการที่แสดงออกบนเวที</p>
<p><span style="color: #993300;"></span></p>
<p>สำหรับผมแล้ว เขาคือแบบอย่างของนักต่อสู้ที่เรียกว่าเป็นแบบ “กัดไม่ปล่อย” เป็นคนที่ประสบความล้มเหลวมาแล้วทุกอย่าง ทั้งชีวิตและการงาน ตั้งแต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ล้มเหลวในชีวิตรัก ล้มเหลวในเรื่องการงาน ทำธุรกิจเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ จนในที่สุดกลายเป็นคนประสบผลสำเร็จในการเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ความล้มเหลวของตัวเองและผู้อื่น ปลุกปลอบสร้างกำลังใจให้คนที่กำลังล้มเหลวลุกขึ้นสู้ หนังสือของเขาคือ<span style="color: #993300;"> Dare To Fail</span> หรือฉบับภาษาไทยชื่อ <span style="color: #993300;">“กล้าล้มเหลว”</span></p>
<p>ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจฝึกอบรมสัมมนา พัฒนาทักษะ และสร้างกำลังใจให้แก่คนในองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยนำเอาประสบการณ์อันเจ็บปวดขมขื่นของตนเองมาบอกเล่าให้คนอื่นๆฟัง แปรความล้มเหลวให้เป็นพลังในการต่อสู้ กล้าที่จะพบกับความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวจะทำให้แข็งแกร่ง เพราะความแข็งแกร่งจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด</p>
<p>ผมเชื่อว่า ทุกคนมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองล้มเหลวในบางสิ่งบางอย่าง และมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอย่างที่สุดในทุกๆเรื่อง จนไม่มีจิตใจที่จะทำอะไร มองไปทางไหนมีแต่ความมืดมัว สิ้นหวัง ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่ชีวิตอยู่ในมุมมืด เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้คนหลายคนตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่เหนือความคาดหมายของผู้คน หรือแม้แต่ความคาดหมายของตนเอง การตัดสินใจในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะเป็นแรงเหวี่ยงที่มีผลอย่างแรงต่อชีวิต เป็นจุดวิกฤติที่สามารถชี้เป็นชี้ตายกันเลยทีเดียว</p>
<p><span id="more-357"></span></p>
<p>คนที่ไม่สามารถผ่านจุดนี้ต่างก็ลาโลกไปด้วยลักษณะอาการต่างๆกัน หรือกลายเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะไปมากต่อมาก แต่คนที่ผ่านจุดนี้มาได้ ก็จะสามารถยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้งหนึ่ง จุดวิกฤติดังกล่าวนี้อาจไม่ได้มีครั้งเดียวเสมอไป บางคนอาจพบเจอหลายๆครั้งในชีวิต ถ้ารอดมาได้ก็จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่บิลลี่ ลิม เคยผ่านมาแล้ว จนกลายเป็นคนประสบความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับมากคนหนึ่ง ส่งอิทธิพลความคิดต่อคนอีกเป็นจำนวนมาก ให้กล้าสู้กับความล้มเหลวอย่างไม่ย่อท้อ</p>
<p>ผมชอบคำพูดของเขาประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า <span style="color: #993300;">“ทำบางสิ่งบางอย่างแล้วล้มเหลวยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”</span> (Trying and failing in something is far better than doing and succeeding in nothing.) ประโยคนี้จะว่าไปแล้วใครๆก็พูดได้ แต่จะให้มีคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็นแล้วก็ต้องอกจากปากคนที่เคยประสบพบเห็นความล้มเหลวมาอย่างโชกโชนเฉกเช่น บิลลี่ ลิม นี่แหละ และคนที่จะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ย่อมเป็นคนที่เคยประสบกับความล้มเหลวมาก่อน คล้ายๆกับคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอๆว่า<span style="color: #993300;"> “อกหักดีกว่ารักไม่เป็น” </span>ซึ่งคนที่เคยอกหักเท่านั้นแหละจึงจะซาบซึ้งถึงใจในคำพูดนี้</p>
<p>ผมไม่ได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างเอกอุในเรื่องใดๆเลย สาบานได้ ชีวิตของผมมีแต่ล้มลุกคลุกคลานเปื้อนฝุ่นเปื้อนโคลนตลอดมา การที่สืบลมหายใจต่อชีวิตมาได้ก็อาศัยลูกตื้อเป็นหลัก ถูกถีบถูกผลักโดยความล้มเหลวก็สู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงแบบไม่ยอมปล่อย ดังนั้น เมื่อได้อ่านเรื่องราวของบิลลี่ ลิม คราวใดก็ชอบใจคราวนั้น โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะถึงวันของเราบ้าง อย่างที่บิลลี่ ลิม ได้ไปถึงวันของเขาแล้ว</p>
<p>หวังว่าโพสต์นี้จะช่วยเพิ่มเติมพลังให้แก่ใครก็ตามที่กำลังคิดว่าตนเองพลังหดหาย ไฟชีวิตกำลังมอด อันที่จริงแล้วผมตั้งใจเขียนเพื่อปลุกปลอบใจตนเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เผื่อให้คนอื่นๆด้วย ซึ่งหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายบ้าง นิดๆหน่อยๆก็ยังนับว่าดีกว่าไม่มีอะไรเลย</p>
<p>ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบ สวัสดีครับ.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/9/10 */
google_ad_slot = "0259096411";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/billy-lim-dare-to-fail/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad and The Ugly 4 (จบล่ะ)</title>
		<link>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-the-good-the-bad-and-the-ugly-4-%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%88</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-the-good-the-bad-and-the-ugly-4-%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%88#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 08:08:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[นายกับลูกน้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้องสมองใส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=189</guid>
		<description><![CDATA[
ผมเขียนเรื่องชุดลูกน้องสมองใสมาแล้ว 3 ตอน ทิ้งเวลาไปนานแสนนานหลายเดือนจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ายังมีภารกิจเรื่องนี้ค้างอยู่ พอได้โอกาสเหมาะก็เลยมาปิดเรื่องเสียในครั้งนี้
ลูกน้องสมองใส 3 ตอนที่ผ่านมานั้น ตอนที่ 1 ปูพื้นฐานความเป็นมาของลูกน้องประเภทต่างๆ ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของ The Good Band : พวกทำดี ตอนที่ 3 เป็น The Bad Band : พวกมีเลว และมาถึงตอนที่ 4 สุดท้าย คือ The Ugly Band : พวกมีเหลว อันเป็นพวกสุดท้าย
พวกมีเหลวนี้เป็นลูกน้องที่ทำให้หัวหน้าหรือเจ้านายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเล่นไม้แข็งก็ไม่เต็มที่ จะเล่นไม้นวมก็ไม่เต็มมือ เรียกว่าเป็นพวกท่าดีทีเหลวก็ได้ คล้ายๆว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ แต่มักจะตายตอนจบ หน่วยก้านดี ความคิดความอ่านเฉียบ บุคลิกน่าเชื่อถือ แต่เมื่อรับผิดชอบการปฏิบัติการ พวกนี้มักจะมือสั่น หรือจะเรียกว่าปากล้าขาสั่นก็ได้
ผมเคยมีลูกน้องประเภทนี้หลายคน เมื่อครั้งที่ผมทำงานในบริษัทที่ปรึกษาภาษีและกฎหมายธุรกิจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้านายใหญ่จะรับหัวหน้างานฝ่ายสัมมนา มีคนมาสมัครและสัมภาษณ์งานเป็นจำนวนหลายสิบ เจ้านายใหญ่ให้ผมเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ด้วยเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อว่าหากมีการยกเลิกสัญญาจ้างงานในภายภาคหน้า ผมจะได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเจรจาได้อย่างคล่องปาก (ผมเป็นมือปลดระวางคนครับ-ฮา)

มีรายหนึ่งครับเตะตาเตะใจเป็นพิเศษ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 0px 20px; border: 0px;" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/04/worker01.jpg" alt="" width="249" height="218" /></p>
<p style="text-align: justify;">ผมเขียนเรื่องชุดลูกน้องสมองใสมาแล้ว 3 ตอน ทิ้งเวลาไปนานแสนนานหลายเดือนจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ายังมีภารกิจเรื่องนี้ค้างอยู่ พอได้โอกาสเหมาะก็เลยมาปิดเรื่องเสียในครั้งนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ลูกน้องสมองใส 3 ตอนที่ผ่านมานั้น <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/61">ตอนที่ 1</a> ปูพื้นฐานความเป็นมาของลูกน้องประเภทต่างๆ <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/65">ตอนที่ 2</a> เป็นเรื่องของ <strong>The Good Band : พวกทำดี</strong> <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/92">ตอนที่ 3 </a>เป็น <strong>The Bad Band : พวกมีเลว</strong> และมาถึงตอนที่ 4 สุดท้าย คือ <strong>The Ugly Band : พวกมีเหลว</strong> อันเป็นพวกสุดท้าย</p>
<p style="text-align: justify;">พวกมีเหลวนี้เป็นลูกน้องที่ทำให้หัวหน้าหรือเจ้านายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเล่นไม้แข็งก็ไม่เต็มที่ จะเล่นไม้นวมก็ไม่เต็มมือ เรียกว่าเป็นพวกท่าดีทีเหลวก็ได้ คล้ายๆว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ แต่มักจะตายตอนจบ หน่วยก้านดี ความคิดความอ่านเฉียบ บุคลิกน่าเชื่อถือ แต่เมื่อรับผิดชอบการปฏิบัติการ พวกนี้มักจะมือสั่น หรือจะเรียกว่าปากล้าขาสั่นก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;">ผมเคยมีลูกน้องประเภทนี้หลายคน เมื่อครั้งที่ผมทำงานในบริษัทที่ปรึกษาภาษีและกฎหมายธุรกิจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้านายใหญ่จะรับหัวหน้างานฝ่ายสัมมนา มีคนมาสมัครและสัมภาษณ์งานเป็นจำนวนหลายสิบ เจ้านายใหญ่ให้ผมเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ด้วยเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อว่าหากมีการยกเลิกสัญญาจ้างงานในภายภาคหน้า ผมจะได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเจรจาได้อย่างคล่องปาก (ผมเป็นมือปลดระวางคนครับ-ฮา)</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-189"></span></p>
<p style="text-align: justify;">มีรายหนึ่งครับเตะตาเตะใจเป็นพิเศษ ในการพูดคุยกันวันแรกผู้สัมภาษณ์ก็เห็นพ้องต้องกันว่า คนนี้แหละตรงความต้องการ เพรามีประสบการณ์ตรง ความคิดความอ่านแสดงว่าเป็นงาน บุคลิกก็ดี พูดจาฉะฉาน จึงให้ฝ่ายบุคคลโทรศัพท์เรียกมาคุยกันในวันรุ่งขึ้น เตรียมโจทย์งานไว้ให้ เกี่ยวกับเรื่องสัมมนาที่วางแผนไว้ว่าจะจัดในเดือนถัดไป ให้ไปเตรียมแผนงานมานำเสนอ ว่าจะทำอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องเตรียมเนื้อหา เชิญวิทยากร จัดหาสถานที่ และทำการตลาด โดยให้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อถึงเวลานัด ก็มาตรงตามนัด เตรียมคำตอบมาพร้อมสรรพ เป็นที่พอใจของคณะผู้สัมภาษณ์ จึงตกลงว่า หมอนี่แหละคือคนที่เหมาะที่จะมารับผิดชอบงานนี้ แทนคนเก่าที่ออกไป (โดยบริษัทมอบหมายให้ผมเป็นผู้บอกเลิกสัญญา-ฮา) ดังนั้นจึงตกลงรับเข้าทำงาน โดยให้รับผิดชอบงานที่เจ้าตัวจัดทำแผนมานั่นแหละเป็นงานแรก ซึ่งอันที่จริงแล้ว คนเก่าที่ออกไปเขาจัดเตรียมเรื่องราวไว้หมดแล้ว คนใหม่เพียงแต่มาศึกษารายละเอียดแล้วสานต่อได้เลย</p>
<p style="text-align: justify;">ปรากฏว่า เมื่อถึงขั้นตอนปฏิบัติการ ทั้งการออกไปติดต่อเชิญวิทยากร การติดต่อเจรจาเรื่องสถานที่กับโรงแรมเจ้าประจำ การอกตลาดพบปะลูกค้า หัวหน้าฝ่ายสัมมนาคนใหม่ต้องให้ลูกน้องออกหน้า จนลูกน้องกลับมาบ่นพึมพำงึมงำด้วยความเบื่อหน่าย ลูกน้องกลับมาบอกว่า อะไรๆที่หัวหน้าควรทำก็ให้ลูกน้องทำหมด ทั้งการพูดคุยกับวิทยากร การเจรจาเช่าสถานที่ สรุปว่า หัวหน้ากลายเป็นคนขับรถให้ลูกน้อง ซึ่งผิดกับท่าทางและการแสดงออกในห้องประชุมตอนเสนองานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ</p>
