...

บ่นบ้าเรื่องการเมืองไทยแต่ไม่เบื่อ

สถานการณ์บ้านเมืองเป็นที่น่าห่วงใยว่าจะเกิดเหตุไม่ปกติขึ้น เนื่องมาจากความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถึงขั้นที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มสีแดงที่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะโค่นล้มฝ่ายตรงกันข้ามลงให้ได้ ทำดังว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป
ฝ่ายผู้มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง คือรัฐบาล ก็ดูเหมือนจะเพิกเฉยไม่จัดการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรจะทำ ปล่อยให้สถานการณ์คุกรุ่นสุกงอมมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนคนยากจนและคนที่ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว เสียภาษีแก่ประเทศชาติ และต้องการเห็นความสงบในบ้านเมือง ต่างได้รับความเดือดร้อนโดยถ้วนหน้า

ปกครองประเทศไทยแบบใดดี

สถานการณ์บ้านเมืองของเราในวันนี้  อยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่าใกล้หน้าสิ่วหน้าขวานไปแล้วก็ได้  สาเหตุเกิดจากอะไรนั้นก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว  นั่นคือการเมืองการปกครองที่บกพร่อง  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว หากจะบอกว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี 2475 กระทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะได้ เพราะในปีรุ่งขึ้นก็ยึดอำนาจกันเอง  แต่ฝ่ายทำการยึดอำนาจเกิดพ่ายแพ้จึงต้องเป็นกบฏ  นับแต่นั้นมา ปัญหาการเมืองการปกครองไทยจึงยุ่งอีนุงตุงนังมาจนทุกวันนี้

ส.ส., ส.ว., นักการเมืองมีมากก็เปลืองข้าวสุก

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประชากรไม่ถึง 100 ล้านคน แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไร ๆ ใหญ่จนเกินตัวในหลายเรื่อง ทำให้สิ้นเปลืองแบบไม่คุ้มค่า  เช่น บรรดานายพลในกองทัพทั้งสามเหล่าและตำรวจ มีมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งส่วนมากก็ไม่มีอะไรทำ  มีตำแหน่งประจำบ้าง ที่ปรึกษาบ้าง ผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง  ตำแน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับท่านทั้งหลายที่เป็นส่วนเกิน  ไม่ต้องทำอะไร สิ้นเดือนก็รับเงินคนละหลายหมื่น
อีกพวกหนึ่งที่มีล้นเกินคือบรรดานักการเมืองทุกระดับ ที่มีกันหยุบหยับไปหมด

เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยกับ สุรวิชช์ วรวรรณ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐะรรมนูญ ที่นักการเมืองบางกลุ่มกระหายอยากเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่เห็นด้วย-ไม่ร่วมแก้ไข ผมก็ขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เขียนกลอนไว้ในบล็อกที่โอเคเนชั่นบล็อกด้วย (เชื่อเถอะ นาน ๆ ผมจะเห็นตรงกับพรรคการเมือง ทุกพรรคนั่นแหละ)
วันนี้ผมได้อ่านบทความของ สุรวิชช์ วรวรรณ เรื่อง นักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน ในผู้จัดการออนไลน์แล้ว ชัดเจน ตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเขียน (ผมเคยไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เขาเขียนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไม่เห็นด้วยกับเขาตลอดไป) ดังนั้น จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ไว้ในที่นี้ด้วย ขออนุญาตทั้ง สุรวิชช์ วรวรรณ เจ้าของบทความ ทั้ง นิรันดร์ เยาวภา เว็บมาสเตอร์ กรรมการชมรมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ผมไม่ได้เอามาทำการค้านะครับ
บทความฉบับเต็มของ สรุวิชช์ วรวรรณ มีดังนี้

