๖ เรื่องที่ต้องทำในปี ๒๕๕๓

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ ทุกท่านครับ เมื่อคืนนี้คงฉลองนับถอยหลัง (ไม่เข้าคลอง) อย่างสนุกสนานกันนะครับ ขอให้ผู้อ่านโกศลทอล์คมีความสุขทุกท่านตลอดปีนี้และปีต่อๆไป
ปีนี้เป็นปีนักษัตรเสือ บางคนก็บอกว่าเป็นปีเสือดุ บ้างก็ว่าปีเสือโหย ปีเสือทองก็มีคนเรียก ก็ว่ากันไปตามความคิดความเชื่อ แต่อย่าเป็นเสือสมิงอาละวาดกินผู้คนไปทั่วก็แล้วกัน
ปีใหม่ก็หวังว่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ เกิดขึ้นกันทุกคน แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยทั้งเก่งทั้งเฮง คือทั้งทำเองและโชคช่วย เว้นแต่ใครทำบุญไว้มากเมื่อปางก่อน วาสนาเก่าเยอะ อาจได้เฮงนำหน้า ไม่ต้องออกแรงมากนักก็สำเร็จ แต่คนทั่วไปบุญน้อยบารมีพร่องก็ต้องออกแรงกันหนัก รวมทังผมด้วยคนหนึ่งที่อยู่ในประเภทหลัง
ปีนี้มีเรื่องที่อยากทำและต้องทำหลายอย่าง ขอบันทึกไว้เตือนตัวเองผ่านบล็อกนี้ เผื่อบางทีอาจจะตรงกับท่านอื่นๆบ้าง ดังนี้
๑. ทำ Make Money Online ให้รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านถึงหลายๆล้าน ตามรอยของผู้ที่รวยแล้วจนหาที่มีใช้เงินแทบจะไม่มี คือมีเงินมาก นั่นคือ ท่านต๊ะ ทรงชัย ณะอำภัย เจ้าพ่อ Affiliate Hotel & Traveling [...]

4 หลักคิดเพื่อความสำเร็จของ พอล ครุกแมน (Paul Krugman)

คนส่วนมากที่อ่านโกศลทอล์คคงเคยได้ยิน หรือรู้จักชื่อ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) กันมากบ้างน้อยบ้างนะครับ ขอกล่าวพอสังเขปว่าพอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอเมริกาโน้น เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2551 ที่ผ่านมาหมาดๆ อันนับได้ว่าเป็นเครื่องหมายรับประกันความเก่งกาจและเกียรติภูมิของท่านศาสตราจารย์เป็นอย่างดี
อันที่จริงแล้วรางวัลโนเบลไม่ได้ทำให้พอล ครุกแมน โด่งดังขึ้นหรอกครับ เพราะตัวเขาเองก็โด่งดังระดับดลกอยู่แล้ว ด้วยการเสนอความคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สวนทางกับความเชื่อและทฤษฎีเดิมอยู่บ่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เขาเสนอนั้นตรงเผงเสียด้วย จึงน่าสงสัยว่า ท่านศาสตราจารย์แห่งพรินซ์ตันคนนี้ มีหลักคิดค้นคว้าอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ กลายเป็นโหรเศรษฐกิจโลกที่ทายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ จนพวกที่เคยปรามาสว่าอาจารย์ครุกแมนเป็นคนแผลงๆพากันสงบากสงบคำไปนานแล้ว เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งคาตานั่นเอง
ข้อสงสัยดังกล่าวปรากฏในเอกสารของอาจารย์ครุกแมนที่ชื่อ “New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing ที่เผยแพร่ในวาระโอกาสที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเผยแพร่ในเว็บซ์ของมูลนิธิรางวัลโนเบล คือ Nobelprize.org โดยอาจารย์ครุกแมนได้บอกหลักในการค้นคว้าไว้ในเอกสาร 4 ประการ คือ