<p style="text-align: justify;">เจ้านายใหญ่ผู้เป็นเจ้าของบริษัท เรียกผมเข้าไปคุยเรื่องหัวหน้าฝ่ายสัมมนา ว่าจะเอายังไง งานก็ใกล้เข้ามาแล้ว คืบหน้าไปได้ไม่เท่าไร งานที่เกิดขึ้นก็เป็นผลมาจากพนักงานระดับล่างสุดเป็นผู้ทำ ในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาคู่คิด “จะเอายังไงดี พี่ชักเป็นห่วงงาน” เจ้านายใหญ่ว่ายังงั้น ส่งสัญญาณว่าดัชนีอยู่ในแดนลบตั้งแต่ตอนเพิ่งเปิดตลาด</p>
<p style="text-align: justify;">ผมเลยเสนอความคิดเห็นไปว่า ความคิดเขาดี แล่นปรูดปราด อยากได้ความคิดใหม่ๆ แปลกๆ เขามีให้และเข้าทีด้วย ดังนั้น เอาไว้เป็นกระปุกความคิด ตั้งโจทย์ให้คิด แล้วเอาความคิดของเขามาทำ ให้คนอื่นทำไปก่อน เอาคนที่อยู่รองลงไปให้มาทำหน้าที่แทนไปพลางๆ ให้เขาไปเป็นผู้สังเกตการณ์ ออกความคิดเห็น แบบนี้น่าจะดี จบงานแล้วค่อยว่ากัน เพราะงานกระชั้นมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">นี่แหละครับ ตัวอย่างของ พวกมีเหลว ที่ผมรู้จัก ลูกน้องประเภทนี้มีอยู่จำนวนหนึ่ง คนพวกนี้ถ้าให้คิดละก็สมองจะแล่นปรูดปราด โครงการร้อยแปดพันเก้าหลั่งไหลออกมาทันที แต่ถ้าให้ลงมือปฏิบัติด้วยมีโอกาสงานเดี้ยงเป็นส่วนมาก ดังนั้น จึงเหมาะที่จะจ้างมาให้ศึกษาข้อมูลแล้วคิดงาน เพื่อส่งให้คนอื่นไปเอาทำ</p>
<p style="text-align: justify;">ตอนจบของรายนี้ก็คือ ผมได้ทำหน้าที่เป็นผู้บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลไม่ผ่านการทดลองงาน ส่วนตัวแล้วก็นึกเสียดายเขาอยู่เหมือนกัน เพราะให้คิดอะไร ให้แสดงความคิดเห็นเรื่องใด เขาจะมีความคิดดีๆอยู่เสมอ แต่เมื่อมาอยู่ผิดที่จึงต้องออกไป ด้วยว่า ที่แห่งนี้ต้องการคนทำ ไม่ได้ต้องการคนคิด</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเจอลูกน้องประเภทนี้ ก็ลองพิจารณาดูนะครับว่า พอจะใช้งานเขาได้ในเรื่องใดบ้าง หากมีช่องทางที่จะใช้ความสามารถในการคิด วางแผน ของคนประเภทนี้ก็ใช้เถิด พวกมีเหลวนั้นมีข้อด้อยในเรื่องการทำ ส่วนการคิดนั้นไม่ต้องห่วง</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #3366ff;"><span style="text-decoration: underline;">สรุปท้ายนิดๆ</span></span></h3>
<p style="text-align: justify;">นี่แหละครับ เรื่องของ ลูกน้องสมองใสทั้งสามกลุ่ม คือ The Good Band, The Bad Band และ The Ugly Band ตามที่ผมได้ประสบมากับตัวเอง ในสมัยที่ยังโลดแล่นอยู่ในโลกของการเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง ทั้งสามประเภทนี้ ต่างก็มีดี มีด้อย เช่นกัน ต่างกันที่ความเข้มข้นของแต่ละประเภทนั้น ใครจะมีมากว่ากัน ใครมีแนวโน้มไปทางใดมากก็จัดให้อยู่ในประเภทนั้น เมื่อเจอลูกน้องประเภทใด หัวหน้าก็พยายามใช้งานให้ถูกจริตเขาก็แล้วกันครับ</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้ก็มาว่าถึงเรื่องที่ผมบอกไว้ในตอนที่ 1 ว่า ผมประเมินตัวเองอยู่ในลูกน้องประเภทใด ผมเฉลยว่าเป็น The Bad Band : พวกมีเลว แบบที่ 1 คือ พวกมีเลวตลอด 60 ส่วน บวกกับ The Good Band : พวกทำดี แบบที่ 1 คือ พวกทำดีตลอด 40 ส่วน เป็นการผสมผสานส่วนตรงกันข้ามที่เกือบจะลงตัวครับ มีความโน้มเอียงไปในทางดื้อรั้นแบบพวกเลวตลอด แต่ยังดีที่มีสำนึกแบบพวกดีตลอดมาถ่วงดุลเอาไว้ ในบางครั้งผมจึงเย็นเหมือนน้ำแข็ง บางครั้งร้อนเหมือนไฟ โดยเฉพาะตอนบอกเลิกสัญญากับพนักงานนั้น ไฟดีๆนี่เอง เหอๆ</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ยังดีที่ตอนเตรียมตัวแก่ นิสัยของพวกดีตลอดค่อยๆเบียดบังพวกเลวตลอดให้ค่อยๆถอยไป ถอยไป ดังนั้นปัจจุบันนี้นรกจึงเย็นลงมากแล้วสำหรับผม</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>เมื่อมาถึงตอนนี้ ก็ขอจบเรื่องลูกน้องสมองใสไว้เพียงเท่านี้ โอกาสหน้าฟ้าใหม่ เปลี่ยนธีมใหม่ คงจะได้คุยเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง สวัสดี.</strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/working-life-the-good-the-bad-and-the-ugly-2" title="ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad  and The Ugly (1) (March 14, 2008)">ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad  and The Ugly (1)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/how-to-be-a-good-boss-01" title="How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (1) (March 3, 2008)">How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (1)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/the-good-the-bad-and-the-ugly-2-post-2" title="ลูกน้องสมองใส : The Good,The Bad  and The Ugly (2) (March 17, 2008)">ลูกน้องสมองใส : The Good,The Bad  and The Ugly (2)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/phyatak-role-model-of-leadership" title="ผู้นำแบบพระยาตาก (April 16, 2008)">ผู้นำแบบพระยาตาก</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/how-to-be-a-good-boss-2" title="How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (2) (March 3, 2008)">How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (2)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-the-good-the-bad-and-the-ugly-4-%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%88/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>How To Be a Good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี 5 (จบแล้ว)</title>
		<link>http://kosoltalk.com/how-to-be-a-good-boss-5</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/how-to-be-a-good-boss-5#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 04:09:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Boss]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้านายกับลูกน้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=187</guid>
		<description><![CDATA[
เขียนชุดเจ้านายกับลูกน้องไว้แล้วอย่างละ 3 ตอน ว่างเว้นไปนาน สำหรับเรื่องเจ้านายนี้ ตอนที่ 1 , ตอนที่ 2 , ตอนที่ 3 และ ตอนที่ 4 เขียนไว้นานแล้ว ทีนี้จะขอฉายม้วนจบเสียที โดยตบท้ายด้วยเจ้านายประเภทที่ 4 คือ เจ้านายหัวใจเน่า
เมื่อเห็นชื่อแล้ว คงไม่ต้องอธิบายความหมายเพิ่มเติม เพราะคำว่าเน่าบอกความหมายชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ว่าเจ้านายประเภทนี้เป็นผู้ร้ายแน่นอน เพราะอะไรก็ตามที่ถึงขนาดเน่าแล้ว ย่อมด้อยค่าจนถึงไร้ค่า ไม่เป็นที่ปรารถนาของใครๆ เจ้านายก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นพวกหัวใจเน่าแล้ว ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของลูกน้องแน่ๆ แต่ทำไมจึงเป็นที่ต้องการของนายจ้าง หรือบริษัท เรื่องนี้ก็อยู่เหนือการรับรู้ของลูกน้องแล้วครับ
ในชีวิตการทำงานที่วนเวียนอยู่ในฐานะลูกน้อง ผมได้พบเจอเจ้านายประเภทนี้อยู่บ้าง โดยพบเห็นน้อยกว่าประเภทอื่นๆ แต่สร้างความเสียหายให้แก่จิตใจของลูกน้องเป็นอย่างยิ่ง เจ้านายหัวใจหนืดที่เสนอไว้ในตอนที่ 4 ที่ว่าแน่ๆ ยังแพ้ไปเลย
มาลองดูว่า เจ้านายหัวใจเน่า มีคุณสมบัติเน่าๆอะไรบ้าง  ดังต่อไปนี้&#8230;

1. ความคิดเน่า นั่นคือ คิดงานคิดงานก็ไม่เป็น ไม่เข้าท่า แถมด้วยคิดเล็กคิดน้อย คิดหวาดระแวง คิดอิจฉาริษยา คิดไม่ซื่อ ต่อลูกน้อง เห็นลูกน้องดีก็ไม่สนับสนุน เห็นลูกน้องเก่งก็หวาดระแวง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="None"></a></p>
<p style="text-align: justify;">เขียนชุดเจ้านายกับลูกน้องไว้แล้วอย่างละ 3 ตอน ว่างเว้นไปนาน สำหรับเรื่องเจ้านายนี้ <a href="http:/how-to-be-a-good-boss-01">ตอนที่ 1</a> , <a href="http:/how-to-be-a-good-boss-2">ตอนที่ 2</a> , <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/59">ตอนที่ 3</a> และ <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/94">ตอนที่ 4 </a>เขียนไว้นานแล้ว ทีนี้จะขอฉายม้วนจบเสียที โดยตบท้ายด้วยเจ้านายประเภทที่ 4 คือ <strong><span style="color: #993300;">เจ้านายหัวใจเน่า</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเห็นชื่อแล้ว คงไม่ต้องอธิบายความหมายเพิ่มเติม เพราะคำว่าเน่าบอกความหมายชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ว่าเจ้านายประเภทนี้เป็นผู้ร้ายแน่นอน เพราะอะไรก็ตามที่ถึงขนาดเน่าแล้ว ย่อมด้อยค่าจนถึงไร้ค่า ไม่เป็นที่ปรารถนาของใครๆ เจ้านายก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นพวกหัวใจเน่าแล้ว ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของลูกน้องแน่ๆ แต่ทำไมจึงเป็นที่ต้องการของนายจ้าง หรือบริษัท เรื่องนี้ก็อยู่เหนือการรับรู้ของลูกน้องแล้วครับ</p>
<p style="text-align: justify;">ในชีวิตการทำงานที่วนเวียนอยู่ในฐานะลูกน้อง ผมได้พบเจอเจ้านายประเภทนี้อยู่บ้าง โดยพบเห็นน้อยกว่าประเภทอื่นๆ แต่สร้างความเสียหายให้แก่จิตใจของลูกน้องเป็นอย่างยิ่ง เจ้านายหัวใจหนืดที่เสนอไว้ในตอนที่ 4 ที่ว่าแน่ๆ ยังแพ้ไปเลย</p>
<p style="text-align: justify;">มาลองดูว่า เจ้านายหัวใจเน่า มีคุณสมบัติเน่าๆอะไรบ้าง  ดังต่อไปนี้&#8230;</p>
<p><span id="more-187"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;">1. ความคิดเน่า</span></strong> นั่นคือ คิดงานคิดงานก็ไม่เป็น ไม่เข้าท่า แถมด้วยคิดเล็กคิดน้อย คิดหวาดระแวง คิดอิจฉาริษยา คิดไม่ซื่อ ต่อลูกน้อง เห็นลูกน้องดีก็ไม่สนับสนุน เห็นลูกน้องเก่งก็หวาดระแวง คิดแต่จะหาทางเอาประโยชน์จากลูกน้องถ่ายเดียว ดังนั้น ผลงานที่ปรากฏเป็นตัวเป็นตนซึ่งล้วนแต่มาจากลูกน้อง เมื่อออกสู่สายตาท่านผู้ชมแล้ว งานนั้นกลับกลายเป็นว่าเกิดขึ้นจากความเก่งกาจของตนเอง โดยไม่ให้เกียรติต้นทางเขาเลย เป็นการเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ลูกน้องนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;">2.คำพูดเน่า</span></strong> นั่นคือ ปากไม่ดี ทั้งปากเหม็น คือปากไม่น่าฟัง พูดจากสุนัขไม่รับประทาน ปากไม่มีหูรูด คือพูดได้ทุกเรื่อง แต่ละเรื่องล้วนไม่ส่งเสริมเติมประโยชน์อะไร ปากเป็นสี คือใส่สีใส่ไข่ในเรื่องต่างๆ เป็นแต่ติ ไม่มีชม ถ้าหากเรื่องจะเข้าตัวแล้วล่ะก็ เจ้านายประเภทนี้จะแต่งสีสันเรื่องราวแล้วโยนออกไปไกลตัว คนที่ชั่วก็คือลูกน้องนั่นแหละครับ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;">3.การกระทำเน่า</span></strong> นั่นคือ ยึดเอาประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ปกป้องตนเองอย่างขันแข็ง ขีดวงกำหนดเขตแดนของตัวเองโดยไม่สนใจผู้ร่วมงาน พฤติกรรมเป็นที่น่ารังเกียจและเป็นที่รังเกียจของคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ยกเว้นลูกน้องที่เข้าด้วยซึ่งเป็นประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ใช้อำนาจในการปกป้องสถานะของตนเอง มากกว่าที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ร่วมงานให้มีโอกาสในการแสดงความสามารถ เพื่อเติบโตในลำดับขั้นต่อๆไป เจ้านายประเภทนี้ชอบเตะสกัดดาวรุ่งเป็นยิ่งนัก</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;">4.การกระทำในข้อ 1-3</span></strong> แสดงให้เห็นถึงสภาพภายในของเจ้านายประเภทนี้ คือ ใจ จิตใจ หัวใจ ที่เน่าแล้ว ไม่มีดี ไม่มีอะไรน่าพิสมัย ดังนั้น จึงมักเป็นคนโดดเดี่ยว ประเภท Lonely in the Crowd คือโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมาย จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารคนประเภทนี้นะครับ เขามีความทุกข์มากกว่าความสุข ยิ่งสูงก็ยิ่งทุกข์ เพราะขาดฐานกำลังที่แท้จริง คนที่เข้าด้วยก็ล้วนแต่เพื่อผลประโยชน์เช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">คนประเภทนี้แม้มีน้อย แต่ก็มีจริงๆ มีอำนาจ มีตำแหน่ง แต่เหมือนไม่มี เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความมั่นคงอะไรเลย แต่ชะตาชีวิตมักเล่นตลกให้คนประเภทนี้มีอำนาจวาสนาใหญ่โต หากพูดตามกำแห่งกรรมก็เชื่อว่า เขาทำกรรมดีอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ ส่งผลทำให้มาเป็นหัวหน้าคน แต่เขาก็ทำกรรมไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย จึงทำให้เป็นคนหัวใจเน่า ตัวเองมีความทุกข์แล้วไม่พอ ยังสร้างความทุกข์ให้ลูกน้องอีก ถ้าเป็นเผด็จการก็เป็นเผด็จการอมทุกข์ เหมือนฮิตเลอร์ตอนที่รู้ว่าจะแพ้สงครามนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเรามีเจ้านายประเภทนี้ก็ต้องทำใจอย่างเดียวครับ พร้อมกับทำงานของเราให้ดีที่สุด บอกตัวเองเสมอๆว่า อดทนไว้เถอะโยม อะไรๆก็ไม่จีรังยั่งยืนหรอก เขามาได้ก็ไปได้ หรือเราก็อาจไปเอง ทำแบบนี้ได้จึงจะเป็นการดี คิดอีกทางหนึ่งว่า เขาเป็นคนที่น่าสงสาร มีความทุกข์มากว่าเรา แบกภาระมากว่าเรา ดังนั้น แม้ไม่ชอบก็ไม่ต้องรังเกียจ เพราะถ้าเรารังเกียจเราก็ทุกข์ไปเปล่าๆ สู้เอาแรงกายแรงใจทำงานดีกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าใครอ่านแล้วสะกิดใจว่าตนเองเป็นเจ้านายแบบนี้ แม้เพียงนิดๆก็ลองตรวจตราจิตใจตัวเองดูนะครับ ว่าเป็นเช่นนี้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นจริงๆก็หาทางปรับปรุงบ้าง อันตัวเราเป็นมนุษย์สุดประเสริฐ ย่อมเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองได้ ได้น้อยๆก็ยังดีกว่าไม่ทำอันใดเลย</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">บทสรุป</span></span></h3>