สังคมไทยต้องก้าวข้ามเรื่องทักษิณ

ปัญหาเรื่อง ทักษิณ  ชินวัตร ได้กลายเป็นเรื่องถ่วงรั้งความก้าวหน้าของสังคมไทยอย่างที่ไม่สามารถปฏิเสธได้  แน่นอนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกล่าวโทษเพียงทักษิณฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกต้อง  เพราะลำพังทักษิณและพลพรรคของเขาอันได้แก่พรรคไทยรักไทยในอดีต คงไม่สามารถจะสร้างปัญหาให้แก่สังคมไทยได้มากมายดังเช่นที่เป็นอยู่  สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งก็คือ  โครงสร้างทางสังคมและการเมืองไทย นั่นเอง  ที่เอื้อให้ทักษิณฉกฉวยโอกาสให้แก่ตนเองและพวกพ้อง  กระทำการละเมิดกฎหมาย  กอบโกยผลประโยชน์ทับซ้อน จนสร้างความเสียหายให้แก่สังคมไทยดังที่เป็นอยู่

คำประกาศของปวงชนชาวไทยต่อประชาชาติทั่วโลก

พวกเราประชาชนแห่งราช อาณาจักรไทย เป็นพสกนิกรผู้รักชาติ มีศรัทธาต่อศาสนา และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้มาพร้อมเพรียงกันอยู่บริเวณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรไทย และที่ได้ร่วมแรงจิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จากพื้นที่ต่างๆทั่วราชอาณาจักร
ขอประกาศเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชาติต่างๆทั่วโลกว่า
1.ราช อาณาจักรไทย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ ประชาชาติไทย มีความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาด ทั้งพร้อมที่จะพลีชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติ จนถึงที่สุด

ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์

ข่าวการลาออกของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ แม้ในขณะนี้ (2 ตุลาคม) ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก็นับได้ว่า เป็นร่องรอยของความขัดแย้งที่เห็นกันได้ชัดเจน ระหว่างนายกรัฐมนตรีและคนในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปิดอย่างไรก็ไม่มิดแล้ว

เรื่องที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังไม่ได้รับรายงาน

หากใครโตทันสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 10 ปีก่อน คำตอบหนึ่งที่นักข่าวและชาวบ้านคุ้นเคยซึ่งนายกรัฐมนตรีเอ่ยออกมาเมื่อนักข่าวถามก็คือ “เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน” ซึ่งรวมกันแล้ว เรื่องที่นายกรัฐมนตรีชวนในสมัยนั้นยังไม่ได้รับรายงาน รวมกันแล้วก็วันละหลายเรื่อง
ถ้ายังจำกันได้อีก ในสมัยนั้น นายกรัฐมนตรีได้รับฉายาจากนักข่าวสายการเมืองว่า “ชวน เชื่องช้า” คือตัดสินใจเรื่องใดมักจะช้า ซึ่งจะเป็นสาเหตุมาจากการที่ท่าน “ยังไม่ได้รับรายงาน” หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้

อำนาจวิถี ๓ ทางขึ้นสู่อำนาจ

การขึ้นสู่อำนาจของคนทั้งหลาย ไม่ว่าระดับใด หากแบ่งแยกตามกรอบของศีลธรรมจรรยา ย่อมแบ่งได้เป็นเพียง ๒ ทางคือทางที่ถูกศีลธรรมกับวิธีที่ผิดศีลธรรม ทางที่ถูกศีลธรรม ย่อมต้องได้อำนาจมาโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ได้มาโดยเคารพกติกาและทำตามกติกาอย่างขาวสะอาด ส่วนทางที่ผิดศีลธรรมย่อมเป็นตรงกันข้ามกับทางแรก

อำนาจวิถี ๒ : อำนาจเป็นศัตรูกับผู้ครอบครองที่ไม่ซื่อตรง

อำนาจเป็นพลังอันรุนแรงและลึกลับ มีอิทธิพลต่อผู้ครอบครองเป็นอันมาก ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในระดับใด ล้วนแล้วแต่มีผลต่อผู้ครอบครองอำนาจนั้นทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจย่อมต้องมีพลังในการที่จะควบคุมอำนาจให้อยู่ในมือของตนเพื่อให้เป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยในการทำงาน

หากใครก็ตามไม่มีพลังมากที่จะควบคุมอำนาจไว้ได้ อำนาจนั่นแหละจะกลายเป็นศัตรูหันกลับมาทำลายผู้นั้นเอง

smile

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Powered by  

MyPagerank.Net Free counter and web stats