Billy Lim Dare To Fail – คนกล้าล้มเหลว

เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เป็นตัวแทนบริษัทประกันชีวิตอยุธยาอลิอันซ์ซีพี ผมได้ฟัง บิลลี่ ลิม (Billy Lim) พูดในงานฝึกอบรมที่บริษัทจัดขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะและกำลังใจแก่ตัวแทนประกันชีวิตหลายครั้ง บิลลี่ ลิม คือชายร่างเล็ก เสียงดัง มีพลัง และมีลีลาในการพูดที่ไม่ซ้ำแบบใคร เรียกทั้งเสียงหัวเราะสนุกสนานและความซาบซึ้งในถ้อยคำที่เขาเลือกสรรมาใช้ตรงกับลีลาอาการที่แสดงออกบนเวที

สำหรับผมแล้ว เขาคือแบบอย่างของนักต่อสู้ที่เรียกว่าเป็นแบบ “กัดไม่ปล่อย” เป็นคนที่ประสบความล้มเหลวมาแล้วทุกอย่าง ทั้งชีวิตและการงาน ตั้งแต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ล้มเหลวในชีวิตรัก ล้มเหลวในเรื่องการงาน ทำธุรกิจเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ จนในที่สุดกลายเป็นคนประสบผลสำเร็จในการเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ความล้มเหลวของตัวเองและผู้อื่น ปลุกปลอบสร้างกำลังใจให้คนที่กำลังล้มเหลวลุกขึ้นสู้ หนังสือของเขาคือ Dare To Fail หรือฉบับภาษาไทยชื่อ “กล้าล้มเหลว”
ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจฝึกอบรมสัมมนา พัฒนาทักษะ และสร้างกำลังใจให้แก่คนในองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยนำเอาประสบการณ์อันเจ็บปวดขมขื่นของตนเองมาบอกเล่าให้คนอื่นๆฟัง แปรความล้มเหลวให้เป็นพลังในการต่อสู้ กล้าที่จะพบกับความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวจะทำให้แข็งแกร่ง เพราะความแข็งแกร่งจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด
ผมเชื่อว่า ทุกคนมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองล้มเหลวในบางสิ่งบางอย่าง และมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอย่างที่สุดในทุกๆเรื่อง จนไม่มีจิตใจที่จะทำอะไร มองไปทางไหนมีแต่ความมืดมัว สิ้นหวัง ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่ชีวิตอยู่ในมุมมืด เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้คนหลายคนตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่เหนือความคาดหมายของผู้คน หรือแม้แต่ความคาดหมายของตนเอง การตัดสินใจในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะเป็นแรงเหวี่ยงที่มีผลอย่างแรงต่อชีวิต เป็นจุดวิกฤติที่สามารถชี้เป็นชี้ตายกันเลยทีเดียว

ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad and The Ugly 4 (จบล่ะ)

ผมเขียนเรื่องชุดลูกน้องสมองใสมาแล้ว 3 ตอน ทิ้งเวลาไปนานแสนนานหลายเดือนจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ายังมีภารกิจเรื่องนี้ค้างอยู่ พอได้โอกาสเหมาะก็เลยมาปิดเรื่องเสียในครั้งนี้
ลูกน้องสมองใส 3 ตอนที่ผ่านมานั้น ตอนที่ 1 ปูพื้นฐานความเป็นมาของลูกน้องประเภทต่างๆ ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของ The Good Band : พวกทำดี ตอนที่ 3 เป็น The Bad Band : พวกมีเลว และมาถึงตอนที่ 4 สุดท้าย คือ The Ugly Band : พวกมีเหลว อันเป็นพวกสุดท้าย
พวกมีเหลวนี้เป็นลูกน้องที่ทำให้หัวหน้าหรือเจ้านายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเล่นไม้แข็งก็ไม่เต็มที่ จะเล่นไม้นวมก็ไม่เต็มมือ เรียกว่าเป็นพวกท่าดีทีเหลวก็ได้ คล้ายๆว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ แต่มักจะตายตอนจบ หน่วยก้านดี ความคิดความอ่านเฉียบ บุคลิกน่าเชื่อถือ แต่เมื่อรับผิดชอบการปฏิบัติการ พวกนี้มักจะมือสั่น หรือจะเรียกว่าปากล้าขาสั่นก็ได้
ผมเคยมีลูกน้องประเภทนี้หลายคน เมื่อครั้งที่ผมทำงานในบริษัทที่ปรึกษาภาษีและกฎหมายธุรกิจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้านายใหญ่จะรับหัวหน้างานฝ่ายสัมมนา มีคนมาสมัครและสัมภาษณ์งานเป็นจำนวนหลายสิบ เจ้านายใหญ่ให้ผมเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ด้วยเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อว่าหากมีการยกเลิกสัญญาจ้างงานในภายภาคหน้า ผมจะได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเจรจาได้อย่างคล่องปาก (ผมเป็นมือปลดระวางคนครับ-ฮา)