<p style="text-align: justify;">เรื่องเกี่ยวกับเจ้านายชุด “How To Be a Good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี” ก็จบลงในตอนนี้แล้ว เจ้านายทั้ง 4 ประเภทคือ เจ้านายหัวใจแม่น้ำ เจ้านายหัวใจเนียน เจ้านายหัวใจหนืด และเจ้านายหัวใจเน่า ทั้งสี่ประเภทนี้เสมือนแม่น้ำสายหลัก แต่ละสายก็มีสาขาแยกย่อยอกไปมากมายหลายหลาก กว้างยาวไม่เท่ากัน คดเคี้ยวไม่เท่ากัน สีสันไม่เหมือนกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่สายน้ำไหลผ่าน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่ออ่านแล้วหวังว่าคงจะพอจุดประกายความคิดได้บ้างนะครับ ในการนำไปพินิจพิเคราะห์เจ้านายของแต่ละคน หรือพินิจพิเคราะห์ตนเองก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ว่ามีแนวโน้มอยู่ในเจ้านายประเภทใดมาว่ากัน ถ้ามีแนวแนวโน้มใน 2 ประเภทแรกก็น่าอุ่นใจหน่อย ถ้ามีแนวโน้มว่าอยู่ใน 2 ประเภทหลังก็ต้องหาทางเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่จะโดยวิธีใดนั้นก็สุดแท้แต่ท่านจะคิดการณ์กันเอาเองนะครับ</p>
<p>ขอบคุณมากครับ<br />
<strong><a href="http://kosoltalk.com">โกศล อนุสิม</a></strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/how-to-be-a-good-boss-5/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล</title>
		<link>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%86%e0%b9%81</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%86%e0%b9%81#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jun 2008 16:22:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[การแก้จิตตก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีชนะอุปสรรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=173</guid>
		<description><![CDATA[

 
ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ  หรือโดยเหตุอันไม่สมควร  จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ  นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ  ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย
 เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้  หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ  เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ  วิ่งกระตุกๆ  นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์  จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว
 คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย  พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น  ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง

 ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง  เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง  หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น  เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ
 อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน  เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่  จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน  ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ  ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน  แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี
สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน  ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน  โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง  อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน
 และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 เหลือเกิน  มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่คงเสียวสันหลังวาบๆ  ยกเว้นพวกที่รวยหรือกำลังรวยด้วย Amazon บ้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://farm1.static.flickr.com/78/200983454_6de1338ddd.jpg" alt="ภาพจาก flickr.com" width="276" height="355" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;" align="center"><span style="font-size: small;"><strong></strong><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือโดยเหตุอันไม่สมควร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>วิ่งกระตุกๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span id="more-173"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 เหลือเกิน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่คงเสียวสันหลังวาบๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยกเว้นพวกที่รวยหรือกำลังรวยด้วย </span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">Amazon <span lang="TH">บ้าง </span>Google Adsense <span lang="TH">บ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็คงไม่ค่อยเสียวเท่าไร</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ผมมีวิธีปลุกปลอบใจให้ยืนหยัดฝ่าฟันวิกฤตมาเสนอ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เป็นวิธีการที่ได้ผลมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยืนยันด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเองครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยเฉพาะความทุกข์ยากอันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำให้กำลังใจหล่นหาย จิตใจเหมือนถูกละลายอ่อนยวบยาบ ก็ลองนำไปใช้ดู</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">1. <span lang="TH">คิดถึงคนที่รักที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนเดียวหรือหลายๆคนก็ไม่ผิดกติกา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพราะคนที่เรารักเป็นกำลังใจให้เราได้ดีที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตัวผมนั้น เมื่อจิตตกทีไร คนที่ผมคิดถึงเป็นลำดับแรกคือ พ่อกับแม่ครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผมคิดถึงและอธิษฐานขอบารมีความรักจากพ่อแม่ ให้คุ้มครองลูก เป็นกำลังใจแก่ลูกด้วยเถิด<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>เชื่อเถอะครับ ไม่มีพลังใดจะเท่าพลังความรักของพ่อแม่ที่มีแก่ลูก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพียงแค่เราคิดถึงความรักที่พ่อแม่มีให้เรา กำลังใจก็มาแล้ว ทำให้เราคิดต่อไปว่า กว่าพ่อแม่เลี้ยงเราโตท่านต้องลำบากขนาดไหน แล้วเราก็เป็นอภิชาติบุตร ทำสิ่งดีๆเป็นเกียรติเป็นศรีแก่พ่อแม่ เราต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จากนั้นก็คิดถึงลูกเมีย ที่ต้องการให้เราอยู่ด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราต่างต้องการกันและกัน ฉะนั้นต้องเข้มแข็งเอาไว้&#8230;</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">2. คิดถึงช่วงที่เคยลำบากที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนทุกคนต้องมีช่วงลำบากที่สุดของชีวิตที่ผ่านมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ขนาดตอนนั้นเรายังผ่านมาได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตอนนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ต่อไปข้างหน้าย่อมจะเจออีก อาจหนักกว่านี้ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อคิดถึงช่วงที่ลำบากที่สุดที่เคยประสบมา จะทำให้เราได้คิด มีสติปัญญา นึกถึงการแก้ไขปัญหาที่เราเคยทำมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็จะทำให้มีความคิดดีๆเกิดขึ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">3.<span lang="TH">คิดถึงช่วงที่มีความสุขที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทุกคนย่อมจะมีช่วงที่มีความสุขที่สุดมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ชีวิตของเรายังเคยมีความสุขแบบนั้นมาแล้ว อาจหลายครั้งในชีวิต<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ฉะนั้น มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่มีแบบนั้นอีก ถ้าเรามีชีวิตอยู่ต่อไป ผ่านพ้นช่วงแย่ๆนี้ไปแล้ว เราก็จะได้พบช่วงดีๆมีความสุขอีกแน่นอน</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">4.คิดถึงคนที่เคยลำบากยิ่งกว่าเรา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนทุกคนต้องเคยได้ยินเรื่องราวแย่ๆของคนอื่นมาแล้วอย่างแน่นอน อาจเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนที่มีชื่อเสียง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ที่เขาเคยตกต่ำแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้จนได้รับชัยชนะในชีวิต<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดถึงคนอื่นๆที่เคยยากลำบากแล้ว ทำให้เรามีกำลังใจ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">5.เลิกคิดทุกอย่าง เพราะคิดแล้วมีแต่ความเครียด บั่นทอนจิตใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นไม่ต้องคิด อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>บอกตัวเองว่า คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่คิดเสียดีกว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดแล้วอะไรดีขึ้นค่อยคิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตอนนี้ให้ทำตัวเป็นคนโง่ คือไม่มีความคิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จากนั้นก็หาอะไรที่ชอบที่สุดทำในช่วงนี้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เช่น อยากอ่านหนังสืออะไรก็หามาอ่าน ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ห้องสมุดสาธารณะ ยืนอ่านในร้านหนังสือ ก็ทำไปเถอะ อยากดุหนัง ฟังเพลง ก็ไปดูไปฟัง อย่าลืมพกความโง่ไปด้วย คือไม่ต้องคิดอะไร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จะนอนอุตุสักวันสองวันก็นอนไป แบบให้สมองกลวง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เชื่อผมเต๊อะ ใจก็จะสงบขึ้น ในที่สุด ความคิดดีๆก็จะเกิดขึ้นมาเอง นี่ช่วยได้จริงๆ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">จะเลือกหนึ่งในหก หรือกี่ข้อ หรือทั้งหมดก็ได้ทั้งนั้นครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ผมแนะนำว่า ข้อที่ 1 ควรเป็นข้อบังคับ ส่วนข้ออื่นๆให้เลือกได้ตามอัธยาศัย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ ต้องทำแบบโง่ๆ อย่าสงสัย อย่าคิดมาก อย่าเล็งผลเลิศล่วงหน้าและอย่าเล็งผลแย่ไว้ก่อน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>สำเร็จก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เสียอะไร</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ผมรับรองว่า ผมรอดชีวิตลุ่มๆดอนๆในอดีตมาด้วยวิธีเหล่านี้แหละ<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ทำให้ยังมีชีวิตอยู่ ได้อาศัยอยู่ในที่ลุ่มบ้างดอนบ้างในปัจจุบัน <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>แต่ก็ยังดีกว่าจมเลนแบบหาศพไม่เจอ ใช่ไหม?</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">เมื่อคุณสักคนนำไปใช้ <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>กำลังใจที่ทรุดโทรมอาจหายขาด แล้วพุ่งปรูดปราดสู่ความสำเร็จในชีวิตแบบผิดคาดไปเลยก็ได้ ใครจะรู้.</span></span></p>
<p> </p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/9/10 */
google_ad_slot = "9297757900";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/albert-einstein-said-that-imagination-is-more-important-than-knowledge" title="จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (January 28, 2008)">จินตนาการสำคัญกว่าความรู้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/life-talk" title="เจ้าชีวิต (April 25, 2008)">เจ้าชีวิต</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/dhamma-delivery-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="Dhamma Delivery : ธรรมะสร้างกำลังใจ ล้างทุกข์ของลูกหนี้ (February 8, 2008)">Dhamma Delivery : ธรรมะสร้างกำลังใจ ล้างทุกข์ของลูกหนี้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/life-in-the-dark-side" title="เราต่างก็พบมุมมืดของชีวิต (March 1, 2008)">เราต่างก็พบมุมมืดของชีวิต</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88" title="เกิดเป็นคนใหม่ให้ดีกว่าเดิม (February 12, 2008)">เกิดเป็นคนใหม่ให้ดีกว่าเดิม</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b9%86%e0%b9%81/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พวงมาลัยเพื่อชีวิต</title>
		<link>http://kosoltalk.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jun 2008 19:09:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กขายพวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[

 
เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว&#8230;
 
ผมก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่ชอบรถติด  ยิ่งเวลาเร่งรีบนั้นดูเหมือนรถจะชอบติดนาน  ทั้งๆที่จริงแล้วก็ติดไม่นานไปกว่าที่เคยติด  แต่ความรีบร้อนทำให้ความรู้สึกของเราเร็วขึ้นไปอีกเท่าหนึ่ง  จริงทำให้รถติดนานเป็นสองเท่า  ยิ่งรีบมากเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนเวลารถติดจะนานมากขึ้นเท่านั้น
            ผมก็เป็นเหมือนกับคนอื่น  ที่ไม่ชอบไฟแดง  โดยเฉพาะไฟแดงที่ทำให้รถเราหยุดเป็นคันแรก  ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามจะเป็นคันสุดท้ายที่ผ่านไฟเขียว  ซึ่งบ่อยครั้งก็คือไฟเหลือง  และนานๆครั้งลักไก่ไปตามรถคันหน้าทั้งๆที่ไฟแดงสว่างขึ้นแล้ว
 ผมให้สงสัยอยู่ว่า  จะมีคนขับรถสักกี่คนที่ไม่เคยลักไก่ฝ่าไฟแดงแบบนี้

ถ้าเรารีบแต่รถติดนั้นจะทรมานมาก   หงุดหงิดรำคาญไปหมด  เปิดเพลงฟัง  เพลงก็ไม่ไพเราะ  ถ้าไม่รีบก็ค่อยยังชั่วหน่อย  ฟังเพลงไป หรือคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป  มองรถคันข้างๆบ้าง  มองคันหน้าบ้าง  หรือร้องเพลงคลอไปตามเพลง  มีความสุขดีพอประมาณ 
เมื่อรถติด  คนใช้รถใช้ถนนไม่ชอบแน่   แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบอย่างแน่นอน  นั่นคือ เด็กและผู้ใหญ่ที่ขายพวงมาลัยและเช็ดกระจกตามสี่แยก   เมื่อรถติด พวกเขาได้ทำงาน  เมื่อได้ทำงานก็ได้เงิน แม้จะเป็นแค่เศษเงินที่บรรดาเจ้าของรถหยิบยื่นให้  แต่สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นคือรายได้ที่หาได้โดยสุจริต
คนให้อาจให้เพราะรำคาญ ให้เพราะอยากให้คนรับไปพ้นๆ  แต่สำหรับคนรับแล้ว มันคือค่าตอบแทนจากการทำงาน 
เมื่อก่อนนี้ ในวันที่อารมณ์ไม่ดี  ผมนึกรำคาญพวกเขา  โบกมือไล่  ในวันที่อารมณ์ดี  ผมนึกอยากช่วยพวกเขา  จึงซื้อพวงมาลัยบ้าง  ให้เช็ดกระจกบ้าง  เมื่อทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า  ปลื้มใจแบบหยิ่งอยู่ในทีว่า  ไอ้ตัวเรานี้ก็ไม่เบาเหมือนกัน 
แหม! ก็ได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส  แสดงว่าเราก็มีฐานะสูงส่งกว่าพวกนั้นอยู่หลายขั้น  อย่างน้อยๆก็เป็นผู้ให้บ้างล่ะ   
การได้เป็นผู้ให้นี่มันก็ทำให้เราตัวพองได้เหมือนกัน  นึกถึงพวกคุณหญิงคุณนายไฮโซทั้งหลาย ที่ทำการกุศลแล้วได้ออกทีวี หนังสือพิมพ์ เป็นข่าวแบบ Talk [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://www.bkknews.net/newbkk1/admin/picnews/veetee13-09-50.jpg" alt="" width="275" height="273" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;" align="center"><strong></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว&#8230;</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่ชอบรถติด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยิ่งเวลาเร่งรีบนั้นดูเหมือนรถจะชอบติดนาน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทั้งๆที่จริงแล้วก็ติดไม่นานไปกว่าที่เคยติด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ความรีบร้อนทำให้ความรู้สึกของเราเร็วขึ้นไปอีกเท่าหนึ่ง <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>จริงทำให้รถติดนานเป็นสองเท่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยิ่งรีบมากเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนเวลารถติดจะนานมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-tab-count: 1;">            </span><span lang="TH">ผมก็เป็นเหมือนกับคนอื่น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ที่ไม่ชอบไฟแดง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยเฉพาะไฟแดงที่ทำให้รถเราหยุดเป็นคันแรก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามจะเป็นคันสุดท้ายที่ผ่านไฟเขียว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ซึ่งบ่อยครั้งก็คือไฟเหลือง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และนานๆครั้งลักไก่ไปตามรถคันหน้าทั้งๆที่ไฟแดงสว่างขึ้นแล้ว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;"> </span><span lang="TH">ผมให้สงสัยอยู่ว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จะมีคนขับรถสักกี่คนที่ไม่เคยลักไก่ฝ่าไฟแดงแบบนี้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span lang="TH"><span id="more-166"></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ถ้าเรารีบแต่รถติดนั้นจะทรมานมาก<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>หงุดหงิดรำคาญไปหมด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เปิดเพลงฟัง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพลงก็ไม่ไพเราะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ถ้าไม่รีบก็ค่อยยังชั่วหน่อย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ฟังเพลงไป หรือคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มองรถคันข้างๆบ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มองคันหน้าบ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือร้องเพลงคลอไปตามเพลง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มีความสุขดีพอประมาณ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">เมื่อรถติด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนใช้รถใช้ถนนไม่ชอบแน่<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบอย่างแน่นอน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นั่นคือ เด็กและผู้ใหญ่ที่ขายพวงมาลัยและเช็ดกระจกตามสี่แยก<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>เมื่อรถติด พวกเขาได้ทำงาน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อได้ทำงานก็ได้เงิน แม้จะเป็นแค่เศษเงินที่บรรดาเจ้าของรถหยิบยื่นให้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นคือรายได้ที่หาได้โดยสุจริต</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">คนให้อาจให้เพราะรำคาญ ให้เพราะอยากให้คนรับไปพ้นๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่สำหรับคนรับแล้ว มันคือค่าตอบแทนจากการทำงาน</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">เมื่อก่อนนี้ ในวันที่อารมณ์ไม่ดี<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผมนึกรำคาญพวกเขา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โบกมือไล่<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในวันที่อารมณ์ดี<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผมนึกอยากช่วยพวกเขา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จึงซื้อพวงมาลัยบ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ให้เช็ดกระจกบ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ปลื้มใจแบบหยิ่งอยู่ในทีว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไอ้ตัวเรานี้ก็ไม่เบาเหมือนกัน</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">แหม</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">! <span lang="TH">ก็ได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แสดงว่าเราก็มีฐานะสูงส่งกว่าพวกนั้นอยู่หลายขั้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อย่างน้อยๆก็เป็นผู้ให้บ้างล่ะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">การได้เป็นผู้ให้นี่มันก็ทำให้เราตัวพองได้เหมือนกัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นึกถึงพวกคุณหญิงคุณนายไฮโซทั้งหลาย ที่ทำการกุศลแล้วได้ออกทีวี หนังสือพิมพ์ เป็นข่าวแบบ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">Talk of the Town<span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ก็ให้เข้าใจได้เลยว่า พวกคุณท่านทั้งหลายจะตัวลอย ใจพองขนาดไหน</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมคงรู้สึกแบบนี้ไปอีกนานหากไม่ได้เจอแม่หนูคนหนึ่งเข้า</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">…</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">วันนั้น เป็นวันที่ผมรีบร้อนอีกวันหนึ่ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และเป็นวันที่รถติดแบบมหาวินาศในความรู้สึกของผม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ข้างหน้าคือรถที่ติดยาวไปถึงสี่แยกที่อยู่ไกลออกไปประมาณสองร้อยเมตร <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ผมมีนัดในอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้แล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ถ้าติดอยู่อย่างนี้ไม่มีทางไปทันนัดแน่</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมพยายามทำใจเย็นๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ก็เย็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พอนึกถึงการนัดหมายขึ้นมาทีไรก็ให้ขุ่นเคืองขึ้นมาทันที<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดไปสารพัดแหละครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมต้องติดตอนนี้วะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมต้องมานัดช่วงรถติด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมชีวิตต้องยุ่งเหยิงขนาดนี้ ทำไมต้องมาติดแหง็กอยู่บนถนน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมต้องมาดิ้นรนอยู่ในกรุงเทพฯ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เบื่อก็เบื่อแล้วอยู่ทำไม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมต้องมาเรียนหนังสือ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เรียนจบทำไมไม่กลับไปบ้าน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พ่อก็ถางไร่ไว้ให้ตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่กลับไปทำไร่ ไปพัฒนาให้มันเจริญงอกงาม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำไมต้องมานัดตอนนี้วะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำยังไงกูจะไปทันนัดวะเนี่ย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">…</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">เปิดเพลงฟังก็ปรากฏว่านักร้องมันร้องเสียงไม่เอาอ่าว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แบบนี้แหละนักร้องรุ่นใหม่ๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไม่รู้ว่าพวกโปรดิวเซอร์ พวกเขียนเพลง มันโง่หรือยังไงจึงได้เอาพวกนี้มาร้องเพลง<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>แล้วคนฟังก็คงโง่อีกแหละที่ฟังอยู่ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แล้วก็จะโง่อยู่ทำไมวะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เลิกฟังดีกว่า</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ไฟเขียวขึ้นสองครั้ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>รถก็ยังขยับไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เวลาก็ผ่านไปเร็วจี๋<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ถ้าขยับอีกสองขยักยังไม่ผ่านไฟแดงแล้วล่ะก็<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เลิกนึกถึงที่จะไปทันนัดหมายได้เลย</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">มัวแต่นึกร้อยแปดไม่ทันได้เห็นว่า มีแม่หนูขายพวงมาลัยมาเคาะกระจก</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมโบกมือ สั่นหัว ปฏิเสธ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">แต่เธอก็ไม่ยอมไป<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยังคงยกพวงมาลัยขึ้นให้ดู <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>อีกมือชูสองนิ้วบอกว่ายี่สิบ</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมมองไปทางอื่น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>กะว่าเธอคงไปแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พอหันกลับมาแม่หนูยังคงยืนอยู่ที่เดิม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แสดงอาการเหมือนเดิม คือยังชวนให้ซื้อพวงมาลัยพวงละยี่สิบ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมควานหาเหรียญในกระเป๋ากางเกง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ได้เหรียญห้ามาเหรียญหนึ่ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>กดปุ่มกระจกลง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">&#8220;<span lang="TH">ลุงช่วยซื้อพวงมาลัยหนูหน่อยค่ะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พวงละยี่สิบบาท</span>&#8220;</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">แม่หนูเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงและกริยาเรียบร้อย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ผมอดแปลกใจไม่ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพราะปกติแล้ว เด็กขายพวงมาลัยที่เคยเห็นไม่เคยพูดจาแบบนี้</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมรู้สึกตัวเองใจเย็นลงมาบ้าง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">มองแม่หนูเต็มตา</span><span style="mso-spacerun: yes;">   </span><span lang="TH">คงอายุสักประมาณไม่เกินสิบขวบ <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>โตกว่าลูกสาวอายุห้าขวบของผมอย่างมากก็สามสี่ปี</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">&#8220;<span lang="TH">ลุงไม่ซื้อ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ลุงให้หนูห้าบาท<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไม่เอาพวงมาลัย</span>&#8220;</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมตอบ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ยื่นเหรียญห้าให้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่แม่หนูคนนั้นมองหน้าผมนิ่งหลายวินาที</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">&#8220;<span lang="TH">หนูขายพวงมาลัย ไม่ได้ขอตังค์ลุง</span>&#8220;<span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">เธอพูดขึ้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span>&#8220;<span lang="TH">คุณลุงช่วยซื้อพวงมาลัยหนูหน่อยนะคะ</span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">พวงละยี่สิบ</span>&#8220;</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมเป็นฝ่ายนิ่งบ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไม่ได้โกรธ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ไม่ได้เคือง</span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">แต่รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในใจของผมกำลังละลาย</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ในที่สุดผมก็ตัดสินใจซื้อพวงมาลัยจากแม่หนูคนนั้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผมยื่นแบงค์ยี่สิบให้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เธอยื่นพวงมาลัยให้ผม <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ไหว้แล้วก็ย่อตัว</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">&#8220;<span lang="TH">ขอบคุณมากค่ะคุณลุง</span>&#8220;<span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">เธอยิ้มให้แล้วก็เดินไปขายพวงมาลัยให้รถคันหลัง</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมไม่สนใจเรื่องนัดหมายแล้ว จะทันหรือไม่ทันก็ช่างมันเถอะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>รถจะติดหรือไม่ติดก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันต้องเป็น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราไม่อาจจะไปแก้ไขอะไรได้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมมองพวงมาลัยที่วางอยู่หน้ารถ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมา</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">เป็นกลิ่นหอมที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้สัมผัสแบบนี้มานานแล้ว</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">แปลกนะครับ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>รถติดที่สี่แยกทีไร ไม่ว่าที่ไหน ผมนึกถึงแต่หน้าแม่หนูคนนั้น</span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">พลอยทำให้ผมรู้สึกดีๆกับบรรดาคนขายพวงมาลัยหรือเช็ดกระจก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และยิ้มให้พวกเขาได้ทุกครั้ง</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>พวกเขาทำงานครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไม่ได้ขอใคร</strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ผมเลิกคิดว่าได้ช่วยคนที่ด้อยกว่าแล้ว</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">แต่ถือว่าได้ซื้อบริการและสินค้าจากผู้ประกอบอาชีพที่สุจริตอีกอาชีพหนึ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">เด็กคนหนึ่งกับพวงมาลัยพวงหนึ่งทำให้คนๆหนึ่งเปลี่ยนความคิดได้ถึงเพียงนี้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">นับได้ว่า เป็นพวงมาลัยเพื่อชีวิตจริงๆแม่หนูเอ๊ย</span></strong><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">!</span></strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="เจ็บไข้ได้คิด ล้มหมอนนอนภาวนา (June 17, 2008)">เจ็บไข้ได้คิด ล้มหมอนนอนภาวนา</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/my-father-story" title="พ่อผมตายแล้วยังสอนพุทโธ (December 4, 2009)">พ่อผมตายแล้วยังสอนพุทโธ</a> (16)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7" title="เราตกอยู่ในสายตาของตัวเอง (June 24, 2008)">เราตกอยู่ในสายตาของตัวเอง</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/kosoltalk-wants-a-smart-theme" title="อยากได้ Theme ขลังๆ ให้ Kosoltalk.com (January 5, 2010)">อยากได้ Theme ขลังๆ ให้ Kosoltalk.com</a> (4)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/5-boring-stories-in-the-year-2009" title="5 เรื่องน่าเบื่อในโลกออนไลน์ปี 2552 (December 6, 2009)">5 เรื่องน่าเบื่อในโลกออนไลน์ปี 2552</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ้าชีวิต</title>
		<link>http://kosoltalk.com/life-talk</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/life-talk#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Apr 2008 10:05:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ThinkTank]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างเสริมกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[พลังชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สู้ชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/archives/123</guid>
		<description><![CDATA[
ใครเคยสังเกตบ้างว่า ชีวิตของคนเรานี่แปลกมาก  ดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมได้  บังคับให้อยู่ในกำมือของเรา  แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว  กลับไม่ใช่  เราไม่สามารถควบคุมชีวิตให้อยู่ในกรอบและเกณฑ์ที่เราต้องการได้เสมอไป  เรากลับเป็นฝ่ายต้องเดินตามชีวิต  มันจะพาไปไหนเราก็ต้องตามต้อยๆ   ทุกข์สุขอย่างไรก็แล้วแต่ชีวิตจะเป็น
ในทุกงานที่ผ่านมา  พบได้พบเห็นคนเป็นจำนวนมาก ที่ถูกชีวิตบังคับควบคุม  ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเป็นฝ่ายควบคุมชีวิต  เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง
อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ผมเกี่ยวข้องเมื่อสิบปีกว่าก่อน&#8230;
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคสมัยที่ตนรุ่งโรจน์  มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเพียงแค่เค้าโรงเรื่อง  ยังไม่ลงมือเขียน สำนักพิมพ์ก็จับจองจ่ายเงินให้แล้ว  เกียรติยศและสตางค์หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย   มากเหมือนน้ำหลาก   ราวกับจะไม่มีวันหมด   ตอนนั้นแหละที่ชีวิตอยู่ในกำมือ จะใช้มันอย่างไรก็ได้  
 แล้ววันหนึ่งน้ำที่เคยหลากก็แห้งหายไปฉับพลัน  เหมือนน้ำป่าบ่ามาแรงก็แห้งไปเร็ว   เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน 
            ผ่านยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ไปแล้ว  ชีวิตที่เคยเป็นเจ้าของ  จะใช้มันอย่างไรก็ได้  กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถจะใช้งานมันได้  ชีวิตกลับมาควบคุมเราไว้ในกำมือ
            เขามือตกหรือก็เปล่า  ยังเขียนหนังสือดีเช่นเดิม  แต่ชีวิตไม่ให้โอกาสเขาอีกแล้ว  เหมือนกับมันจะบอกว่า  เอ็งพอแล้ว  ใช้ข้าตามใจมามากแล้ว  ที่นี้ข้าจะใช้เอ็งบ้าง

            ชีวิตสั่งให้เขานำงานเขียนที่เป็นผลผลิตของมันสมองที่ปราดเปรื่อง  นั่นคือนวนิยายจากนักเขียนที่เคยถูกจองคิวตั้งแต่ยังไม่ได้เขียน  มาเสนอให้สำนักพิมพ์ต่างๆ พิจารณา  ด้วยหวังว่าจะมีสักแห่งยอมตีพิมพ์  เมื่อเห็นชื่อคนเขียนที่เคยยิ่งใหญ่
            &#8220;ผมขออ่านก่อนนะครับพี่&#8221;  ผมตอบ  คงเหมือนกับบรรณาธิการคนอื่นๆเคยบอกเขา  &#8220;ผมจะแจ้งให้ทราบทีหลัง  ต้องใช้เวลาพอสมควร  ต้นฉบับที่รอให้อ่านก็มีเยอะเหมือนกัน&#8221;
            ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนที่เท่าไรที่บอกเช่นนี้  แต่ที่แน่ๆ ผมคงไม่ใช่บรรณาธิการคนแรกและไม่ใช่คนสุดท้ายอย่างแน่นอน
            &#8220;ค่าต้นฉบับเราจ่ายตอนหนังสือพิมพ์เสร็จแล้ว&#8221;  ผมแจ้งให้ทราบเมื่อเขาถามเรื่องค่าพิมพ์  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img border="0" vspace="10" align="left" width="200" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/04/img_000101.jpg" hspace="10" alt="ตาลเดี่ยว" height="250" /></p>
<p>ใครเคยสังเกตบ้างว่า ชีวิตของคนเรานี่แปลกมาก  ดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมได้  บังคับให้อยู่ในกำมือของเรา  แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว  กลับไม่ใช่  เราไม่สามารถควบคุมชีวิตให้อยู่ในกรอบและเกณฑ์ที่เราต้องการได้เสมอไป  เรากลับเป็นฝ่ายต้องเดินตามชีวิต  มันจะพาไปไหนเราก็ต้องตามต้อยๆ   ทุกข์สุขอย่างไรก็แล้วแต่ชีวิตจะเป็น</p>
<p>ในทุกงานที่ผ่านมา  พบได้พบเห็นคนเป็นจำนวนมาก ที่ถูกชีวิตบังคับควบคุม  ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเป็นฝ่ายควบคุมชีวิต  เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง</p>
<p>อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ผมเกี่ยวข้องเมื่อสิบปีกว่าก่อน&#8230;</p>
<p>นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคสมัยที่ตนรุ่งโรจน์  มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเพียงแค่เค้าโรงเรื่อง  ยังไม่ลงมือเขียน สำนักพิมพ์ก็จับจองจ่ายเงินให้แล้ว  เกียรติยศและสตางค์หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย   มากเหมือนน้ำหลาก   ราวกับจะไม่มีวันหมด   ตอนนั้นแหละที่ชีวิตอยู่ในกำมือ จะใช้มันอย่างไรก็ได้  </p>
<p> แล้ววันหนึ่งน้ำที่เคยหลากก็แห้งหายไปฉับพลัน  เหมือนน้ำป่าบ่ามาแรงก็แห้งไปเร็ว   เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน </p>
<p>            ผ่านยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ไปแล้ว  ชีวิตที่เคยเป็นเจ้าของ  จะใช้มันอย่างไรก็ได้  กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถจะใช้งานมันได้  ชีวิตกลับมาควบคุมเราไว้ในกำมือ</p>
<p>            เขามือตกหรือก็เปล่า  ยังเขียนหนังสือดีเช่นเดิม  แต่ชีวิตไม่ให้โอกาสเขาอีกแล้ว  เหมือนกับมันจะบอกว่า  เอ็งพอแล้ว  ใช้ข้าตามใจมามากแล้ว  ที่นี้ข้าจะใช้เอ็งบ้าง</p>
<p><span id="more-123"></span></p>
<p>            ชีวิตสั่งให้เขานำงานเขียนที่เป็นผลผลิตของมันสมองที่ปราดเปรื่อง  นั่นคือนวนิยายจากนักเขียนที่เคยถูกจองคิวตั้งแต่ยังไม่ได้เขียน  มาเสนอให้สำนักพิมพ์ต่างๆ พิจารณา  ด้วยหวังว่าจะมีสักแห่งยอมตีพิมพ์  เมื่อเห็นชื่อคนเขียนที่เคยยิ่งใหญ่</p>
<p>            &#8220;ผมขออ่านก่อนนะครับพี่&#8221;  ผมตอบ  คงเหมือนกับบรรณาธิการคนอื่นๆเคยบอกเขา  &#8220;ผมจะแจ้งให้ทราบทีหลัง  ต้องใช้เวลาพอสมควร  ต้นฉบับที่รอให้อ่านก็มีเยอะเหมือนกัน&#8221;</p>
<p>            ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนที่เท่าไรที่บอกเช่นนี้  แต่ที่แน่ๆ ผมคงไม่ใช่บรรณาธิการคนแรกและไม่ใช่คนสุดท้ายอย่างแน่นอน</p>
<p>            &#8220;ค่าต้นฉบับเราจ่ายตอนหนังสือพิมพ์เสร็จแล้ว&#8221;  ผมแจ้งให้ทราบเมื่อเขาถามเรื่องค่าพิมพ์  &#8220;ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ต้องพิมพ์เสร็จก่อน&#8221;</p>
<p>            ผมไม่อาจวัดปริมาณความผิดหวังในใจของเขาได้  ผมเห็นใจเหลือเกิน  แต่หน้าที่ของผมได้ขีดกรอบเอาไว้  แยกความรู้สึกส่วนตัวออกไปไว้อีกมุมหนึ่ง</p>
<p>            &#8220;ขอบใจมากน้อง&#8221;  เขาตอบ  &#8220;พี่เข้าใจ  เดียวนี้เป็นธุรกิจ&#8221;</p>
<p>            ผมอยากจะเบิกค่าเรื่องล่วงหน้าให้เขาเป็นที่สุด  แต่มันเป็นธุรกิจอย่างที่เขาบอก ไม่ใช่ยุคที่คนรุ่นเขาทำงานกัน  ผมก็ยังโล่งใจที่อย่างน้อยเขาก็เข้าใจการทำงานในยุคสมัยของผม</p>
<p>            มีคนอีกมากมายที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนนี้  ที่ผ่านวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์มาแล้ว  วันที่สามารถควบคุมความเป็นไปของชีวิตได้ผ่านเลยไป  บัดนี้ชีวิตกลับมาเป็นฝ่ายควบคุมบ้าง</p>
<p>            นโปเลียนที่เคยยิ่งใหญ่  กุมชีวิตของคนนับล้าน  บงการชีวิตของผู้อื่น  ควบคุมชีวิตของตนให้อยู่บนหัวของคนอื่นได้  แต่อยู่ๆชีวิตก็เล่นตลก  หันกลับมาบงการนโปเลียนบ้าง  ถึงแม้จะขัดขืน พยายามจะกลับคืนสู่ฐานะอันยิ่งใหญ่  แต่ชีวิตมันไม่ยอมให้นโปเลียนควบคุมอีกต่อไป   ผลสุดท้ายตายอย่างเดียวตายที่เกาะร้างกลางมหาสุทร</p>
<p>             คนที่ยิ่งใหญ่อย่างนโปเลียน  เคยอยู่บนจุดสูงสุด  เดินไปสู่จุดจบในด้านตรงกันข้ามมีอยู่นับไม่ถ้วน</p>
<p>            นักกีฬาที่เคยยิ่งใหญ่  กลายเป็นคนไร้ฝีมือในบั้นปลายก็มาก      </p>
<p>             นักขายที่เคยยิ่งใหญ่  อยู่บนยอดแห่งความสำเร็จ  วันหนึ่งกลับตกลงสู่พื้น  ตายไปจากอาชีพของนักขายก็มีไม่น้อย</p>
<p>              ผมจึงคิดว่าชีวิตนี้มันแปลกมาเหลือเกิน  เหมือนว่าเราจะควบคุมมันได้ แต่ก็ไม่ใช่  ขณะเดียวกันมันกลับเป็นฝ่ายควบคุมเรา  แต่ก็ปล่อยให้เราเป็นฝ่ายควบคุมมันบ้างบางช่วงเวลา</p>
<p>             คนที่ควบคุมชีวิตได้อย่างราบคาบจึงน่านับถือ  กำหนดให้ชีวิตเป็นอย่างที่ตนต้องการได้ตลอด หรือเมื่อสูญเสียก็สามารถกลับคืนมาเป็นฝ่ายควบคุมได้อีก  เป็นเจ้าชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์  คนแบบนี้นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่จนลมหายใจสุดท้าย</p>
<p>              ผมคงเป็นเหมือนคนจำนวนมากที่มักจะถูกชีวิตมันเล่นงานเอาบ่อยๆ   เราอยากให้เป็นแบบที่เราต้องการไม่ได้  เพราะมันคอยควบคุมบังคับให้เราเดินไปตามทางที่มันต้องการ  ซึ่งมันเป็นทางที่เราไม่ปรารถนาแน่นอน</p>
<p>              เมื่อใดที่ผมรู้สึกว่าถูกชีวิตมันเล่นงานเข้าแล้ว  ผมมักนึกถึงเรื่องราวของคนอื่นๆที่ถูกชีวิตเล่นงานแต่เขาไม่ยอมแพ้  โดยเฉพาะเรื่องของอดีตนักเขียนใหญ่ที่ผมเคยประสบมาเมื่อสิบปีก่อน ที่เขาตะลอนไปเสนองานตามสำนักพิมพ์ต่างๆแม้จะรู้ว่าถูกปฏิเสธ  ผมจึงบอกตัวเองเสมอว่าอย่าให้ชีวิตเล่นงานเราฝ่ายเดียว  ต้องสู้กลับทุกครั้ง</p>
<p><strong>              ถึงตายก่อนที่จะชนะก็ยังมีศักดิ์ศรี  เพราะได้ต่อสู้เต็มที่แล้ว!</strong>  </p>
<h4 align="center"> &#8230;</h4>
<p><strong><u>หมายเหตุ</u></strong> ข้อเขียนนี้ผมเขียนตีพิมพ์ในนิตยสาร Thailand Insurance เมื่อเดือน เมษายน 2546 ผมคิดว่าเนื้อหายังใช้ได้เสมอ จึงขอนำมาลงให้พวกเราได้อ่าน  (ได้พักการเขียนไปชั่วขณะหนึ่ง เขาเรียกว่าเอาของดองมาขายแทนของสด เหอๆ)</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95" title="เพื่อนของชีวิต (July 6, 2008)">เพื่อนของชีวิต</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/chaos-theory" title="ทำไม &#8220;เด็ดดอกไม้&#8221; จึง &#8220;สะเทือนถึงดวงดาว&#8221; ใครรู้ยกมือขึ้น&#8230; (April 13, 2008)">ทำไม &#8220;เด็ดดอกไม้&#8221; จึง &#8220;สะเทือนถึงดวงดาว&#8221; ใครรู้ยกมือขึ้น&#8230;</a> (8)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88" title="วิถีของคนคิดใหญ่ (January 28, 2008)">วิถีของคนคิดใหญ่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/dhamma-delivery-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="Dhamma Delivery : ธรรมะสร้างกำลังใจ ล้างทุกข์ของลูกหนี้ (February 8, 2008)">Dhamma Delivery : ธรรมะสร้างกำลังใจ ล้างทุกข์ของลูกหนี้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a7" title="อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง (February 19, 2008)">อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/life-talk/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย</title>
		<link>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Apr 2008 07:13:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[กถาโกศลทอล์คโม้]]></category>
		<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[XMAN]]></category>
		<category><![CDATA[ละครไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังเกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[แดจังกึม]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย-เกาหลี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/archives/120</guid>
		<description><![CDATA[
มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ ประการแรก ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง ประการที่สอง ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย ประการที่สาม ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/04/daejungum.jpg" border="0" alt="daejungum.jpg" hspace="10" vspace="15" width="250" height="250" align="left" /></p>
<p style="text-align: justify" align="center">มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการแรก</span> ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการที่สอง</span> ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการที่สาม</span> ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เธอรู้จักดีเท่าๆกับเรื่องไทยๆ เช่น AF ตี๋ ต้อล ลูกโป่ง พะแพง ว่าน โฟร์มด เกิลลี่เบอรี่  ป๊อด-โมเดิร์นด็อก รวมถึง &#8220;ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ป.4&#8243; และครูเป๊ะ </p>
<p style="text-align: justify">ผมจึงสงสัยเหมือนพ่อแม่อีกไม่น้อยว่า ทำไมเทรนด์เกาหลีจึงมีอิทธิพลต่อเด็กๆ (และผู้ใหญ่ด้วย อย่าปฏิเสธเสียให้ยากนะตัวเอง) ผมจึงค้นคว้าหาคำตอบ เพื่อให้หายสงสัย</p>
<p><span id="more-120"></span></p>
<p style="text-align: justify"> </p>
<p style="text-align: justify">ผมนึกถึงเรื่องที่อ่านพบในบทความหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ขออภัยที่จำแหล่งที่มาไม่ได้ เอาเป็นว่าดูที่เนื้อหาของบทความนั้นเป็นหลัก นั่นคือ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน อาจารย์ฝรั่งยุโรปคนหนึ่งได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่เกาหลี  โดยสอนเรื่องเทคโนโลยีที่พวกฝรั่งยุโรปก้าวหน้ากว่าเกาหลีนับ 20-30 ปี อาจารย์ชาวเกาหลีเอาผลงานของนักศึกษามาแสดงด้วยความภาคภูมิใจว่า นี่เป็นผลงานชั้นยอด นั่นคือ การประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้สำเร็จ ซึ่งอาจารย์ชาวยุโรปแปลกใจว่า  จะเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดได้อย่างไร เพราะยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ทำได้ตั้งนานแล้ว และกำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการทดลองเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้นคือระบบดิจิตอลกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ</p>