How To Be a Good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี 5 (จบแล้ว)

เขียนชุดเจ้านายกับลูกน้องไว้แล้วอย่างละ 3 ตอน ว่างเว้นไปนาน สำหรับเรื่องเจ้านายนี้ ตอนที่ 1 , ตอนที่ 2 , ตอนที่ 3 และ ตอนที่ 4 เขียนไว้นานแล้ว ทีนี้จะขอฉายม้วนจบเสียที โดยตบท้ายด้วยเจ้านายประเภทที่ 4 คือ เจ้านายหัวใจเน่า
เมื่อเห็นชื่อแล้ว คงไม่ต้องอธิบายความหมายเพิ่มเติม เพราะคำว่าเน่าบอกความหมายชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ว่าเจ้านายประเภทนี้เป็นผู้ร้ายแน่นอน เพราะอะไรก็ตามที่ถึงขนาดเน่าแล้ว ย่อมด้อยค่าจนถึงไร้ค่า ไม่เป็นที่ปรารถนาของใครๆ เจ้านายก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นพวกหัวใจเน่าแล้ว ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของลูกน้องแน่ๆ แต่ทำไมจึงเป็นที่ต้องการของนายจ้าง หรือบริษัท เรื่องนี้ก็อยู่เหนือการรับรู้ของลูกน้องแล้วครับ
ในชีวิตการทำงานที่วนเวียนอยู่ในฐานะลูกน้อง ผมได้พบเจอเจ้านายประเภทนี้อยู่บ้าง โดยพบเห็นน้อยกว่าประเภทอื่นๆ แต่สร้างความเสียหายให้แก่จิตใจของลูกน้องเป็นอย่างยิ่ง เจ้านายหัวใจหนืดที่เสนอไว้ในตอนที่ 4 ที่ว่าแน่ๆ ยังแพ้ไปเลย
มาลองดูว่า เจ้านายหัวใจเน่า มีคุณสมบัติเน่าๆอะไรบ้าง  ดังต่อไปนี้…

วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล

 
ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ  หรือโดยเหตุอันไม่สมควร  จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ  นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ  ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย
 เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้  หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ  เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ  วิ่งกระตุกๆ  นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์  จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว
 คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย  พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น  ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง

พวงมาลัยเพื่อชีวิต

 
เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว…
 
ผมก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่ชอบรถติด  ยิ่งเวลาเร่งรีบนั้นดูเหมือนรถจะชอบติดนาน  ทั้งๆที่จริงแล้วก็ติดไม่นานไปกว่าที่เคยติด  แต่ความรีบร้อนทำให้ความรู้สึกของเราเร็วขึ้นไปอีกเท่าหนึ่ง  จริงทำให้รถติดนานเป็นสองเท่า  ยิ่งรีบมากเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนเวลารถติดจะนานมากขึ้นเท่านั้น
            ผมก็เป็นเหมือนกับคนอื่น  ที่ไม่ชอบไฟแดง  โดยเฉพาะไฟแดงที่ทำให้รถเราหยุดเป็นคันแรก  ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามจะเป็นคันสุดท้ายที่ผ่านไฟเขียว  ซึ่งบ่อยครั้งก็คือไฟเหลือง  และนานๆครั้งลักไก่ไปตามรถคันหน้าทั้งๆที่ไฟแดงสว่างขึ้นแล้ว
 ผมให้สงสัยอยู่ว่า  จะมีคนขับรถสักกี่คนที่ไม่เคยลักไก่ฝ่าไฟแดงแบบนี้