<p style="text-align: justify"> ผ่านไปอีก 10 กว่าปี อาจารย์ชาวยุโรปท่านนั้นกลับไปที่เกาหลีอีกครั้ง ปรากฏว่า เทคโนโลยีที่ฝรั่งเคยก้าวหน้ากว่าเกาหลี บัดนี้เกาหลีสามารถทำได้ทุกอย่าง และหลายๆอย่างก้าวหน้ากว่าด้วยซ้ำ อาทิ ทีวีจอแบนเกาหลีก็ทดลองได้สำเร็จก่อน เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">อาจารย์ชาวยุโรปจึงบอกเล่าความคิดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนให้อาจารย์ชาวเกาหลีฟัง อาจารย์ชาวเกาหลีบอกว่า ที่ต้องให้นักศึกษาประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เองทั้งๆที่คนอื่นทำได้แล้ว ก็เพราะนักศึกษาจะได้สร้างฐานความรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือเป็นฐานความรู้ของเกาหลีด้วย  เมื่อมีฐานความรู้ของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว การจะหยิบฉวยเอาฐานความรู้ที่คนอื่นทำไว้แล้วมาปรับใช้และพัฒนาต่อไป ก็จะสามารถสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีรากเหง้ามาจากภูมิปัญญาของตนอย่างแท้จริง </p>
<p style="text-align: justify">เมื่อได้ฟังเรื่องนี้จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมปัจจุบันนี้ ชื่อของเกาหลีจึงแผ่ขยายไปทั่วโลก  มีชื่อญี่ปุ่นที่ใด ต้องมีชื่อเกาหลีอยู่ที่นั่นด้วย  โตโยตาคู่กับฮุนได, โตชิบาเคียงข้างซัมซุง คู่กันเหมือน ส้มตำ-ไก่ย่าง ไม่มีผิด</p>
<p style="text-align: justify"> ผมนึกเปรียบเทียบเรื่องที่อาจารย์ชาวยุโรปเล่าไว้ในบทความ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เลยคิดว่า การที่เกาหลีสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ก้าวหน้า กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกได้ เพราะเขามี <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;ฐานความรู้&#8221;</span> ของตัวเอง นี่เอง</p>
<p style="text-align: justify">เมื่อผมดูละครชุดแดจังกึมกับลูกสาวและแม่ของลูก ได้เห็นความชัดเจนของการสร้าง &#8220;ฐานความรู้&#8221; อย่างเป็นระบบของคนเกาหลี และการใช้ฐานความรู้นั้นมาต่อยอดพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเวลา </p>
<p style="text-align: justify">แดจังกึมเป็นตัวอย่างของการคิดค้น ทดลอง ทดสอบ  เรื่องอาหารและการแพทย์ ที่เป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ มีการตั้งสมมติฐาน มีการทดลอง สรุปผล และแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น นำไปสู่การเกิดความรู้ใหม่ๆในการปรุงอาหาร ถนอมอาหาร การวินิจฉัยโรค การรักษาโรค</p>
<p style="text-align: justify">ตัวอย่างของการสร้างฐานความรู้ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ แดจังกึมเลือกออกไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวงเพื่อหาศึกษาและหาทางรักษาโรคที่เกิดกับชาวบ้าน แทนที่จะอยู่ในวังเป็นหมอหลวงซึ่งจะได้ทำงานสบายๆ วินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยตามตำรา แต่การออกไปสู่ชนบทก็คือการออกไปเห็นของจริง ทำให้มีข้อมูลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บถูกต้องตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งตัวเองก็เป็นโรคด้วย จึงทำให้มีประสบการณ์ตรงในการเจ็บป่วย ดังนั้น การคิดค้นหาวิธีการรักษา พัฒนาตัวยาใหม่ๆ จึงทำได้ตรงกับสมมุติฐานของโรค  ไม่ต่างจากการสร้างฐานความรู้ของนักศึกษาโดยการประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เอง แม้จะตามหลังคนอื่นก็ตาม  ทั้งสองกรณีคือการ &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ของตนเองขึ้นมา</p>
<p style="text-align: justify">แดจังกึมสร้างฐานความรู้ของตัวเองอันอันหมายถึงฐานความรู้ของเกาหลี  ผู้สร้างซีรีแดจังกึมก็ใช้ฐานความรู้นั้นสร้างซีรีนี้ขึ้นมา  พวกเขามุ่งนำเสนอภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเกาหลีที่มิใช่จีนหรือญี่ปุ่นที่คนทั้งโลกคุ้นเคยจนเป็นธรรมดาแล้ว มนต์เสน่ห์อลังการ์แบบราชสำนักจีนโบราณ กับความดุดันแบบซามูไรของญี่ปุ่นอ่อนแรงลง ดังนั้น แดจังกึมกับภูมิปัญญาแบบเกาหลีก็ได้เวลาเปิดตัวอย่างเหมาะเหม็ง มิใช่เพราะความบังเอิญ หากแต่เพราะการวิเคราะห์และวางแผนอย่างดีเยี่ยม</p>
<p style="text-align: justify"> แผนที่ว่าคืออะไร  ก็คือ การส่งออกวัฒนธรรมแบบเกาหลี  หลังจากที่ส่งออกเทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและเพื่อการบันเทิงทำให้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับ Korean Brand ตามมาด้วย Korean Pop Culture อันได้แก่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาร่วมสมัย เพลงภาษาเกาหลีที่มีทำนองดนตรีเร้าใจสนุกสนาน ทำให้ภาพนักร้อง นักแสดงเกาหลีติดตาติดใจคนทั่วโลก   และไม้เด็ดที่ตามมาก็คือ รากเหง้าความเป็นเกาหลี อันได้แก่ แดจังกึม และละครลักษณะเดียวกันอีกเป็นระลอกเช่น <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">โซดองโย</span> แม้เป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของสองแคว้นในเกาหลีโบราณ แต่ก็เสนอเนื้อหาการสร้างฐานความรู้ของเกาหลีลักษณะเดียวกับในแดจังกึมเป็นหลัก  ตามมาด้วยการส่งออกอาหารเกาหลี กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของเอเชียและของโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนแดจังกึม</p>
<p style="text-align: justify">หันมามองดูไทยเรา ด้วยใจอันเป็นกลาง ไม่เข้าข้างหรือยกยอตัวเอง ไม่ลำเอียงและดูถูกคนอื่น ผมคิดว่า เราต้องทำใจยอมรับความจริงให้ได้ว่าเรานั้นขาดการ &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ที่เป็นของตนเอง  เรามีการพัฒนาต่อยอดฐานความรู้น้อยมาก  แต่เราถนัดในการ &#8220;เด็ดยอด&#8221; หรือ &#8220;ตอนกิ่ง&#8221; มากกว่าจะเพาะพันธุ์ความรู้ด้วยเมล็ดและผสมพันธุ์ความรู้ให้เกิดขึ้นจากการทดสอบทดลองของเราเอง </p>
<p style="text-align: justify">ยกตัวอย่างให้ชัดเจน เรามีฐานความรู้เรื่องการแพทย์และยาที่บรรพบุรุษสร้างไว้เช่นเดียวกับแดจังกึมสร้างไว้ให้เกาหลี แต่เราไม่มีการพัฒนาต่อยอด เราทิ้งฐานความรู้นั้นไปแทบจะสิ้นเชิง โดยหันมาบูชาการแพทย์และยาสมัยใหม่ราวเป็นเทพเจ้า  ดังนั้น &#8220;การแพทย์แผนไทย&#8221; แทบจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  หมอยาพื้นบ้านสามารถรักษาโรคร้ายอย่างเช่น เอดส์ มะเร็ง หัวใจ ให้หายได้อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใบประกอบโรคศิลป์  ขุมปัญญาทางการแพทย์ อันได้แก่เทคนิคการรักษาและวินิจฉัยโรคที่มีอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ ที่เป็นฐานความรู้ใหญ่ที่สุดที่มีการรวบรวมไว้ก็ว่าได้ เราก็ละเลย ผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นชาวต่างชาติที่นำไปพัฒนาใช้งานอย่างจริงจังและได้ผล  </p>
<p style="text-align: justify">หากมีผู้จัดละครไทยสักคน หยิบเอาฐานความรู้ดังกล่าวมาสร้างเป็นละคร เหมือนที่เกาหลีสร้างแดจังกึม  จะทำได้หรือไม่  โดยศักยภาพทางด้านการผลิตหรือ Production นั้นไม่ต้องสงสัยเลย  เพราะละครมากมายมีโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่อลังการ ยกกองไปถ่ายทำในต่างประเทศ  ใช้ทุนเป็นจำนวนมาก  แต่เนื้อหาก็คือ วนเวียนในเรื่องชิงรักหักสวาท อิจฉาริษยา  ตบจูบ แม่ผัวด่าลูกสะใภ้  ลูกชายรักผู้หญิงที่ด่าแม่ตัวเองหัวปักหัวปำ เป็นต้น  เมื่อมีคำถามว่า ทำไมไม่สร้างละครสร้างสรรค์บ้าง เหตุผลที่ผู้จัดละครตอบทุกครั้งก็คือ ไม่มีคนดูละครสร้างสรรค์  คนดูชอบแบบนี้ ก็ต้องสร้างแบบนี้ </p>
<p style="text-align: justify">คำตอบนี้จริงหรือไม่ ถ้าหากเป็นจริง ทำไมละครที่สร้างสรรค์ให้ปัญญาดีๆอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">แดจังกึม</span> จึงมีคนดูมากมาย ทำไมละครที่มีเนื้อหาหนักๆอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">คำพิพากษ</span>า เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วจึงมีคนดูเต็มบ้านเต็มเมือง และละครที่มีเนื้อหาสะท้อนเบื้องลึกจิตใจมนุษย์และมีศิลปะอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">บัลลังก์เมฆ</span> เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว จึงมีคนติดอกติดใจไปทั่ว </p>
<p style="text-align: justify">ผมคิดว่า ผู้จัดละครได้สะท้อนตัวตนของพวกเราออกมานั่นคือ ถนัดในการเด็ดยอดตอนกิ่ง เพราะทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ปัญญามากมายนัก เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรื่อง เปลี่ยนคนเขียน เปลี่ยนนักแสดง เปลี่ยนฉาก  เปลี่ยนคำพูดของตัวละคร แต่ยังคงพฤติกรรม ด่า ตบ จูบ เอาไว้เหมือนเดิม </p>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น คงยากที่เราจะสามารถสร้างความเข้มแข็งถึงระดับที่สามารถ Go Inter จริงๆอย่างที่พูดๆกันอยู่  เพราะเราไม่มีเนื้อหาสาระมากพอที่จะสู้กับใครเขาได้  การก้าวไปสู้โลกภายนอกของ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">จา พนม</span> ก็ดี<span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold"> ทาทา ยัง</span> ก็ดี หรือแม้กระทั่ง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ภราดร ศรีชาพันธุ์</span> ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฐานความรู้ของสังคม หากแต่เป็นความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า</p>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น เราจะต้อง &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ของตัวเราเองขึ้นมา และใช้ฐานความรู้นั้นพัฒนาเครื่องมือและทรัพยากรของสังคมเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย  แต่ปัญหาก็ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของสังคมไทย โดยเฉพาะระบบการเมืองที่อ่อนแอ  เป็นอุปสรรคในการสร้างและพัฒนาฐานความรู้ของสังคม เพราะคงเป็นไปได้ยากที่ภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยอันเป็นฐานความรู้ที่แท้จริงของเราจะได้รับการพัฒนาต่อยอด ในเมื่ออิทธิพลของบริษัทยาต่างประเทศมีอยู่ในวงการเมือง หรืองานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันเป็นฐานความรู้ที่คิดค้นโดยคนไทยจะได้รับการเหลียวแลให้นำมาใช้ประโยชน์จริงๆ แทนที่จะอยู่บนหิ้งหนังสือในห้องสมุดก็คงยากเช่นกัน เพราะตัวแทนของบริษัทขายเครื่องยนต์กลไกของต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนนักการเมือง หรือเป็นนักการเมืองบริหารประเทศเสียเอง</p>
<p style="text-align: justify">สิ่งที่ทำได้ในการสร้างฐานความรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ก็ต้องเริ่มที่ในบ้านของเรา  ซึ่งผมสร้างให้เกิดขึ้นกับลูกผมเอง เริ่มต้นจากการเรียนหนังสือ  ทำการบ้าน เมื่อลูกทำไม่ได้ผมไม่บอกคำตอบ แต่ให้เขาคิดและทำด้วยตัวเอง ทำเสร็จแล้วถ้าผิดค่อยอธิบายว่าผิดตรงไหน และจะแก้ไขอย่างไร  หากถามเรื่องคำศัพท์  ผมสอนให้เปิดหาจากพจนานุกรมหรือดิกชันนารี  เมื่อหาไม่เจอจริงๆจึงช่วยหา  การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ผมเขียนวิธีการใช้งานแล้วให้ทดลองทำเอง การค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ  เธอต้องค้นหาและคัดเลือกเอง  พ่อเป็นเพียงผู้แนะนำ  ช่วยเหลือ แต่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้  ผมทำเช่นนี้แล้วทำให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรเองได้มากขึ้น รวมไปถึงการคิด ตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วย ผมคิดว่า ลูกได้สร้างฐานความรู้แบบจิ๋วๆขึ้นมาได้เองแล้ว</p>
<p style="text-align: justify">ผมค่อนข้างสบายใจ ที่เห็นลูกทำอะไรๆด้วยตัวเองเกินความสามารถของเด็กวัย 11 ขวบอยู่บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของลูก ผมพยายามสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เช่น เรียก อาจารย์พจน์ อาจารย์ดิก อาจารย์กูเกิ้ล เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อจะต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้  ลองเปรียบเทียบน้ำหนักของประโยคที่ว่า <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;ไปเปิดพจนานุกรมดู&#8221;</span> กับประโยคที่ว่า &#8220;<span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ลองถามอาจารย์พจน์ดูซิ&#8221; </span> แบบไหนจะน่าลองมากกว่ากัน </p>
<p style="text-align: justify">นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมได้คิดและได้ทำจากการดูเกาหลีแล้วย้อนดูไทยเรา  ซึ่งหวังว่าผมจะมีส่วนในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นเล็กๆในสังคมไทยได้บ้าง  หากเทียบกันตัวต่อตัว คนต่อคนแล้ว คนไทยเรามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับเกาหลีหรือใครก็ได้ในโลกนี้  แต่ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของเราไม่เอื้ออำนวย </p>
<p style="text-align: justify">เรามาช่วยกันทำในมุมเล็กๆ โดยเริ่มจากก้นครัวเราก่อน ต่อไปในภายภาคหน้าเราอาจจะมี <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;อาจารย์ยิ่งศักดิ์&#8221;</span> หรือ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;คุณจิ้งหรีด&#8221;</span> ที่เป็นละครซีรีอาหารไทยออกฉายทั่วโลกก็เป็นได้.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สามเดือนของ Kosol Talk ขอ talk to friends</title>
		<link>http://kosoltalk.com/talk-to-friends</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/talk-to-friends#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Apr 2008 08:31:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[กถาโกศลทอล์คโม้]]></category>
		<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[kosoltalk]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/archives/111</guid>
		<description><![CDATA[ ผมโพสต์กระทู้แรกของ KosolTalk.com เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 มีคนร่วมแสดงความคิดเห็น 2 คนคือคุณไวพจน์กับคุณเอก โดยผมเขียนเรื่องหนังสือ &#8220;ต้องแพ้ก่อนจึงจะชนะได้&#8221; ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่แห่งเครือผู้จัดการ และเป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ผมเขียนถึงเรื่องความล้มเหลว ที่เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผม (และของคนอื่นๆด้วย มากน้อยต่างกัน) ไม่ได้เขียนในแง่ตีโพยตีพาย น้อยใจ หรือท้อถอย แต่เขียนในแง่ที่ว่า ความล้มเหลวเป็นของธรรมดา ไม่เสียหาย เพราะมันทำให้คนต้องหาทางดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด คล้ายเป็นยาดีชูกำลัง  ถ้าหากรู้จักใช้มันเป็น
ผมก็ล้มเหลว หรือล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาตลอด จึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  หาทางรับมือกับมันด้วยสติ ค่อยๆคิด ค่อยๆใช้ปัญญา แม้โอกาสยังมาไม่ถึงก็เตรียมความพร้อมเอาไว้  คืออย่าได้เสียกำลังใจ  ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น  ซึ่งมีสิ่งต่างๆมากมายให้ทำ
นับจากวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 22 เมษายน ก็ครบสามเดือน หนึ่งไตรมาสพอดี  ผมได้พูดคุยไปหลายเรื่อง มีเพื่อนๆเข้ามาร่วมอ่าน ร่วมคุย เป็นจำนวนมากพอสมควร ซึ่งผมไม่ได้หวังไว้ว่าจะมากขนาดนี้  ในแต่ละวันก็มีคนคลิกเขาเยี่ยมชมไม่น้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img border="5" vspace="15" align="left" width="294" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/04/blogfriend.bmp" hspace="15" alt="Kosol Talk ขอ talk to friends" height="294" /> ผมโพสต์<a href="http://www.kosoltalk.com/archives/1#comments">กระทู้แรก</a>ของ <a href="http://www.kosoltalk.com">KosolTalk.com</a> เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 มีคนร่วมแสดงความคิดเห็น 2 คนคือ<a href="http://waipot.com">คุณไวพจน์</a>กับ<a href="http://iake.blogspot.com/">คุณเอก </a>โดยผมเขียนเรื่องหนังสือ <strong>&#8220;ต้องแพ้ก่อนจึงจะชนะได้&#8221;</strong> ของ <strong>สนธิ ลิ้มทองกุล</strong> นายใหญ่แห่งเครือผู้จัดการ และเป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว</p>
<p>ผมเขียนถึงเรื่องความล้มเหลว ที่เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผม (และของคนอื่นๆด้วย มากน้อยต่างกัน) ไม่ได้เขียนในแง่ตีโพยตีพาย น้อยใจ หรือท้อถอย แต่เขียนในแง่ที่ว่า ความล้มเหลวเป็นของธรรมดา ไม่เสียหาย เพราะมันทำให้คนต้องหาทางดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด คล้ายเป็นยาดีชูกำลัง  ถ้าหากรู้จักใช้มันเป็น</p>
<p>ผมก็ล้มเหลว หรือล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาตลอด จึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  หาทางรับมือกับมันด้วยสติ ค่อยๆคิด ค่อยๆใช้ปัญญา แม้โอกาสยังมาไม่ถึงก็เตรียมความพร้อมเอาไว้  คืออย่าได้เสียกำลังใจ  ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น  ซึ่งมีสิ่งต่างๆมากมายให้ทำ</p>
<p>นับจากวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 22 เมษายน ก็ครบสามเดือน หนึ่งไตรมาสพอดี  ผมได้พูดคุยไปหลายเรื่อง มีเพื่อนๆเข้ามาร่วมอ่าน ร่วมคุย เป็นจำนวนมากพอสมควร ซึ่งผมไม่ได้หวังไว้ว่าจะมากขนาดนี้  ในแต่ละวันก็มีคนคลิกเขาเยี่ยมชมไม่น้อย วันหนึ่งก็นับสิบๆคน  อันเป็นจำนวนที่เกินคาดการณ์เอาไว้</p>
<p><span id="more-111"></span></p>
<p>อันดับแรก ผมก็ต้องขอขอบคุณ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลานๆ ที่เข้ามาอ่านเรื่องต่างๆ ทำให้บล็อกไม่เงียบเหงา  ทำให้คนเขีบยนดีใจว่าไม่ได้บ่นอยู่คนเดียว</p>
<p>ขอบคุณสำหรับการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อเขียน ทำให้ผมได้รับรู้ความคิดที่เหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง  หลายความคิดทำให้ผมอ่านแล้วนำไปคิดต่อ แตกยอดความคิดออกไปทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง  นำไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และทำให้ผมชอบอ่านคอมเมนต์ตามบล็อกต่างๆ เพราะคอมเมนต์แม้จะสั้นๆ แต่เป็นประโยชน์พอๆกันหรือมากกว่าข้อเขียนต้นเรื่องก็มีอยู่ไม่น้อย</p>
<p>สิ่งที่จะต้องขอบคุณอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้มาเยือนทั้งหลายที่เป็นเจ้าของบล็อกต่างๆ  ซึ่งมาพร้อมกับ Back link ให้ผมได้ตามไปเยี่ยมเยือนเพื่อเป็นการตอบแทน  ทำให้ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์มากมายจนไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขได้  หากผมไม่ได้เข้ามาสู่โลกของอินเตอร์เน็ต ไม่ได้เข้ามาเห็นชุมชนของบล็อก ไม่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ ผมก็คงไม่ได้พบเห็นน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของชาวบล็อก ที่มีให้แก่กันอย่างไม่หวังผลตอบแทน และไม่ต้องเห็นหน้าค่าตากันเลย (หรือว่า ผมยังไม่เจอบล็อกเกอร์ใจร้าย?)</p>
<p>ถึงแม้มุมมืดของโลกอินเตอร์เน็ตจะมีคู่กับมุมสว่าง ผมผมเชื่อว่า มุมสว่างยังคงเป็นพื้นที่หลักของโลกอินเตอร์เน็ต  (โลกเสมือน) ในบางกรณียังสว่างไสวกว่าโลกของชีวิต (โลกจริง)  เพราะคนในโลกเสมือนแบ่งปันน้ำใจให้กันได้อย่างไม่ลังเลแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ในโลกจริงไม่ง่ายนักที่จะทำเช่นนั้นกับคนแปลกหน้าได้ เพราะชีวิตจริงมีความหวาดระแวงมากว่าเป็นอันมากนั่นเอง</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจที่คนส่วนหนึ่งจะติดอยู่ในโลกเสมือน เพราะพวกเขาได้รับสิ่งดีๆจากผู้คนในโลกเดียวกันโดยปราศจากเงื่อนไข หรือมีก็น้อยมาก การที่เขาจะให้น้ำใจแก่คนอื่นก็เช่นเดียวกัน  สามารถให้ได้โดยไม่ลังเล เพราะไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อตัวเอง  แต่เมื่ออยู่ในโลกจริงแล้ว ความหวาดระแวงที่คนมีต่อกัน ทำให้การแสดงน้ำใจทำได้ยาก ทั้งผู้ให้และผู้รับ  ผู้ให้ก็ระแวงว่าผู้รับจะฉกฉวยโอกาสที่เราแสดงน้ำใจเพื่อประทุษร้ายเราด้วยวิธีต่างๆหรือไม่  คนรับก็หวาดระแวงว่า ผู้ให้จะมีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่า  ดังนั้น โลกจริงจึงดูอัดอึดสำหรับคนหลายๆคน</p>
<p>แต่อย่างว่า มุมมืดก็มีอยู่ พวกที่ชอบแอบในมุมมืดเพื่อคอยขย้ำคนที่ไม่ระวังตัวก็มาก ฉะนั้น จึงปรากฏว่า คนที่หลบโลกจริงอันอึดอัด ไปผ่อนคลายในโลกเสมือนจะถูกพวกมุมมืดทำร้ายอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ก้ต้องใช้สติและปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกเสมือน</p>
<p>แต่อย่างไรก็ดี  ผมก็ยังยืนยันกับตัวเองว่า ในโลกเสมือนมีมิตรภาพมากมาย คนที่พร้อมจะให้ มีคนที่พร้อมจะแบ่งปัน  มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นมากมาย ผมจึงขอขอบคุณทุกๆคนที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆให้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม  ซึ่งส่วนหนึ่งของคุณๆทั้งหลายที่ได้ให้อะไรดีๆแก่ผมก็ปรากฏชื่ออยู่ใน Blogroll นั่นแล้ว ซึ่งยังไม่หมด เพราะมีอีกมากมายจริงๆ</p>
<p>อีกไม่กี่วันบล็อกของผมก็จะครบสามเดือน นับจากโพสต์แรก ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลานๆ ทั้งหลายที่ได้มาเยือนและเป็นกำลังใจให้ตลอดมา</p>
<p>ก่อนจบผมขอฝากคำพูดของหลวงพ่อในหนังเรื่อง &#8220;๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑&#8221; โดย จิระ มะลิกุล ให้พวกเรานะครับ หลวงพ่อบอกว่า &#8220;เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด&#8221; หมายความว่า  &#8220;ทำในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่ทำ&#8221;</p>
<p><strong>เมื่อเราเชื่อว่าตัวเองทำในสิ่งที่ดีได้ แม้เล็กๆน้อย  ก็ทำครับ.</strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/when-the-god-blogger-met-the-most-lazy-blogger" title="When The God Blogger Met The Most Lazy Blogger (January 20, 2010)">When The God Blogger Met The Most Lazy Blogger</a> (1)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/5-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="5 บทความดีๆที่จะช่วยสร้างบล็อกให้เจริญๆโดยบล็อกเพื่อนบ้านโกศลทอล์ค (October 27, 2008)">5 บทความดีๆที่จะช่วยสร้างบล็อกให้เจริญๆโดยบล็อกเพื่อนบ้านโกศลทอล์ค</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/5-good-writing-bloggers-of-the-year-2009" title="5 บล็อกเกอร์จอมลีลา ปี 2552 (December 7, 2009)">5 บล็อกเกอร์จอมลีลา ปี 2552</a> (10)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/blog-brand-and-brand-blog-talk" title="Blog Brand and Brand Blog : เล่าเรื่องบทความ &#8220;การสร้างแบรนด์ให้บล็อก&#8221; (March 3, 2008)">Blog Brand and Brand Blog : เล่าเรื่องบทความ &#8220;การสร้างแบรนด์ให้บล็อก&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/blogology-and-blog-study" title="Blogology and Blog Study ฝันอยากจะเห็นเป็นความจริง (May 7, 2008)">Blogology and Blog Study ฝันอยากจะเห็นเป็นความจริง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/talk-to-friends/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