เจ้าชีวิต

ใครเคยสังเกตบ้างว่า ชีวิตของคนเรานี่แปลกมาก  ดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมได้  บังคับให้อยู่ในกำมือของเรา  แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว  กลับไม่ใช่  เราไม่สามารถควบคุมชีวิตให้อยู่ในกรอบและเกณฑ์ที่เราต้องการได้เสมอไป  เรากลับเป็นฝ่ายต้องเดินตามชีวิต  มันจะพาไปไหนเราก็ต้องตามต้อยๆ   ทุกข์สุขอย่างไรก็แล้วแต่ชีวิตจะเป็น
ในทุกงานที่ผ่านมา  พบได้พบเห็นคนเป็นจำนวนมาก ที่ถูกชีวิตบังคับควบคุม  ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเป็นฝ่ายควบคุมชีวิต  เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง
อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ผมเกี่ยวข้องเมื่อสิบปีกว่าก่อน…
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคสมัยที่ตนรุ่งโรจน์  มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเพียงแค่เค้าโรงเรื่อง  ยังไม่ลงมือเขียน สำนักพิมพ์ก็จับจองจ่ายเงินให้แล้ว  เกียรติยศและสตางค์หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย   มากเหมือนน้ำหลาก   ราวกับจะไม่มีวันหมด   ตอนนั้นแหละที่ชีวิตอยู่ในกำมือ จะใช้มันอย่างไรก็ได้  
 แล้ววันหนึ่งน้ำที่เคยหลากก็แห้งหายไปฉับพลัน  เหมือนน้ำป่าบ่ามาแรงก็แห้งไปเร็ว   เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน 
            ผ่านยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ไปแล้ว  ชีวิตที่เคยเป็นเจ้าของ  จะใช้มันอย่างไรก็ได้  กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถจะใช้งานมันได้  ชีวิตกลับมาควบคุมเราไว้ในกำมือ
            เขามือตกหรือก็เปล่า  ยังเขียนหนังสือดีเช่นเดิม  แต่ชีวิตไม่ให้โอกาสเขาอีกแล้ว  เหมือนกับมันจะบอกว่า  เอ็งพอแล้ว  ใช้ข้าตามใจมามากแล้ว  ที่นี้ข้าจะใช้เอ็งบ้าง

ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย

มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ ประการแรก ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง ประการที่สอง ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย ประการที่สาม ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ [...]

สามเดือนของ Kosol Talk ขอ talk to friends

 ผมโพสต์กระทู้แรกของ KosolTalk.com เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 มีคนร่วมแสดงความคิดเห็น 2 คนคือคุณไวพจน์กับคุณเอก โดยผมเขียนเรื่องหนังสือ “ต้องแพ้ก่อนจึงจะชนะได้” ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่แห่งเครือผู้จัดการ และเป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ผมเขียนถึงเรื่องความล้มเหลว ที่เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผม (และของคนอื่นๆด้วย มากน้อยต่างกัน) ไม่ได้เขียนในแง่ตีโพยตีพาย น้อยใจ หรือท้อถอย แต่เขียนในแง่ที่ว่า ความล้มเหลวเป็นของธรรมดา ไม่เสียหาย เพราะมันทำให้คนต้องหาทางดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด คล้ายเป็นยาดีชูกำลัง  ถ้าหากรู้จักใช้มันเป็น
ผมก็ล้มเหลว หรือล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาตลอด จึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  หาทางรับมือกับมันด้วยสติ ค่อยๆคิด ค่อยๆใช้ปัญญา แม้โอกาสยังมาไม่ถึงก็เตรียมความพร้อมเอาไว้  คืออย่าได้เสียกำลังใจ  ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น  ซึ่งมีสิ่งต่างๆมากมายให้ทำ
นับจากวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 22 เมษายน ก็ครบสามเดือน หนึ่งไตรมาสพอดี  ผมได้พูดคุยไปหลายเรื่อง มีเพื่อนๆเข้ามาร่วมอ่าน ร่วมคุย เป็นจำนวนมากพอสมควร ซึ่งผมไม่ได้หวังไว้ว่าจะมากขนาดนี้  ในแต่ละวันก็มีคนคลิกเขาเยี่ยมชมไม่น้อย [...]

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats