<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศลคนชอบคุย &#187; การสื่อสารและสื่อ</title>
	<atom:link href="http://kosoltalk.com/category/media-and-communications/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosoltalk.com</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jul 2010 04:13:22 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>อย่าตกเป็นเหยื่อกระบวนการลับ ลวง พราง ในสื่อดิจิตอล</title>
		<link>http://kosoltalk.com/digital-media-watch</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/digital-media-watch#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Nov 2009 16:00:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิทัลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ทวิตเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลับ ลวง พราง]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://digitalmediaglobe.com/?p=187</guid>
		<description><![CDATA[อ่านข่าวการใช้สื่อดิจิตอล เช่น ทวีตเตอร์ กับ เฟซบุ๊ค  ของคนทั้งหลายแล้ว  ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า ความสะดวกและรวดเร็วของการใช้สื่อในปัจจุบัน  ที่ใครๆก็สามารถเป็นผู้ผลิตข่าวสารได้ มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน
น่ากลัวเพราะข้อมูลข่าวสารที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ ผู้จัดทำสามารถต่อเติม เสริมแต่ง บิดเบือน หรือแม้กระทั่งเอาความเท็จมาเผยแพร่ให้คนอ่านรับรู้ได้ อันตรายอยู่ตรงที่ ถ้าคนอ่านๆแล้วเกิดเชื่อถือว่านั่นเป็นข้อมูลที่แท้จริง ทั้งๆที่เป็นเท็จ หรือผ่านการเสริมแต่งมา  ก็จะทำให้เข้าใจผิด นำไปสู่ความเชื่อที่ผิด และลงท้ายด้วยการกระทำที่ผิดได้

ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ  การใช้สื่อดังกล่าวเพื่อเป้าหมายทางการเมือง  มีการให้ข้อมูลข่าวสารที่ให้ร้ายฝ่ายอื่น สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตน  ข่าวสารสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วผ่านการส่งต่อแบบปากต่อปาก  ยากแก่การควบคุม
การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อดิจิตอล ไม่เพียงแต่เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์เท่านั้น สื่ออื่นๆ เช่น เว็บไซต์ บล็อก อีเมล์  เอสเอ็มเอสผ่านโทรศัพท์  เป็นต้น ล้วนเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือข้อมูลที่ผ่านการต่อเติมเสริมแต่งเพื่อประโยชน์ของผู้ส่ง  ดังนั้น จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญให้ดี ก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังต่อสู้แย่งชิงทางการเมืองในปัจจุบัน  มีการใช้สื่อดิจิตอลเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อย่างแพร่หลาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อ่านข่าวการใช้สื่อดิจิตอล เช่น <strong>ทวีตเตอร์ </strong>กับ<strong> เฟซบุ๊ค  </strong>ของคนทั้งหลายแล้ว  ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า ความสะดวกและรวดเร็วของการใช้สื่อในปัจจุบัน  ที่ใครๆก็สามารถเป็นผู้ผลิตข่าวสารได้ มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน</p>
<p>น่ากลัวเพราะข้อมูลข่าวสารที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ ผู้จัดทำสามารถต่อเติม เสริมแต่ง บิดเบือน หรือแม้กระทั่งเอาความเท็จมาเผยแพร่ให้คนอ่านรับรู้ได้ อันตรายอยู่ตรงที่ ถ้าคนอ่านๆแล้วเกิดเชื่อถือว่านั่นเป็นข้อมูลที่แท้จริง ทั้งๆที่เป็นเท็จ หรือผ่านการเสริมแต่งมา  ก็จะทำให้เข้าใจผิด นำไปสู่ความเชื่อที่ผิด และลงท้ายด้วยการกระทำที่ผิดได้<br />
<span id="more-1819"></span><br />
ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ  การใช้สื่อดังกล่าวเพื่อเป้าหมายทางการเมือง  มีการให้ข้อมูลข่าวสารที่ให้ร้ายฝ่ายอื่น สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตน  ข่าวสารสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วผ่านการส่งต่อแบบปากต่อปาก  ยากแก่การควบคุม</p>
<p>การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อดิจิตอล ไม่เพียงแต่เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์เท่านั้น สื่ออื่นๆ เช่น เว็บไซต์ บล็อก อีเมล์  เอสเอ็มเอสผ่านโทรศัพท์  เป็นต้น ล้วนเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือข้อมูลที่ผ่านการต่อเติมเสริมแต่งเพื่อประโยชน์ของผู้ส่ง  ดังนั้น จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญให้ดี ก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ</p>
<p>โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังต่อสู้แย่งชิงทางการเมืองในปัจจุบัน  มีการใช้สื่อดิจิตอลเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อย่างแพร่หลาย  มีการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวพรางกันอย่างขนานใหญ่  ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อใคร จะเลือกข้างฝ่ายใด ก็ต้องพิจารณาให้นัก จำต้องหาข้อมูลจากแหล่งอื่นมาเทียบเคียงด้วย</p>
<p>เว้นเสียแต่บรรดาสาวกผู้ติดตามของแต่ละฝ่าย  คงเชื่อฝ่ายที่ตนรักอย่างไม่สงสัย ไม่ต้องหาเหตุผลใดๆ  ซึ่งเป็นธรรมชาติของฝูงชน  แต่เราสำหรับผู้ที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยข้อเท็จจริง ด้วยผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่เลือกข้างแบบไร้สติ  จำต้องฟังหูไว้หู อย่าเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านสื่อดิจิตอลกันโดยทันที อาจถูกหลอกเอาได้</p>
<p>ตอนนี้กำลังฝุ่นตลบ ระวังฝุ่นจะเข้าตานะครับ  โปรดช่วยกันอยู่นิ่งๆให้ฝุ่นจาง จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ถ้าต่างคนต่างเข้าไปคลุก ฝุ่นก็จะยิ่งคลุ้ง มองอะไรไม่เห็น   อันตรายต่อทุกคนรวมถึงประเทศชาติของเราด้วย</p>
<p><strong>อย่าตกเป็นเหยื่อของคนบางกลุ่มที่ใช้แผนลับลวงพรางผ่านสื่อดิจิตอล  โปรดใช้ปัญญานะครับ.</strong></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/7/10 */
google_ad_slot = "3869133090";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter" title="ทักษิณติดตามใครในทวิตเตอร์? (August 1, 2009)">ทักษิณติดตามใครในทวิตเตอร์?</a> (1)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/run-video-ad-in-magazine" title="คลิปวิดีโอโฆษณาสินค้าในนิตยสาร นวัตกรรมจากจินตนาการ (August 27, 2009)">คลิปวิดีโอโฆษณาสินค้าในนิตยสาร นวัตกรรมจากจินตนาการ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/5-boring-stories-in-the-year-2009" title="5 เรื่องน่าเบื่อในโลกออนไลน์ปี 2552 (December 6, 2009)">5 เรื่องน่าเบื่อในโลกออนไลน์ปี 2552</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/digital-media-watch/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระวังสื่อดิจิตอล รุกเงียบ ละเมิดและครอบงำ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/digital-media-the-quiet-harm</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/digital-media-the-quiet-harm#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2009 12:34:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยของสื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันสื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายของสื่อดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://digitalmediaglobe.com/?p=179</guid>
		<description><![CDATA[เคยเขียนมาก่อนหน้านี้ว่า วันที่ 18 กันยายนนี้ นิตยสารบันเทิงของอเมริกา คือ Entertainment Weekly จะเปิดศักราชของการตลาดยุคใหม่ โดยใช้นวัตกรรมจอทีวีขนาดบางเฉียบเพียง 2.7 มิลลิเมตรติดไว้ในนิตยสาร  พอคนเปิดหน้านั้นขึ้นมาก็จะเห็นโฆษณาเคลื่อนไหวเหมือนดูทีวี ซึ่งเป็นโฆษณาละครซิตคอมของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) และโฆษณาเป๊บซี่แม็กซ์  นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของการโฆษณาเลยทีเดียว

สำหรับเจ้าของโฆษณาและผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นิตยสาร Entertainment Weekly สถานีโทรทัศน์ซีบีเอส  และบริษัทเป็บซี  รวมทั้งผู้เป็นเจ้าของนวัตกรรมจอทีวีบางจิ๋ว คือบริษัทอเมริชิป  ก็ต้องดีใจเป็นที่สุดที่เป็นผู้บุกเบิกการโฆษณาแบบใหม่นี้  อันหมายถึงได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีคืออเมริชิปนั้น เชื่อแน่ว่า เมื่อการโฆษณาแบบนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ย่อมจะได้รับผลประโยชน์มากมายในการขายเทคโนโลยีให้แก่เจ้าของสินค้าที่ต้องการโฆษณาแบบนี้บ้าง
สื่อดิจิตอล (หรือ ดิจิทัล) นับวันแต่จะได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายสะดวกสบายและเข้าถึงผู้รับได้มากขึ้น  ปัจจุบันจะเห็นได้ทั่วไป เช่น จอโฆษณาขนาดใหญ่โตตามสี่แยกต่างๆ  และตามอาคารของบริษัทใหญ่ๆที่เข้ามาแทนที่ป้ายหรือคัทเอาท์  โทรศัพท์มือถือก็เป็นช่องทางหลักอย่างหนึ่งที่ใช้งานกับสื่อดิจิตอล  มีเนื้อหามากมายที่ส่งผ่านโทรศัพท์มือถือสู่ผู้ใช้บริการ  ทั้งโดยสมัครใจรับข่าวสารและโดยการยัดเยียดของให้บริการ  แม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มก็กลายเป็นช่องทางสื่อสารของเจ้าของสินค้า โฆษณาสินค้าและบริการของตนอย่างกว้างขวาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยเขียนมาก่อนหน้านี้ว่า วันที่ 18 กันยายนนี้ นิตยสารบันเทิงของอเมริกา คือ <a href="http:/run-video-ad-in-magazine">Entertainment Weekly จะเปิดศักราชของการตลาดยุคใหม่ </a>โดยใช้นวัตกรรมจอทีวีขนาดบางเฉียบเพียง 2.7 มิลลิเมตรติดไว้ในนิตยสาร  พอคนเปิดหน้านั้นขึ้นมาก็จะเห็นโฆษณาเคลื่อนไหวเหมือนดูทีวี ซึ่งเป็นโฆษณาละครซิตคอมของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) และโฆษณาเป๊บซี่แม็กซ์  นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของการโฆษณาเลยทีเดียว<br />
<span id="more-1817"></span><br />
สำหรับเจ้าของโฆษณาและผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นิตยสาร Entertainment Weekly สถานีโทรทัศน์ซีบีเอส  และบริษัทเป็บซี  รวมทั้งผู้เป็นเจ้าของนวัตกรรมจอทีวีบางจิ๋ว คือบริษัทอเมริชิป  ก็ต้องดีใจเป็นที่สุดที่เป็นผู้บุกเบิกการโฆษณาแบบใหม่นี้  อันหมายถึงได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีคืออเมริชิปนั้น เชื่อแน่ว่า เมื่อการโฆษณาแบบนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ย่อมจะได้รับผลประโยชน์มากมายในการขายเทคโนโลยีให้แก่เจ้าของสินค้าที่ต้องการโฆษณาแบบนี้บ้าง<br />
สื่อดิจิตอล (หรือ ดิจิทัล) นับวันแต่จะได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายสะดวกสบายและเข้าถึงผู้รับได้มากขึ้น  ปัจจุบันจะเห็นได้ทั่วไป เช่น จอโฆษณาขนาดใหญ่โตตามสี่แยกต่างๆ  และตามอาคารของบริษัทใหญ่ๆที่เข้ามาแทนที่ป้ายหรือคัทเอาท์  โทรศัพท์มือถือก็เป็นช่องทางหลักอย่างหนึ่งที่ใช้งานกับสื่อดิจิตอล  มีเนื้อหามากมายที่ส่งผ่านโทรศัพท์มือถือสู่ผู้ใช้บริการ  ทั้งโดยสมัครใจรับข่าวสารและโดยการยัดเยียดของให้บริการ  แม้กระทั่งตู้เอทีเอ็มก็กลายเป็นช่องทางสื่อสารของเจ้าของสินค้า โฆษณาสินค้าและบริการของตนอย่างกว้างขวาง  ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือการสื่อสารผ่านสื่อดิจิตอล</p>
<p>มองในแง่การตอบสนองความต้องการของคน  สื่อดิจิตอลนับว่าสร้างความสะดวกสบาย รวดเร็ว ทันใจ ให้แก่ผู้ใช้งาน  ยกตัวอย่างโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเตอร์เน็ตได้  ที่เรียกสมาร์ทโฟน (Smart Phone) บ้าง  ทัชโฟน (Touch Phone) บ้าง ซึ่งใช้งานได้ทั้งในฐานะเครื่องโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว  สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  รับส่งข้อมูลได้แทบจะไม่ต่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุค นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการรับและส่งข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือผลิตข่าวสารแบบง่ายๆได้อีกด้วย  นั่นคือ  ถ่ายภาพนิ่งและเคลื่อนไหว ที่เรียกว่าคลิปวิดีโอ และบันทึกเสียงที่เรียกว่าคลิปเสียงหรือทำทั้งสองอย่างพร้อมๆกันได้</p>
<p>ความสะดวกสบายของผู้ใช้งานทำให้ผู้ให้บริการที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี สามารถใช้สื่อดิจิตอลแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นักการตลาดจึงอาศัยสื่อดิจิตอล  เป็นเครื่องมือในการนำเสนอข้อความโฆษณารูปแบบต่างๆที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งในระดับกว้างและเจาะจงกลุ่มได้มากขึ้น</p>
<p>สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ สื่อดิจิตอลตอบสนองความต้องการของทั้งผู้รับสื่อและใช้สื่อได้สะดวกสบายขึ้น  จนอาจจะทำให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจลุกลามไปถึงสิทธิส่วนบุคคลได้  ตัวอย่างเช่น การส่งข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอสโฆษณาสินค้าและบริการต่างๆไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์ โดยที่ไม่ได้ขอรับบริการ สร้างความรำคาญและเสียเวลาเป็นอย่างมาก  หรือการส่งข้อความไปถึงกลุ่มผู้รับข่าวสารที่สมัครใจรับข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในลักษณะตอกย้ำซ้ำไปซ้ำมาจนอาจทำให้เกิดการครอบงำขึ้นได้  รวมไปถึงการใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและผิดกฎหมาย เช่น คลิปภาพและเสียง ดังที่ปรากฏอยู่เสมอๆ  <a href="http:/prime-minister-voice-clip">แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังตกเป็นเหยื่อของการใช้สื่อดิจิตอลในทางที่ผิด</a> โดยมีผู้ไม่ประสงค์ดีตัดต่อคลิปเสียงเผยแพร่ ดังที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้</p>
<p>ความจริงนั้น เครื่องมือทุกชนิดล้วนมีข้อดีและข้อเสีย  มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะใช้ไปในทางใด   ดังเช่นมีดแกะสลัก เมื่ออยู่ในมือช่างย่อมเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์งานศิลปะอันงดงาม แต่ถ้าหากอยู่ในมือคนไม่ดีก็กลายเป็นอาวุธในการทำร้ายผู้อื่นได้  สื่อดิจิตอลก็เช่นกัน หากผู้ใช้งานขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ก็เป็นเครื่องมือสร้างความเสียหายได้</p>
<p>ที่สำคัญ การใช้งานสื่อดิจิตอล โดยเฉพาะผู้รับสารนั้น  จะต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร  แม้จะสะดวกสบายแต่ก็ควรจะใช้ปัญญาในการพิจารณาว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับนั้นมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด  หากทำได้ก็จะรอดพ้นจากการถูกครอบงำและละเมิดความเป็นส่วนตัว รวมถึงสิทธิส่วนตนได้<br />
<strong><br />
หากเชื่อไปทั้งหมด ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคเกินความเป็นที่เผยแพร่โดยนักการตลาดทั้งหลายที่รุกเงียบผ่านสื่อดิจิตอล จนอาจจะถูกละเมิดและถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว.</strong></p>
<p>โกศล อนุสิม<br />
11 กันยายน 2552</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/happy-new-year-2553" title="สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ (December 27, 2009)">สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓</a> (6)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter-and-the-power-of-digital-media" title="ทักษิณ ชินวัตร กับทวีตเตอร์ : พลังของสื่อดิจิตอล (August 6, 2009)">ทักษิณ ชินวัตร กับทวีตเตอร์ : พลังของสื่อดิจิตอล</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/run-video-ad-in-magazine" title="คลิปวิดีโอโฆษณาสินค้าในนิตยสาร นวัตกรรมจากจินตนาการ (August 27, 2009)">คลิปวิดีโอโฆษณาสินค้าในนิตยสาร นวัตกรรมจากจินตนาการ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/prime-minister-voice-clip" title="คลิปเสียงนายกฯ  ฟังหูไว้หูแบบรู้ทันสื่อ (September 2, 2009)">คลิปเสียงนายกฯ  ฟังหูไว้หูแบบรู้ทันสื่อ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/my-father-story" title="พ่อผมตายแล้วยังสอนพุทโธ (December 4, 2009)">พ่อผมตายแล้วยังสอนพุทโธ</a> (16)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/digital-media-the-quiet-harm/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลิปเสียงนายกฯ  ฟังหูไว้หูแบบรู้ทันสื่อ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/prime-minister-voice-clip</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/prime-minister-voice-clip#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2009 03:59:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้สื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปเสียงนายกฯ]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันสื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เท่าทันสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิทัล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://digitalmediaglobe.com/?p=174</guid>
		<description><![CDATA[Kosoltalk.com : กรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีสั่งให้สลายการชุมนุมของประชาชนฝ่ายเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน  ถูกปล่อยออกมาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  จะโดยใครก็ตาม  ย่อมมีเจตนาแน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่ประชาชน  โดยหวังปลุกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลให้ลุกขึ้นมาแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจ จนอาจถึงขั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองขึ้น

ปรากฏว่า ฝ่ายรัฐบาลออกมาพิสูจน์คัดค้านได้ทันเวลา ว่าคลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้น โดยมีหลักฐานทางวิชาการมารองรับโดยชัดเจน  แม้พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะแสดงท่าทีไม่ยอมรับ แต่ในหมู่ประชาชนเชื่อว่า คลิปเสียงนั้นได้รับการตัดต่อขึ้นมาจริง โดยเอแบคโพลล์ แห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ &#8220;เอแบคเรียลไทม์โพลล์&#8221; การวัดเรตติ้งรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 และความรู้สึกต่อรายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเรื่องคลิปเสียงที่ถูกตัดต่อด้วย ซึ่งผลสำรวจในประเด็นการชี้แจงคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี  จากตัวอย่างประชาชน 17 จังหวัด จำนวน 1,127 ครัวเรือน พบว่าร้อยละ 61.5 เชื่อนายกรัฐมนตรีที่ชี้แจงว่าเป็นการตัดต่อคลิปเสียง  แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อหลักฐานที่ฝ่ายรัฐบาลนำมาพิสูจน์
นี่เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการรับและเสพสื่อ โดยเฉพาะสื่อนอกระบบที่สามารถจัดทำขึ้นได้อย่างง่ายดายเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  และมีช่องทางในการเผยแพร่อย่างหลากหลาย  ที่ง่ายและสะดวกที่สุดก็คือการเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยอีเมล์  เมื่อใครสักคนได้อ่านหรือฟังแล้วเกิดความสนใจ อยากให้คนอื่นรู้ด้วยก็จะส่งต่อไปเป็นทอดๆ โดยส่งได้ไม่จำกัดจำนวนคนและจำนวนครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosoltalk.com">Kosoltalk.com </a>: กรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีสั่งให้สลายการชุมนุมของประชาชนฝ่ายเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน  ถูกปล่อยออกมาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  จะโดยใครก็ตาม  ย่อมมีเจตนาแน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่ประชาชน  โดยหวังปลุกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลให้ลุกขึ้นมาแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจ จนอาจถึงขั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองขึ้น<br />
<span id="more-1816"></span><br />
ปรากฏว่า ฝ่ายรัฐบาลออกมาพิสูจน์คัดค้านได้ทันเวลา ว่าคลิปเสียงนั้นถูกตัดต่อขึ้น โดยมีหลักฐานทางวิชาการมารองรับโดยชัดเจน  แม้พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะแสดงท่าทีไม่ยอมรับ แต่ในหมู่ประชาชนเชื่อว่า คลิปเสียงนั้นได้รับการตัดต่อขึ้นมาจริง โดยเอแบคโพลล์ แห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ <strong>&#8220;เอแบคเรียลไทม์โพลล์&#8221; </strong>การวัดเรตติ้งรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 และความรู้สึกต่อรายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเรื่องคลิปเสียงที่ถูกตัดต่อด้วย ซึ่งผลสำรวจในประเด็นการชี้แจงคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี  จากตัวอย่างประชาชน 17 จังหวัด จำนวน 1,127 ครัวเรือน พบว่าร้อยละ 61.5 เชื่อนายกรัฐมนตรีที่ชี้แจงว่าเป็นการตัดต่อคลิปเสียง  แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อหลักฐานที่ฝ่ายรัฐบาลนำมาพิสูจน์</p>
<p>นี่เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการรับและเสพสื่อ โดยเฉพาะสื่อนอกระบบที่สามารถจัดทำขึ้นได้อย่างง่ายดายเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  และมีช่องทางในการเผยแพร่อย่างหลากหลาย  ที่ง่ายและสะดวกที่สุดก็คือการเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยอีเมล์  เมื่อใครสักคนได้อ่านหรือฟังแล้วเกิดความสนใจ อยากให้คนอื่นรู้ด้วยก็จะส่งต่อไปเป็นทอดๆ โดยส่งได้ไม่จำกัดจำนวนคนและจำนวนครั้ง ดังนั้น จึงทำให้เผยแพร่ต่อไปอย่างรวดเร็ว  จนในที่สุดก็กระจายมาสู่สื่ออื่นๆ จนกลายเป็นที่รับรู้ของสังคมในวงกว้าง</p>
<p>บทเรียนที่สังคมไทยได้รับจากเรื่องการเผยแพร่คลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ก็คือ</p>
<p><strong>1. เรียนรู้ว่าสื่อนั้นมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี</strong> ไม่ว่าสื่อชนิดใด  ขึ้นอยู่กับการใช้งาน   ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกของผู้ใช้  หากผู้ใช้มีจิตสำนึกที่ดีย่อมใช้สื่อไปในทางที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น กระจายไปสู่ สังคม  ในทางกลับกัน ถ้าใช้ไม่ดีก็จะเป็นโทษทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และสังคม</p>
<p><strong>2. เรียนรู้ว่าการรับและเสพสื่อควรที่จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ </strong>ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่มาตามสื่อ  ไม่เห็นด้วยเพียงเพราะว่าข้อมูลนั้นตรงกับความคิด ความเห็นและความเชื่อของตน  หากคนไทยส่วนหนึ่งเชื่อในข้อมูลที่มากลับคลิปเสียงนั้น ถึงกับออกมาชุมนุมแสดงความไม่พอใจนายกรัฐมนตรี  ย่อมจะตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีเจตนาดีต่อบ้านเมืองอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>3.เรียนรู้ว่าเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดานั้นแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่</strong> เช่น เรื่องคลิปเสียงของนายกฯ  อาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเกี่ยวข้องถึงความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนายกรัฐมนตรีนั้นคือผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร  การกระทำใดๆของนายกรัฐมนตรีในทางการเมืองย่อมผูกพันกับประเทศชาติ</p>
<p>ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปมาก สื่อดิจิตอลมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับสื่อทั้งโดยตั้งใจและโดยไม่ตั้งใจ  สมควรที่จะใช้วิจารณญาณให้มาก พุดง่ายๆก็คือ ฟังหูไว้หู  อย่าพึงเชื่อโดยทันที แม้ว่าข่าวสารนั้นจะตรงกับความคิดเห็นของตน เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้ายได้</p>
<p>ผลจาการหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ไม่เพียงแต่เกิดผลเสียกับตัวเองเท่านั้น  แม้ผู้อื่นและสังคมโดยรวมก็จะได้รับผลเสียด้วย หากเราเชื่อแล้วทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อมูลที่ได้รับมาผิดๆนั้น.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><strong></strong><br />
2 กันยายน 2552</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/digital-media-the-quiet-harm" title="ระวังสื่อดิจิตอล รุกเงียบ ละเมิดและครอบงำ (September 11, 2009)">ระวังสื่อดิจิตอล รุกเงียบ ละเมิดและครอบงำ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter-and-the-power-of-digital-media" title="ทักษิณ ชินวัตร กับทวีตเตอร์ : พลังของสื่อดิจิตอล (August 6, 2009)">ทักษิณ ชินวัตร กับทวีตเตอร์ : พลังของสื่อดิจิตอล</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-in-digital-age" title="&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221; (July 31, 2009)">&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/video-ad-in-magazine" title="ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร (August 27, 2009)">ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร</a> (2)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/prime-minister-voice-clip/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษิณ ชินวัตร กับทวีตเตอร์ : พลังของสื่อดิจิตอล</title>
		<link>http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter-and-the-power-of-digital-media</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter-and-the-power-of-digital-media#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 22:51:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[tweets]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีตส์]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีตเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[พลังของสื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิตอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://digitalmediaglobe.com/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[หากติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะรู้ว่า  มีการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ ทำให้อยู่ในความสนใจของสาธารณชน พูดตามประสาชาวบ้านก็คือ ไม่ตกเวทีนั่นเอง

ช่วงก่อนถึงหลังเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน 2552 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อต่างประเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์สร้างกระแสให้ตัวเองเป็นที่สนใจของประชาคมโลก  ส่วนในประเทศก็ใช้สื่อวิทยุในการ “โฟนอิน” มาที่เวทีชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่ต่างๆ  โดยมีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์นำไปขยายต่อ กลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยปริยาย
เมื่อการใช้สื่อกระแสหลักทั้งในและต่างประเทศเริ่มไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็นแล้ว ก็หันมาใช้สื่อสมัยใหม่หรือสื่อดิจิตอลในการสร้างจุดสนใจให้แก่ตนเอง  ทั้งการสร้างเว็บไซต์ เว็บบล็อก และล่าสุดก็ได้ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมของคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสาร  ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมีเรื่องสำคัญ 2 เรื่องที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจอีกครั้ง นั่นคือ
เรื่องแรก กรณีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ส่งข้อความไปถึงในช่วงวันเกิด โดยได้คัดข้อความจากการให้สัมภาษณ์รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ส่งไป  ทำให้ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆทั่วประเทศ แม้ภายหลังจะมีการออกมาชี้แจงว่า  เป็นการดำเนินการของทีมงานมิใช่ตัวนายกรัฐมนตรี  แต่ก็ทำให้ข่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง
เรื่องที่สอง กรณีลงคะแนนเสียงเลือก ทวิตเตอร์โหวตในหมู่ผู้ใช้คนทย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หากติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะรู้ว่า  มีการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ ทำให้อยู่ในความสนใจของสาธารณชน พูดตามประสาชาวบ้านก็คือ ไม่ตกเวทีนั่นเอง<br />
<span id="more-1797"></span><br />
ช่วงก่อนถึงหลังเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน 2552 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อต่างประเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์สร้างกระแสให้ตัวเองเป็นที่สนใจของประชาคมโลก  ส่วนในประเทศก็ใช้สื่อวิทยุในการ “โฟนอิน” มาที่เวทีชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่ต่างๆ  โดยมีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์นำไปขยายต่อ กลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยปริยาย</p>
<p>เมื่อการใช้สื่อกระแสหลักทั้งในและต่างประเทศเริ่มไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็นแล้ว ก็หันมาใช้สื่อสมัยใหม่หรือสื่อดิจิตอลในการสร้างจุดสนใจให้แก่ตนเอง  ทั้งการสร้างเว็บไซต์ เว็บบล็อก และล่าสุดก็ได้ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมของคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสาร  ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมีเรื่องสำคัญ 2 เรื่องที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจอีกครั้ง นั่นคือ</p>
<p><strong>เรื่องแรก</strong> กรณีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ส่งข้อความไปถึงในช่วงวันเกิด โดยได้คัดข้อความจากการให้สัมภาษณ์รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ส่งไป  ทำให้ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆทั่วประเทศ แม้ภายหลังจะมีการออกมาชี้แจงว่า  เป็นการดำเนินการของทีมงานมิใช่ตัวนายกรัฐมนตรี  แต่ก็ทำให้ข่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง</p>
<p><strong>เรื่องที่สอง</strong> กรณีลงคะแนนเสียงเลือก ทวิตเตอร์โหวตในหมู่ผู้ใช้คนทย  ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับคะแนนโหวตสูงสุด ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความไม่ชอบมาพากล  โดยตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีการจัดตั้งคะแนนโหวต  ไม่ใช่จากผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่แท้จริง แต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นจุดสนใจในชุมชนสื่อดิจิตอล</p>
<p>นี่ย่อมถือได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณนั้น มีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง  สร้างจุดสนใจได้อย่างดียิ่ง ส่วนเนื้อหานั้นอาจไม่มีอะไรใหม่  ในกรณีทวิตเตอร์นั้น หากสังเกตให้ดีแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่า ผู้คนสนใจเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้ทวิตเตอร์ แต่ไม่ได้สนใจว่าใช้ทวิตเตอร์ทำอะไร หรือมีเนื้อหาอะไร  พ.ต.ท.ทักษิณ ทวีตส์ (tweets) อะไร  ดังนั้น ในแง่การทำให้ตนเองเป็นที่สนใจ พ.ต.ท.ทักษิณประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง แต่ในแง่การ “สื่อสารอะไร” นั้น ยังเป็นที่สงสัย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณทวีตส์ไม่มากนัก (ขณะเขียนต้นฉบับนี้ เวลา 05.05 น. ของวันที่ 6 สิงหาคม 2552  พ.ต.ท.ทักษิณ tweets ทั้งหมด 44 ครั้ง มี following 4 คน และ follower 10,196 คน—อ่านเรื่องเพิ่มเติม <a href="http://digitalmediaglobe.com/thaksin-on-twitter">ทักษิณติดตามใครในทวีตเตอร์</a>)</p>
<p>แม้จะยังไม่มีเนื้อหาสาระมากถึงขั้นที่จะทำให้คนได้ประโยชน์อย่างเป็นชิ้นเป็นอันจากการติดตาม  แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากการใช้สื่อดิจิตอลอย่างทวีตเตอร์และสื่อดิจิตอลอื่นๆแล้วอย่างเต็มที่  ซึ่งพลังของสื่อดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็น ไฮไฟว์ (HI5) เฟสบุ๊ค (Facebook) เว็บไซต์และบล็อก (Weblog) รวมถึงทวีตเตอร์ ต่างก็พิสูจน์มาแล้วว่าเปี่ยมพลังอย่างยิ่ง  ซึ่งกรณีศึกษาที่สำคัญคือ ความสำเร็จของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา  ที่ใช้สื่อดิจิตอลดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับสาธารณชนเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตนเอง</p>
<p>การก้าวเข้ามาใช้สื่อดิจิตอลอย่างเต็มตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเกิดผลเช่นไรในระยะยาว ก็ต้องติดตามต่อไป  แต่สิ่งที่ต้องการชี้ให้เห็นในที่นี้ก็คือ พลังของสื่อดิจิตอลนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกต่อไป  เพราะทุกภาคส่วนทั้งปัจเจกบุคคล องค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจ แม้กระทั่งองค์กรนอกกฎหมายต่างก็หันมาใช้สื่อดิจิตอลเป็นกระบอกเสียงของตนมากขึ้น.</p>
<p><strong>อ่านเรื่องน่าสนใจอื่นๆ :</strong></p>
<p><a title="“สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ”" href="../media-in-digital-age">“สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ” </a><br />
<a title="Digital Media = Digital Marketing : ใครถึงก่อนได้เปรียบกว่า" href="../digital-media-digital-marketing-the-first-is-a-winner">Digital Media = Digital Marketing : ใครถึงก่อนได้เปรียบกว่า </a><br />
<a title="ลุงทักษิณ vs. เฮียอภิสิทธิ์ บน twitter ของปลอมดอกจะบอกให้" href="../thaksin-and-abhisit-on-twitter">ลุงทักษิณ vs. เฮียอภิสิทธิ์ บน twitter ของปลอมดอกจะบอกให้ </a></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thailand-and-what-is-to-be-done" title="ประเทศไทย…จะเดินไปสู่หนไหนกันดี (December 2, 2008)">ประเทศไทย…จะเดินไปสู่หนไหนกันดี</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/social-networking" title="ประโยชน์ของ Social Networking (August 13, 2009)">ประโยชน์ของ Social Networking</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thailand-and-politics-crisis" title="ประเทศไทยบนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด (December 3, 2008)">ประเทศไทยบนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter" title="ทักษิณติดตามใครในทวิตเตอร์? (August 1, 2009)">ทักษิณติดตามใครในทวิตเตอร์?</a> (1)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/video-ad-in-magazine" title="ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร (August 27, 2009)">ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร</a> (2)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/thaksin-on-twitter-and-the-power-of-digital-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำพันทาง ภาษาวิบัติหรือพัฒนาการ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/thai-language-usage</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/thai-language-usage#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Aug 2009 16:24:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosoltalk.com/?p=2123</guid>
		<description><![CDATA[เปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หาความหมายของคำสามคำคือ พันทาง วิบัติ และ พัฒนาการ พบว่าทั้ง 3 คำเป็นคำนาม (น.) มีความหมายดังนี้
พันทาง  น. เรียกไก่ที่พ่อเป็นอู แม่เป็นแจ้ ว่า ไก่พันทาง ภายหลังเรียกเลยไปถึงสัตว์ที่พ่อแม่ต่างพันธุ์กันจนถึงสิ่งต่างชนิดบางอย่างที่แกมกัน
วิบัติ  น. พิบัติ,ความฉิบหาย,ความเคลื่อนคลาด,ความผิด,โทษ
พัฒนาการ น. การทำความเจริญ, การเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้น,  การคลี่คลายไปในทางดี
การค้นหาความหมายของคำทั้งสามคำดังกล่าว เพื่อที่จะใช้เป็นกรอบในการพิจารณาคำหลายคำที่มาจากภาษาต่างประเทศผสมกับคำไทยที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  ว่ามีผลต่อภาษาไทยอย่างไร  จะเป็นไปในทางส่งเสริมให้ภาษาเกิดความงอกงามหลากหลาย หรือจะทำให้ภาษาไทยค่อยๆตายไป
ในปัจจุบันการสื่อสารระหว่างสังคมเป็นไปอย่างเสรีและรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย  เกิดการเชื่อมโยง  ถ่ายดอน และแลกเปลี่ยนภาษากันอย่างกว้างขวาง  จนมีผู้แสดงความห่วงใยกันว่า  ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาถิ่นของไทยจะถูกทำลายจนสูญเสียเอกลักษณ์  เพราะรับเอาคำจากภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษมาใช้มาก  ทั้งโดยการรับมาทั้งคำ และการนำมาผสมกับคำในภาษาไทยจนกลายเป็นคำพันทาง  ที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในคำเดียวกัน
ผมเคยเขียนถึงคำในลักษณะนี้มาก่อนแล้วในเรื่อง “อินแฮง” แต่ครั้งนั้นเขียนในแง่ความหมายเพียงอย่างเดียว แต่ในที่นี้ จะขอวิเคราะห์ในแง่ผลกระทบของคำพันทางเหล่านี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หาความหมายของคำสามคำคือ พันทาง วิบัติ และ พัฒนาการ พบว่าทั้ง 3 คำเป็นคำนาม (น.) มีความหมายดังนี้</p>
<p><strong>พันทาง  น. </strong>เรียกไก่ที่พ่อเป็นอู แม่เป็นแจ้ ว่า ไก่พันทาง ภายหลังเรียกเลยไปถึงสัตว์ที่พ่อแม่ต่างพันธุ์กันจนถึงสิ่งต่างชนิดบางอย่างที่แกมกัน</p>
<p><strong>วิบัติ  น. </strong>พิบัติ,ความฉิบหาย,ความเคลื่อนคลาด,ความผิด,โทษ</p>
<p><strong>พัฒนาการ น.</strong> การทำความเจริญ, การเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้น,  การคลี่คลายไปในทางดี</p>
<p>การค้นหาความหมายของคำทั้งสามคำดังกล่าว เพื่อที่จะใช้เป็นกรอบในการพิจารณาคำหลายคำที่มาจากภาษาต่างประเทศผสมกับคำไทยที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  ว่ามีผลต่อภาษาไทยอย่างไร  จะเป็นไปในทางส่งเสริมให้ภาษาเกิดความงอกงามหลากหลาย หรือจะทำให้ภาษาไทยค่อยๆตายไป</p>
<p>ในปัจจุบันการสื่อสารระหว่างสังคมเป็นไปอย่างเสรีและรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย  เกิดการเชื่อมโยง  ถ่ายดอน และแลกเปลี่ยนภาษากันอย่างกว้างขวาง  จนมีผู้แสดงความห่วงใยกันว่า  ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาถิ่นของไทยจะถูกทำลายจนสูญเสียเอกลักษณ์  เพราะรับเอาคำจากภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษมาใช้มาก  ทั้งโดยการรับมาทั้งคำ และการนำมาผสมกับคำในภาษาไทยจนกลายเป็นคำพันทาง  ที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในคำเดียวกัน</p>
<p>ผมเคยเขียนถึงคำในลักษณะนี้มาก่อนแล้วในเรื่อง <a href="http://kosoltalk.com/inhang-a-slang-in-thai-country-song"><strong>“อินแฮง”</strong></a> แต่ครั้งนั้นเขียนในแง่ความหมายเพียงอย่างเดียว แต่ในที่นี้ จะขอวิเคราะห์ในแง่ผลกระทบของคำพันทางเหล่านี้ ที่มีต่อภาษาไทย</p>
<p>ก่อนจะถึงเรื่องคำพันทางในปัจจุบัน  ขอย้อนความถึงลักษณะของภาษาไทยที่เคยเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมต้น  ครูสอนว่า คำในภาษาไทยเป็นคำเดี่ยวเช่นเดียวกับภาษาจีน  ต่อมาได้รับอิทธิพลความคิดความเชื่อจากขอม (บรรพบุรุษของนายฮุนเซ็นและชาวเขมรในปัจจุบัน) ในเรื่องการปกครองแบบเทวราชา คือพระราชาเป็นสมมติเทพ อันเริ่มตั้งแต่สมัยปลายสุโขทัยต่ออยุธยา  ดังนั้นจึงรับเอาคำจากภาษาขอมมาใช้เป็นคำราชาศัพท์  โดยขอมก็รับมาจากแขกอินเดียอีกต่อหนึ่ง  เมื่อพระพุทธสาสนาเจริญรุ่งเรืองในสยาม  เราก็รับภาษาแขกมาใช้โดยตรง  ดังนั้น คำในภาษาไทยจึงมีทั้งคำแขกและคำเขมรอยู่เป็นอันมาก</p>
<p>คำภาษาไทยเป็นคำเดี่ยวมีพยางค์เดียวเป็นส่วนมาก   ชื่อคนก็เป็นคำเดี่ยว เช่น  สา สี มี มา  คือสัตว์ก็เป็นคำเดี่ยว  เช่น หมู  หมา กา ไก่  ชื่อสถานที่ก็เป็นคำเดี่ยว เช่น เรือก สวน นา ไร่  ห้วย หนอง คลอง บึง เป็นต้น  เมื่อรับเอาภาษาขอมกับแขกมาใช้ก็เป็นคำที่มีหลายพยางค์ เช่น  หมู ก็กลายมาเป็น สุกร ส่วน  หมา ก็กลายเป็น สุนัข  เป็นต้น  คำพูดก็เปลี่ยนจาก กู มาเป็น กระผม  ข้าพเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้า ฯลฯ มึงก็กลายเป็น คุณท่าน  พระคุณท่าน พณฯท่าน พระองค์ท่าน  ฯลฯ  ซึ่งส่วนมากแล้ว  คำที่รับมาจากขอมและแขกนั้น ใช้กันในราชสำนักและสังคมชั้นสูงก่อน ต่อมาจึงแพร่หลายมาสู่ชนชั้นอื่นๆในสังคม  จนปัจจุบันนี้ภาษาไทยเต็มไปด้วยคำเขมรและคำแขก  โดยเฉาพะชื่อคนนั้น  ถ้าไม่ใช่แขกก็ดูเหมือนว่าจะเชย<br />
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า คำภาษาขอมและแขกที่เคยแปลกปลอมเมื่อหลายร้อยปีก่อน  ตอนนี้กลายเป็นคำไทยไปแล้ว  แม้แต่ชื่อ “โกศล” ก็เป็นคำแขก  แปลว่า ดี ฉลาด  เมื่อรวมกับคำภาษาฝรั่งคือ “ทอล์ค”  กลายเป็นคำใหม่คือ “โกศลทอล์ค”  จึงเป็นคำไทยที่มาจากภาษาแขกผสมกับคำฝรั่งกลายเป็นคำพันทางคำใหม่ที่มีเชื้อสายทั้งแขกไทย ฝรั่ง หากแปลโดยอาศัยความหมายดั้งเดิมก็ได้ใจความว่า  “การพูดดี พูดอย่างชาญฉลาด”  นั่นเอง</p>
<p>คำพันทางในลักษณะนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก  ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า คำทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ภาษาไทยวิบัติ หรือเป็นพัฒนาการของภาษา</p>
<p>ในความคิดของผมนั้น  เห็นว่า คำพันทางที่เป็นการผสมระหว่างคำไทยกับคำฝรั่ง  หากใช้โดยความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นเรื่องภาษาวิบัติแต่อย่างใด  เช่นเดียวกับที่คนไทยสมัยโบราณรับเอาคำขอมและคำแขกมาใช้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยไปแล้ว  โดยความหมายของคำที่รับมานั้นก็นำมาใช้ในบริบทของสังคมไทย  หลายๆคำจึงมีความหมายผิดเพี้ยนเปลี่ยนผันไปจากความหมายของเจ้าของภาษา  เมื่อมองในแง่ภาษาไทยแล้ว  การรับเอาคำเหล่านั้นมาย่อมเป็นการแตกหน่อเติบโตสร้างพืชพันธุ์ทางภาษาให้หลากหลายขึ้น  ความวิบัติจึงเกิดขึ้นกับเจ้าของภาษาคือขอมกับแขก  เพราะถูกนำเอาแปลงเป็นของเราไปเรียบร้อยโรงเรียนไทย</p>
<p>การที่เรานำคำภาษาขอมและแขกมาใช้ในสมัยก่อน ก็ไม่ต่างจากการนำภาษาฝรั่งมาใช้ในปัจจุบัน  นั่นคือ คำบางคำไม่สามารถบัญญัติคำที่เหมาะสมในภาษาไทยขึ้นมาใช้ได้  หรือบัญญัติขึ้นมาแล้วก็ไม้เหมาะสมที่จะใช้  เช่น ปัญหาของการบัญญัติคำคำว่า Hardware กับ Software โดยราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติไว้แต่ไม่มีใครนำมาใช้ ยังคงเรียกทับศัพท์ว่า  ฮาร์ดแวร์ กับ ซอฟท์แวร์  แต่คำบางคำ เช่น  Vision ที่บัญญัติเป็น  วิสัยทัศน์ กลับนำมาใช้จนแพร่หลายเป็นต้น</p>
<p>เมื่อมีปัญหาเรื่องการบัญญัติคำขึ้นใช้แทนคำภาษาต่างประเทศ  การนำคำนั้นมาใช้โดยตรงจึงเป็นเรื่องจำเป็น  ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ คำว่า Blog, Blogger ที่ยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้  ดังนั้นจึงต้องใช้คำทับศัพท์ไปจนกลายเป็นเรื่องปกติ  คำว่า Blog ในภาอังกฤษจึงเป็นคำว่า  บล็อก ในภาษาไทย  คำว่า Blogger ก็กลายเป็น บล็อกเกอร์  และทำให้เกิดคำตามมาอีกหลายคำ เช่น  การเขียนบล็อก  การทำบล็อก  การแต่งบล็อก บล็อกศาสตร์ บล็อกศึกษา บล็กเกอร์ไทย ชมรมบล็อกเกอร์   เป็นต้น  ซึ่งเชื่อแน่ว่าคำพันทางเหล่านี้จะเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นการถาวร  แม้จะมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาภายหลัง  ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้</p>
<p>กล่าวโดยสรุป  สาเหตุที่เกิดคำพันทางขึ้นมานั้นเพราะข้อจำกัดทางด้านภาที่ไม่สามารถบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้แทนคำที่รับมาจากต่างภาษาได้  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำภาษาต่างประเทศผสมกับคำท้องถิ่นเพื่อให้มีคำเพียงพอแก่การใช้งาน  การเกิดขึ้นของคำในลักษณะนี้มีกันทุกชาติทุกภาษา  จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องห่วงใยกันเกินขนาดแต่อย่างใด</p>
<p>สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การใช้คำต่างประเทศอย่างพร่ำเพรื่อ  เช่น การพูดไทยคำฝรั่งคำ  ทั้งๆที่มีคำภาษาไทยใช้แทนกันได้  โดยส่วนมากแล้วจะอยู่ในหมู่ผู้มีการศึกษาทั้งหลาย ชนชั้นนำทั้งปวง ที่นิยมแสดงภูมิความรู้กันด้วยคำภาษาต่างประเทศ นี่ต่างหากจึงน่าเป็นห่วง เพราะจะเป็นแบบอย่างให้แก่คนอื่นๆ โดยเฉพาะเยาวชนที่อยู่ในวัยแห่งการเลียนแบบอย่าง อาจจะเข้าใจผิดเอาได้ว่า ความเก่งนั้นต้องแสดงออกด้วยการพูดภาษาไทยควบภาษาต่างประเทศ  ทั้งที่เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน</p>
<p>ขอฝากไว้กับผู้อ่านทั้งหลาย  ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะที่เราเป็นสื่อภาคพลเมือง  ก็ขอให้พิจารณาเรื่องการใช้ภาษาไว้ตรงนี้ด้วยครับ  หากไม่จำเป็นจะต้องใช้ภาษาต่างประเทศก็ขอให้ใช้ภาษาไทยเป็นพื้น  แต่ถ้าหากจะใช้ก็ขอให้ใช้อย่างพอเหมาะ   เราจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนที่ได้อ่านบล็อกของเราผมเองก็จะใช้เท่าที่จำเป็น  จะได้ไม่ทำให้ภาษาวิบัติ แต่เพื่อให้เกิดพัฒนาการทางภาษาที่งอกงาม งอกเงย และหลากหลายต่อไป.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/thai-language-usage/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221;</title>
		<link>http://kosoltalk.com/media-in-digital-age</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/media-in-digital-age#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2009 20:50:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://digitalmediaglobe.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[
การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน
ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง

บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง
ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง เพราะบทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนมากแล้วจะมีบทบาทในการให้ความบันเทิงและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรม ของหมู่มนุษย์ มากกว่าที่จะทำหน้าที่แมลงวันหรือหมาเฝ้าบ้าน ฟาดฟันกับความไม่ชอบมาพากล ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผิดกับสื่อสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง
ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือศัตรูของสังคมในปัจจุบันนั้น มีความแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยก่อนมีตัวตนชัดเจน ขาวเป็นขาว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-26" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="dog" src="http://kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/07/dog.jpg" alt="dog" width="281" height="159" /><br />
การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน</p>
<p>ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง<br />
<span id="more-25"></span><br />
บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง</p>
<p>ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง เพราะบทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนมากแล้วจะมีบทบาทในการให้ความบันเทิงและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรม ของหมู่มนุษย์ มากกว่าที่จะทำหน้าที่แมลงวันหรือหมาเฝ้าบ้าน ฟาดฟันกับความไม่ชอบมาพากล ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผิดกับสื่อสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือศัตรูของสังคมในปัจจุบันนั้น มีความแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยก่อนมีตัวตนชัดเจน ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ จึงทำให้สื่อมีเป้าหมายในการต่อสู้ฟาดฟันได้เต็มที่ ศัตรูที่ว่าก็ได้แก่ รัฐบาลเผด็จการที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบประชาชน สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม การฉ้อราษฎร์บังหลวง รวมไปถึงผู้มีอิทธิพล การเอารัดเอาเปรียบของบรรดาพ่อค้านายทุนทั้งหลายต่อแรงงานและเกษตรกร เป็นต้น ซึ่งสื่อสามารถที่จะขุดคุ้ย ตีแผ่ ฟาดฟันความไม่ดีไม่งามดังกล่าวได้ตรงเป้า การใช้อำนาจคุกคามบีบคั้นสื่อก็กระทำอย่างตรงไปตรงมา เช่น การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ปิดแท่นพิมพ์ สั่งจับกุมคุมขังคนทำสื่อ ดังนั้น ในแง่ของการรับมือกับการคุกคาม สื่อก็สามารถเตรียมตัวรับมือได้ สรุปแล้ว ทั้งหมาเฝ้าบ้านและโจรเข้าบ้าน ต่างก็เห็นตัวกัน แยกแยะกันได้อย่างชัดเจน</p>
<p>แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว โจรเข้าบ้านไม่ได้ปรากฏตัวอย่างชัดเจน บางครั้งก็แปลงกายปะปนเข้ามากับคนในบ้าน บางครั้งก็ปลอมตัวเป็นเจ้าบ้าน หรือบางคราวคนที่เข้ามาอาศัยในบ้านกลายเป็นโจรเสียเอง ทำให้หมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะโจรกับเจ้าของบ้านและคนในบ้านได้อย่าง ชัดเจนอีกต่อไป</p>
<p>การใช้อำนาจรัฐในการข่มขู่คุกคามสื่อก็ไม่ได้ใช้รูปแบบเดิมๆอีกแล้ว ปัจจุบันไม่มีการสั่งปิดสื่อ แท่นพิมพ์ หรือจับกุมคุมขังคนทำสื่ออีกแล้ว หากแต่ใช้วิธีใหม่ในการข่มขู่คุกคาม เช่น อาจใช้อำนาจผ่านหน่วยงานของรัฐที่มีงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน สื่อ ให้งดการสนับสนุนสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล หรือ วิธีการอื่นใดที่จะทำให้สื่อไม่สามารถต่อกรได้อย่างตรงๆ</p>
<p>การทุจริตคอรัปชั่นแม้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้สื่อสามารถขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ได้ และถึงแม้สื่อจะทำหน้าที่ตีแผ่เรื่องราวออกมาให้สังคมได้รับรู้ ผู้ที่กระทำการทุจริตก็มีวิธีการรับมือกับปัญหาได้อย่างดี มีกระบวนการโต้แย้งเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองได้อย่างแนบเนียน กระบวนดังกล่าวนั้นก็รวมไปถึงการใช้สื่อตอบโต้สื่อ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง</p>
<p>นี่อาจเรียกได้ว่า ศัตรูของหมาเฝ้าบ้านมีความลื่นไหล เปลี่ยนสี แปลงกาย ปรับพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติหรือเจ้าของบ้านได้ใกล้เคียงขึ้นมาก จนกระทั่งหมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะได้ หรือแยกแยะได้ก็ต่อเมื่อสายเกินไป เพราะโจรได้ยกเค้าทรัพย์สินในบ้านไปหมดแล้ว แต่ก่อนโจรผู้ร้ายแสดงความเป็นศัตรูกับหมาเฝ้าบ้านโดยชัดเจน หาทางที่จะทำร้ายให้ตาย บาดเจ็บ หรือเข็ดหลาบ แต่โจรในปัจจุบันอาจแสดงความเป็นมิตรกับหมาเฝ้าบ้าน ทำให้การระแวดระวังลดน้อยลง</p>
<p>สื่อก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหมาเฝ้าบ้าน คือเจอกับสัตรูที่ลื่นไหล บางครั้ง สื่อเองก็กลายเป็นเครื่องมือหรือกระบอกเสียงของบรรดาศัตรูที่ลื่นไหลไปโดย ไม่รู้ตัว เพราะนอกจากจะลื่นไหลแล้ว ศัตรูยังฉลาดหลักแหลม รู้ทันสื่อ จนสามารถใช้วิธีการ “ลับ ลวง พราง” ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือได้โดยไม่ทันระวังตัวก็มี</p>
<p>ข้อนี้มองไปก็เห็นได้ไม่ยากนัก นั่นคือ สื่อทั้งหลายในปัจจุบัน ได้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปแล้ว โดยนักการเมืองอาศัยการทำหน้าที่ของสื่อ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเอง ทั้งๆที่หลายกรณีเห็นว่าสิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ในหลายครั้งหลายคราว แม้นักการเมืองจะด่าสื่ออย่างรุนแรงแบบไม่เกรงใจ แต่สื่อก็ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอยู่เสมอๆ โดยถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้นแทบจะทุกคำ</p>
<p><strong>หรือว่า ในยุคดิจิตอลนี้ ทั้งหมาเฝ้าบ้านและสื่อไทยจะเจอศัตรูที่ลื่นไหลเข้าจริงๆแล้ว?</strong></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-journal-and-reporter-day" title="วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่ (March 5, 2009)">วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/free-conomics" title="บทความ สมสกุล เผ่าจินดามุข : รอพบทฤษฎี Freeconomics (July 31, 2009)">บทความ สมสกุล เผ่าจินดามุข : รอพบทฤษฎี Freeconomics</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/digital-media-digital-marketing-the-first-is-a-winner" title="Digital Media = Digital Marketing : ใครถึงก่อนได้เปรียบกว่า (July 30, 2009)">Digital Media = Digital Marketing : ใครถึงก่อนได้เปรียบกว่า</a> (1)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/sangchai-awards-2552-for-radio-and-television" title="พิธีมอบรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์  ปี ๒๕๕๒ นายกฯอภิสิทธิ์จะกล่าวปาฐกถาพิเศษ (April 5, 2009)">พิธีมอบรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์  ปี ๒๕๕๒ นายกฯอภิสิทธิ์จะกล่าวปาฐกถาพิเศษ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards" title="11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น (May 20, 2009)">11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/media-in-digital-age/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สื่อมวลชนออนไลน์กับชุมชนนักข่าวพลเมือง</title>
		<link>http://kosoltalk.com/online-journal-and-citizen-reporter-community</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/online-journal-and-citizen-reporter-community#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2009 05:48:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Journal]]></category>
		<category><![CDATA[Online Journalism]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าวพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์ออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=1408</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเห็นหัวข้อข้างบนนี้ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับคำว่า “สื่อมวลชนออนไลน์” หรือภาษาอังกฤษว่า Online Journal ส่วนคำว่าชุมชนนักข่าวพลเมืองอาจจะพอคุ้นหูอยู่บ้างกับคำว่า “นักข่าวพลเมือง” ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Citizen Journal ชุมชนนักข่าวพลเมืองก็คือ Citizen Reporter Community ซึ่งอาจไปคล้ายกับ Social Network Community หรือชุมชนเครือข่ายสังคม อันเป็นเว็บไซต์ชุมนุมชนแบบหนึ่ง เช่น HI5, Facebook ที่เรารู้จักกันดี

ผมขอเขียนถึงเรื่องสื่อมวลชนออนไลน์สักเล็กน้อย สื่อมวลชนออนไลน์หรือ Online Journal เป็นวิชาที่เรียนเรื่องการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ซึ่งก็คือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่สามารถแยกย่อยลงไปเป็นวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ออนไลน์ ซึ่งประเทศฝรั่งตะวันตกมีการเรียน ศึกษา วิจัย มีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่เมืองไทยยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง ผมได้อ่านบทความของฝรั่งตามบล็อกต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยต่างๆที่เขาเผยแพร่ให้อ่านกันนั้น ทำให้รู้ว่า ฝรั่งศึกษาจริงจังและใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งด้านวิชาการและการประยุกต์ใช้

ผมจึงตั้งใจว่าจะศึกษาเรื่องนี้เผยแพร่เป็นความรู้ผ่านบล็อก โดยเขียนแนะนำเรื่องนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน Blogologynet.com ใครสนใจอ่านได้ตามลิงค์นี้ครับ &#62;&#62; Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร&#60;&#60;
เรื่องต่อมาก็คือเรื่อง ชุมชนนักข่าวพลเมือง ผมได้วิเคราะห์ถึงเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเห็นหัวข้อข้างบนนี้ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับคำว่า<strong> “สื่อมวลชนออนไลน์” </strong>หรือภาษาอังกฤษว่า Online Journal ส่วนคำว่าชุมชนนักข่าวพลเมืองอาจจะพอคุ้นหูอยู่บ้างกับคำว่า “นักข่าวพลเมือง” ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Citizen Journal ชุมชนนักข่าวพลเมืองก็คือ Citizen Reporter Community ซึ่งอาจไปคล้ายกับ Social Network Community หรือชุมชนเครือข่ายสังคม อันเป็นเว็บไซต์ชุมนุมชนแบบหนึ่ง เช่น HI5, Facebook ที่เรารู้จักกันดี<br />
<span id="more-1408"></span><br />
ผมขอเขียนถึงเรื่องสื่อมวลชนออนไลน์สักเล็กน้อย สื่อมวลชนออนไลน์หรือ Online Journal เป็นวิชาที่เรียนเรื่องการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ซึ่งก็คือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่สามารถแยกย่อยลงไปเป็นวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ออนไลน์ ซึ่งประเทศฝรั่งตะวันตกมีการเรียน ศึกษา วิจัย มีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่เมืองไทยยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง ผมได้อ่านบทความของฝรั่งตามบล็อกต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยต่างๆที่เขาเผยแพร่ให้อ่านกันนั้น ทำให้รู้ว่า ฝรั่งศึกษาจริงจังและใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งด้านวิชาการและการประยุกต์ใช้</p>
<p><img class="alignleft" style="margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/06/online-journal.jpg" alt="" /><br />
ผมจึงตั้งใจว่าจะศึกษาเรื่องนี้เผยแพร่เป็นความรู้ผ่านบล็อก โดยเขียนแนะนำเรื่องนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน <a href="http://blogologynet.com"><span style="color: #0000ff;">Blogologynet.com</span></a><span style="color: #0000ff;"> </span>ใครสนใจอ่านได้ตามลิงค์นี้ครับ &gt;&gt; <a href="http://www.blogologynet.com/online-journal/"><span style="color: #0000ff;">Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</span></a>&lt;&lt;</p>
<p>เรื่องต่อมาก็คือเรื่อง <strong>ชุมชนนักข่าวพลเมือง</strong> ผมได้วิเคราะห์ถึงเว็บไซต์ <a href="http://www.oknation.net"><span style="color: #0000ff;">Oknation.net</span></a> ที่เปิดให้บริการบล็อกฟรีแก่ผู้สนใจทั่วไป ภายใต้แนวคิด <strong>“ทุกคนเป็นนักข่าวได้” </strong>ปรากฏว่ามีคนสมัครเขียนบล็อกที่นี่เป็นจำนวนมาก ทุกสาขาอาชีพและทุกพื้นที่ทั่วไปก็ว่าได้ แต่วันมีเรื่องราวต่างๆถูกโพสต์ผ่านบล็อกของที่นี่นับพันเรื่อง เป็นเรื่องที่มาจากแหล่งกำเนิดหรือสถานที่เกิดเหตุโดยตรงก็มีสัดส่วนที่สูงมาก โดยผู้รายงานมิใช่นักข่างมืออาชีพ หากแต่เป็นชาวบ้านทั่วไปหรือคนในวิชาชีพอื่น แต่สามารถถ่ายทอดประเด็นและเนื้อหาสาระได้อย่างดี ดังนั้นในทัศนะของผม ที่นี่จึงเป็นแหล่งชุมนุมของนักข่าวพลเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ถ้าสนใจก็คลิกไปอ่านตามลิงก์นี้ &gt;&gt; <a href="&lt;a href="><span style="color: #0000ff;">“โอเคเนชั่นบล็อก” ตัวอย่างกรณีศึกษา “ชุมชนนักข่าวพลเมือง” </span></a>&lt;&lt;</p>
<p>หากมีเวลาก็ลองไปอ่านดูนะครับ โดยเฉพาะนักศึกษาวิชานิเทศศาสตร์ หรือ สื่อสารมวลชน หรือที่เกี่ยวข้อง น่าจะได้ประโยชน์อยู่บ้าง ผมจะพยายามค้นคว้ามาเผยแพร่เพิ่มเตอมต่อไป เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะตามความตั้งใจในการทำบล็อกครับ</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/blog-blogger-citizen-journal-citizen-reporter" title="Blog, Blogger ในฐานะ Citizen Journal, Citizen Reporter (April 26, 2008)">Blog, Blogger ในฐานะ Citizen Journal, Citizen Reporter</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/online-journal-and-citizen-reporter-community/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น</title>
		<link>http://kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 06:00:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=1369</guid>
		<description><![CDATA[

รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์  ได้ผ่านกาลเวลามาถึง 11 ปีแล้ว และในปี พ.ศ 2552 นี้เป็นปีที่ 12  ครบรอบนักษัตรพอดี แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของสังคมวิชาชีพสื่อสารมวลชน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของคณะผู้จัดงาน คือสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ ที่จะทำให้รางวัลนี้เป็นรางวัลสำคัญอีกรางวัลหนึ่งของวิชาชีพสื่อสารมวลชน  เพื่อส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณชนตามหลักการและจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา นับได้ว่ารางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของงาน และให้กำลังใจแก่ผู้ทำงานข่าวทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ   โดยรางวัลสำหรับสื่อโทรทัศน์แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ข่าวสืบสวนสอบสวน  สารคดีเชิงข่าว และ ข่าวเหตุการณ์  ส่วนวิทยุแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข่าวประกอบเสียง และ สารคดีวิทยุ

การแบ่งประเภทรางวัลดังกล่าว ตรวจสอบตามเอกสารบันทึกการมอบรางวัลในแต่ละปีปรากฏว่า มีการมอบรางวัลครบถ้วนทั้งสื่อโทรทัศน์และวิทยุในปี พ.ศ.2546  โดยก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2545 มีการมอบรางวัลให้แก่สื่อโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว และเมื่อปี พ.ศ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์  ได้ผ่านกาลเวลามาถึง 11 ปีแล้ว และในปี พ.ศ 2552 นี้เป็นปีที่ 12  ครบรอบนักษัตรพอดี แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของสังคมวิชาชีพสื่อสารมวลชน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของคณะผู้จัดงาน คือสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ ที่จะทำให้รางวัลนี้เป็นรางวัลสำคัญอีกรางวัลหนึ่งของวิชาชีพสื่อสารมวลชน  เพื่อส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณชนตามหลักการและจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-1369"></span></p>
<p style="text-align: left;">ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา นับได้ว่ารางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของงาน และให้กำลังใจแก่ผู้ทำงานข่าวทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ   โดยรางวัลสำหรับสื่อโทรทัศน์แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ข่าวสืบสวนสอบสวน  สารคดีเชิงข่าว และ ข่าวเหตุการณ์  ส่วนวิทยุแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข่าวประกอบเสียง และ สารคดีวิทยุ</p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg"><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="sangchaisuntornwat" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg" alt="sangchaisuntornwat" width="225" height="314" /></a><br />
การแบ่งประเภทรางวัลดังกล่าว ตรวจสอบตามเอกสารบันทึกการมอบรางวัลในแต่ละปีปรากฏว่า มีการมอบรางวัลครบถ้วนทั้งสื่อโทรทัศน์และวิทยุในปี พ.ศ.2546  โดยก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2545 มีการมอบรางวัลให้แก่สื่อโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว และเมื่อปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมาได้เพิ่มรางวัลสำหรับโทรทัศน์ท้องถิ่นขึ้นมาด้วย</p>
<p style="text-align: left;">ในแต่ละประเภทรางวัลได้แบ่งย่อยออกเป็นรางวัลยอดเยี่ยมและรางวัลชมเชย  มีบางปีที่มอบรางวัลดีเด่นแทนรางวัลยอดเยี่ยมในบางประเภท ด้วยเหตุผลที่คุณภาพของข่าวยังไม่ถึงมาตรฐานของรางวัลยอดเยี่ยม แต่ก็สูงกว่ามาตรฐานของรางวัลชมเชย  คณะกรรมการจึงมีมติให้รางวัลดีเด่นแทน ได้แก่ รางวัลดีเด่นสารคดีวิทยุ ปี พ.ศ.2546  รางวัลดีเด่นโทรทัศน์ท้องถิ่น ปี พ.ศ.2549  รางวัลดีเด่นข่าวสืบสวนสอบสวน ปี พ.ศ.2550  รางวัลดีเด่นสารคดีเชิงข่าว ปี พ.ศ.2550  และ รางวัลดีเด่นข่าวประกอบเสียง ปี พ.ศ.2550</p>
<p style="text-align: left;">ผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดนี้คัดเลือกจากผลงานที่สถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุส่งเข้าประกวด  จากทั่วประเทศ  ในส่วนสถานีโทรทัศน์นั้นมีทั้งจากสถานีโทรทัศน์จากส่วนกลางที่ออกอากาศครอบคลุมทั่วประเทศ และจากสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีจากส่วนกลางและในท้องถิ่น   สถานีวิทยุก็เช่นเดียวกัน  มาจากทั้งสถานีวิทยุในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น  แสดงให้เห็นว่า ความสนใจที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในแขนงโทรทัศน์และวิทยุ รู้จักและให้ความสำคัญกับรางวัลนี้ในขอบเขตกว้างขวางทั่วประเทศ</p>
<p style="text-align: left;">วิธีการคัดเลือกข่าวจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดนี้  มีข้อดีคือ เป็นผลงานที่ผ่านการกลั่นกรองมาจากผู้ผลิตแล้ว จึงเชื่อได้ว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพ  ทำให้คณะกรรมการสามารถพิจารณาโดยใช้เวลาอันรวดเร็วได้  แต่ข้อเสียก็คือ  ยังมีข่าวที่ไม่ได้ส่งเข้าประกวดแต่มีคุณภาพทัดเทียมหรือดีกว่า ทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับการยกย่องเพื่อเป็นแบบอย่างของการทำงานแบบมืออาชีพ ดังที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลข่าว-สารคดีโทรทัศน์ ประจำปี พ.ศ.2549 ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ผลงานที่ส่งเข้าประกวดไม่มีความหลากหลาย และมาจากเพียงไมกี่แห่งเท่านั้น ทั้งๆที่มีผลงานออกอากาศเป็นจำนวนมาก และมีประเด็นที่น่าสนใจ การถ่ายทำก็ทำได้ดี แต่ไม่ได้ส่งเข้าประกวด  ซึ่งข้อสังเกตของคณะกรรมการดังกล่าวนี้  เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สมควรที่ผู้จัดงานจะได้หาวิธีการแก้ไขเพื่อให้ข่าวที่มีคุณภาพเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับรางวัลนี้อย่างทั่วถึง  หรือให้ตกหล่นน้อยที่สุด</p>
<p style="text-align: left;">เมื่อพิจารณาจากผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดโดยไม่แยกประเภท  จะเห็นได้ว่า  ผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นมีเนื้อหาหลากหลายและครอบคลุมประเด็นที่สำคัญของสังคม  กล่าวคือ</p>
<p style="text-align: left;">1.ความหลากหลายของเนื้อหา  มีทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง  สิ่งแวดล้อม  การศึกษา สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: left;">2.ความหลากหลายของพื้นที่และประชากร  โดยมีทั้งพื้นที่ในส่วนกลางคือกรุงเทพมหานครและภูมิภาค  ทั้งในเขตชุมชนเมืองและชุมชนชนบทนอกเมือง  ประชากรที่ได้รับผลกระทบ<br />
จากเหตุการณ์ในข่าวมีหลากหลายสาขาอาชีพ</p>
<p style="text-align: left;">3.ความหลากหลายของประเด็นข่าว  มีทั้งประเด็นความขัดแย้งของประชาชนกับรัฐและความขัดแย้งของชุมชนกับรัฐในประเด็นต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม เป็นต้น   ความขัดแย้งของชุมชนกับองค์กรธุรกิจในเรื่องมลพิษจากอุตสาหกรรม  การทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐ   การฉ้อโกงและเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค  ปัญหาสถานการณ์ในภาคใต้ รวมทั้งข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงของสังคมมากน้อยแตกต่างกันไป</p>
<p style="text-align: left;">ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า  ผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดนี้ เป็นการสะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี  ทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความรู้  การให้การศึกษา รวมถึงความพึงพอใจแก่สาธารณชนผู้รับสาร  ได้รับประโยชน์จากข่าวสารทั้งหลายเหล่านี้   และเป็นการยืนยันการทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมา โดยยึดมั่นในข้อเท็จจริง  ภายใต้หลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อสารมวลชน  ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ข่าวและสารคดีที่ได้รับรางวัลย่อมถือเป็นบันทึกเหตุการณ์ของสังคม ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป</p>
<p style="text-align: left;">อย่างไรก็ดี  รางวัลนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ  โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายและคุณภาพของผลงานที่ส่งเข้าประกวด โดยในบางปีรางวัลบางประเภทมีผลงานส่งเข้าประกวดน้อยทำให้ขาดความหลากหลาย  บางปีมีผลงานเข้าประกวดมากแต่ขาดความลุ่มลึก ผลของข้อจำกัดนี้ได้สะท้อนผ่านจำนวนผู้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท  ซึ่งปรากฏว่า  ไม่มีผู้สมควรได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันเป็นรางวัลสูงสุดมากที่สุด  เช่นในปี พ.ศ.2546 รางวัลยอดเยี่ยมทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่มีอยู่ 5 รางวัล  มีผู้ได้รับเพียง 1 รางวัลคือสารคดีเชิงข่าวของโทรทัศน์เท่านั้น  ในบางปีรางวัลบางประเภทไม่มีผู้ได้รับรางวัลทั้งรางวัลยอดเยี่ยมและรางวัลชมเชย  ส่วนในปีล่าสุดคือ พ.ศ.2550 รางวัลยอดเยี่ยมสารคดีวิทยุไม่มีใครได้รับรางวัล  ส่วนรางวัลอื่นๆมีผู้ได้รับทุกประเภท</p>
<p style="text-align: left;">นับตั้งแต่เริ่มมอบรางวัลปีแรกมาจนถึงปัจจุบัน  คณะกรรมการได้แสดงความเห็นไว้เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพของงานไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง  โดยเฉพาะได้ชี้เห็นถึงจุดอ่อนหรือจุดด้อยของผลงานที่ส่งเข้าประกวดโดยรวมในแต่ละปี  ซึ่งสรุปได้พอสังเขปดังนี้</p>
<p style="text-align: left;">1. ประเด็นที่นำเสนอ  หลายเรื่องยังขาดความชัดเจน  หรือนำเสนอไม่ตรงประเด็น  เนื้อหาไม่สอดรับกับประเด็นที่นำเสนอ	โดยเฉพาะข่าวสืบสวนสอบสวนและสารคดีข่าว ทำให้ขาดความดึงดูดใจ</p>
<p style="text-align: left;">2.ข้อมูลแวดล้อม  หลายเรื่องขาดรายละเอียด ไม่มีความลุ่มลึก  ไม่สามารถเจาะลงไปถึงรากเหง้าของประเด็นปัญหาที่เป็นข่าว  ทำให้ลดความน่าเชื่อถือ</p>
<p style="text-align: left;">3.การผลิต  หลายเรื่องคุณภาพการผลิตไม่ดีพอ  ทั้งภาพ เสียง ไม่สมบูรณ์   การตัดต่อ  การจัดวางเนื้อหา  ไม่สมดุลสอดคล้องกัน  ทำให้ลดคุณค่าของข่าวลง</p>
<p style="text-align: left;">4.บทบาทของสื่อมวลชน  ที่เกี่ยวเนื่องกับจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน  โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลาง  เพราะหลายเรื่องสื่อมวลชนวางตำแหน่งของตัวเองไว้อย่างหมิ่นเหม่ชวนให้เข้าใจได้ว่าอยู่ข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด   เสี่ยงที่จะตกเป็นเครื่องมือของคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกัน  โดยเฉพาะในกรณีที่ความขัดแย้งนั้นมีคู่กรณีเป็นฝ่ายประชาชนกับรัฐ  บางครั้ง การนำเสนอข้อมูลที่โน้มเอียงไปทางภาครัฐ  ทำให้สื่อกลายเป็นกระบอกเสียงหรือเครื่องมือประชาสัมพันธ์ให้ฝ่ายรัฐโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการได้ให้ข้อสังเกตไว้หลายครั้ง</p>
<p style="text-align: left;">แม้จุดอ่อนทั้งสี่ประการที่ยกมานี้จะเป็นการพิจารณาจากเนื้อหาของผลงานเฉพาะที่ส่งเข้าประกวดรางวัลเท่านั้น  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของผลงานที่เผยแพร่ทั้งหมดได้เช่นกัน  ดังนั้นจึงพอจะอนุมานได้ว่า  คุณภาพของผลงานโดยรวมในมุมมองของคณะกรรมการนั้น  มีจุดอ่อนดังกล่าว  ซึ่งสมควรที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์งานข่าวทุกประเภท จะได้นำไปเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาผลงานของตน  แม้จะส่งเข้าประกวดรางวัลหรือไม่ก็ตาม</p>
<p style="text-align: left;">การก่อตั้งรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสรรค์รางวัลเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมาอีกรางวัลหนึ่ง  แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ผู้ทำงานสื่อสารมวลชนสาขาโทรทัศน์และวิทยุ จนนำไปสู่การพัฒนารูปแบบ เนื้อหาการนำเสนอข่าวอย่างมีนัยยะสำคัญ  แต่โดยหลักการ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของรางวัล ก็มุ่งที่จะมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพของผลงานและคนทำงานสื่อนั่นเอง   ดังนั้น  สิ่งที่ผู้รับผิดชอบจะต้องทำเป็นก้าวต่อไปก็คือ การทำให้รางวัลเป็นที่ยอมรับของคนทำงานสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น  สร้างแรงจูงใจให้ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง  และทำให้รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ผู้ได้รับรู้สึกเป็นเกียรติและมีความภาคภูมิใจ  มีแรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์งานที่ดียิ่งขึ้นต่อไป</p>
<p style="text-align: left;">หนทางที่จะสร้างให้รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในวงการสื่อมวลชนไทยได้นั้น  หน่วยงานที่รับผิดชอบในปัจจุบันคือสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์   คงยากที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยลำพังได้ หนทางที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งเริ่มแรก  รวมถึงแสวงหาความร่วมมือ การสนับสนุนจากองค์กรอื่นๆทั้งภาครัฐและองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้วยกันเอง  หรือองค์กรอื่นใดที่พร้อมจะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานสื่อสารมวลชนให้ก้าวหน้า  เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะร่วมกัน  ซึ่งจะขอเสนอแนวทางไว้เพื่อพิจารณาในที่นี้  คือ</p>
<p style="text-align: left;">1. การพิจารณาผลงานเพื่อมอบรางวัลที่ผ่านมาคัดเลือกจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด  ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย  ดังที่คณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตไว้  ดังนั้น  นอกจากจะพิจารณาจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดแล้ว หากคณะกรรมการเห็นว่าผลงานอื่นใดมีคุณภาพได้มาตรฐาน ก็สมควรที่จะนำมาพิจารณาด้วย</p>
<p style="text-align: left;">2. เผยแพร่ผลงานที่ได้รับรางวัลในแต่ละปีให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณชนผ่านช่องทางต่างๆ  รวมไปถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนหลักสูตรสื่อสารมวลชน จัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานให้นักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชนได้มีโอกาสชมผลงาน เพื่อเป็นตัวอย่างและแนวทางในการทำงาน  และกิจกรรมอื่นๆที่เหมาะสม</p>
<p style="text-align: left;">3. แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ภาครัฐ อันได้แก่ รัฐบาล องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อส.มท.)   องค์กรวิชาชีพสื่ออื่นๆ  สนับสนุนการจัดกิจกรรมในโอกาสมอบรางวัล  โดยอาจจัดเป็นมหกรรมสื่อสารมวลชน หรือ สัปดาห์สื่อสารมวลชน   หรือจัดงานรำลึกถึงแสงชัย สุนทรวัฒน์  มีกิจกรรมรูปแบบต่างๆเช่น นิทรรศการสื่อสารมวลชน  สัมมนาเรื่องผลงานที่ได้รับรางวัลที่ผ่านมา    เสวนาวิเคราะห์วิจารณ์ผลงานที่เข้ารอบในปีปัจจุบัน  มีการแสดงผลงานที่ได้เข้ารอบให้ผู้สนใจได้รับชมและฟัง  ก่อนพิธีประกาศมอบรางวัล  เป็นต้น  ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรับรู้และการตื่นตัวทั้งในหมู่คนทำงานและสาธารณชนที่สนใจ</p>
<p style="text-align: left;">4.ให้ความสำคัญแก่สื่อท้องถิ่นทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก  ด้วยการจัดกิจกรรมมอบรางวัลในส่วนภูมิภาค  หรือให้โอกาสสื่อท้องถิ่นเข้ามานำเสนอผลงานในกิจกรรมที่จัดขึ้นในพิธีมอบรางวัลตามข้อ 3  ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของสื่อท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง</p>
<p style="text-align: left;">ทั้งหมดนี่เป็นแนวทางที่ขอเสนอไว้เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณาตามแต่จะเห็นสมควร<br />
ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ เกิดขึ้นนั้น  นับได้ว่าเป็นความตั้งใจอันดียิ่งของบุคคลในสาขาวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณชน นอกเหนือจาการรำลึกถึงและเชิดชูเกียรติแก่นายแสงชัย สุนทรวัฒน์  อดีตผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อส.มท.) ดังนั้น ก้าวต่อไปของรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ย่อมเป็นการก้าวไปสู่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลงานของสื่อมวลชน  ยกระดับบุคลากรในวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นมืออาชีพ เช่นเดียวกับนายแสงชัย สุนทรวัฒน์  ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อมวลชนคุณภาพและเป็นผู้บริหารงานสื่อมืออาชีพที่ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่วงการสื่อมวลชนไทย.</p>
<p style="text-align: left;"><strong>หมายเหตุ :</strong><span style="color: #333399;">บทความนี้เขียนขึ้นในวาระ 12 ปีการจากไปของ แสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนายการ อส.มท. และ 11 ปีการมอบรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์  ตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ 2552 โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สนใจรับหนังสือ ติดต่อที่สมาคมฯ โทร.02  243 8479 เว็บไซต์ <a href="http://www.thaibja.org ">www.thaibja.org </a></span></p>
<p style="text-align: left;">[หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้โดยอ้างอิงผู้เขียนและแหล่งที่มา ไม่อนุญาตินำไปแสวงหารายได้ด้วยวิธีการใดๆ ยกเว้นการนำไปเผยแพร่ในบล็อกที่มีโฆษณาอยู่แล้ว หากมีจิตศรัทธาสนับสนุนบล็อกนี้ร่วมบริจาคได้โดย <a href="http://www.kosoltalk.com/donation"><span style="color: #333399;">คลิกที่นี่</span></a> ขอบคุณครับ]</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/smart-and-stupid-media" title="เรื่องประหลาดกับสื่อฉลาดๆและสื่อโง่ๆ (March 24, 2009)">เรื่องประหลาดกับสื่อฉลาดๆและสื่อโง่ๆ</a> (10)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-in-digital-age" title="&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221; (July 31, 2009)">&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/video-ad-in-magazine" title="ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร (August 27, 2009)">ดิจิตอลมีเดียรุกสื่อสิ่งพิมพ์ เอาคลิปวิดีโอใส่ในนิตยสาร</a> (2)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/blog-and-blogger-change-the-world" title="Blog and Blogger  จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก? (February 25, 2008)">Blog and Blogger  จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก?</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-journal-and-reporter-day" title="วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่ (March 5, 2009)">วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิธีมอบรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์  ปี ๒๕๕๒ นายกฯอภิสิทธิ์จะกล่าวปาฐกถาพิเศษ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/sangchai-awards-2552-for-radio-and-television</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/sangchai-awards-2552-for-radio-and-television#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2009 17:01:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลสื่อวิทยุและโทรทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=1231</guid>
		<description><![CDATA[
การสูญเสีย นายแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย(อ.ส.ม.ท.) โดยถูกลอบสังหารเมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙  นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการสื่อสารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา อ.ส.ม.ท. ให้ก้าวสู่ยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ  ส่งผลสะเทือนถึงสื่อมวลชนโดยรวมของประเทศ ที่มีการปรับตัวไปสู่ยุคแห่งการใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มตัว หลังจากที่ อ.ส.ม.ท. ภายใต้การนำของ นายแสงชัย สุนทรวัฒน์  สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการเผยแพร่ข่าวสารผ่านโทรทัศน์และวิทยุในเครือข่าย อ.ส.ม.ท.ทั่วประเทศ

หลังจากนายแสงชัย สุนทรวัฒน์ เสียชีวิต มีการจัดตั้งรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ ขึ้นเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ทำประโยชน์แก่สังคมทั้งทางตรงลางอ้อม  ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ นี้รางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ ก้าวสู่ปีที่ ๑๒  ภายใต้การรับผิดชอบของสมาคมผู้สื่อข่าวโทรทัศน์และวิทยุแห่งประเทศไทย  ซึ่งมีการคัดเลือกข่าวโทรทัศน์และวิทยุทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ให้รับรางวัลหลายประเภท  ดังเช่นที่เคยเป็นมาทุกปี
งานประกาศผลรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ปีนี้ซึ่งจะมอบให้ข่าวประเภทต่างๆที่เผยแพร่ในปี  ๒๕๕๑ จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/04/sangchai.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-1232" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="sangchai" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2009/04/sangchai.jpg" alt="sangchai" width="273" height="235" /></a></p>
<p>การสูญเสีย นายแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย(อ.ส.ม.ท.) โดยถูกลอบสังหารเมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙  นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการสื่อสารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา อ.ส.ม.ท. ให้ก้าวสู่ยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ  ส่งผลสะเทือนถึงสื่อมวลชนโดยรวมของประเทศ ที่มีการปรับตัวไปสู่ยุคแห่งการใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มตัว หลังจากที่ อ.ส.ม.ท. ภายใต้การนำของ นายแสงชัย สุนทรวัฒน์  สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการเผยแพร่ข่าวสารผ่านโทรทัศน์และวิทยุในเครือข่าย อ.ส.ม.ท.ทั่วประเทศ</p>
<p><span id="more-1231"></span></p>
<p>หลังจากนายแสงชัย สุนทรวัฒน์ เสียชีวิต มีการจัดตั้งรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ ขึ้นเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ทำประโยชน์แก่สังคมทั้งทางตรงลางอ้อม  ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ นี้รางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ ก้าวสู่ปีที่ ๑๒  ภายใต้การรับผิดชอบของสมาคมผู้สื่อข่าวโทรทัศน์และวิทยุแห่งประเทศไทย  ซึ่งมีการคัดเลือกข่าวโทรทัศน์และวิทยุทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ให้รับรางวัลหลายประเภท  ดังเช่นที่เคยเป็นมาทุกปี</p>
<p>งานประกาศผลรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ปีนี้ซึ่งจะมอบให้ข่าวประเภทต่างๆที่เผยแพร่ในปี  ๒๕๕๑ จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น. ที่ ห้องบอลรูม ๑ ชั้น ๓ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเวลา ๘.๓๐ น. พร้อมชมนิทรรศการเกียรติประวัติ แสงชัย สุนทรวัฒน์ ก่อนจะเข้าพิธีมอบรางวัล และมีการบันทึกเทปเพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี เวลา ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น.</p>
<p>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะมากล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง“เสรีภาพสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ไทยภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์” จากนั้นจะเป็นพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจประกาศเจตนารมณ์จัดตั้ง “สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย”ด้วย</p>
<p>ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานตามวันเลาดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ  และหากเห็นว่ามีประโยชน์ก็ขอให้ช่วยเผยแพร่ต่อๆกันไปด้วยครับ.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-in-digital-age" title="&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221; (July 31, 2009)">&#8220;สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards" title="11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น (May 20, 2009)">11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/sangchai-awards-2552-for-radio-and-television/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องประหลาดกับสื่อฉลาดๆและสื่อโง่ๆ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/smart-and-stupid-media</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/smart-and-stupid-media#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2009 04:53:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสารและสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[media and Communication]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[การอภิปราย ไม่ไว้วางใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87</guid>
		<description><![CDATA[ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายได้รับเสียงไว้วางใจทุกคน แต่ก็เกิดเรื่องประหลาด นั่นคือ มีการพูดถึงเรื่องปรับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศออกจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากได้รับเสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น   
ในเมื่อกติกาเขียนไว้อย่างเจนแล้วว่า รัฐมนตรีได้รับเสียงไว้วางใจแล้วก็ต้องทำงานต่อไป มีเหตุอันใดจึงต้องถูกปรับออก ทำไมจะต้องถามเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรี ประชาชนไทยเป็นอะไรไปหรือ ไม่เข้าใจกฎ กติกา ขนาดนี้เชียวหรือ โดยเฉพาะประชาชนที่เรียกกันว่าสื่อมวลชน ซึ่งเป็นต้นเรื่องคือเป็นผู้ถามคำถามนี้ต่อนายกรัฐมนตรี หลังการลงคะแนนเสียงเสร็จสิ้นลง  
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนที่เรียกว่าสื่อ ถามคำถามที่อาจจะเรียกกันได้ว่าโง่ๆ  ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่านายรัฐมนตรีต้องตอบว่าไม่มีการปรับออก ประชาชนทั่วไปทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง พวกที่รักทักษิณ พวกที่รักอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า คำตอบนายกรัฐมนตรีจะเป็นเช่นไร ถึงกระนั้นก็ถามอยู่ได้ 
 

เมื่อหลายวันก่อนก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คือเรื่องการโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ใครก็รู้ว่าเป็นใคร ประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนก็ถามนายกรัฐมนตรีตั้งหลายครั้งว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการโฟนอิน จนนายกรัฐมนตรีต้องถามกลับว่า “มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ” แต่ก็ยังถามอยู่อีก 
แบบนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังหลบหนีคดีอยู่นั้น สามารถครองพื้นที่สื่อได้ทุกวัน ก็เพราะประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่นั่นเอง  
หากแม้นคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังดำเนินการทำร้ายคนอื่น สร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง ด้วยการครองพื้นที่สื่อเพื่อส่งข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆให้แก่ประชาชน สื่อทั้งหลายก็รู้และวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม แต่แล้วก็ยังเกาะติดการโฟนอิน นำคำพูดมาลงกันแทบจะทุกคำพูดอยู่ทุกครั้ง 
ถ้าเห็นว่าการกระทำของคนๆหนึ่งไม่ดี แล้วทำไมต้องรายงานกันแบบเต็มเหยียดอย่างนั้นด้วยเล่า  
จริงอยู่ว่าเป็นการทำหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องรายงานข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่สื่อก็มีเอกสิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่มิใช่หรือ ถ้าเรื่องไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนอลเวงก็มีสิทธิ์จะไม่ลงได้ ก็หลักการ Gate Keeper นั่นไง หรือว่าจำไม่ได้ หรือว่าขี้เกียจใช้ หรือปล่อยไว้ในตำราตั้งแต่วันเรียนจบทั้งนักข่าวทั้งบรรณาธิการ  
เมื่อผู้รักษาประตูแห่งสาธารณะเป็นเช่นนี้ เรื่องประหลาดๆก็คงเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะผู้รักษาประตูทำเรื่องประหลาดๆเสียเอง   
ต่อไปอาจจะถามคำถามประหลาดๆจนนายกรัฐมนตรีต้องถามเองแล้วตอบเองสื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองคิดให้เหนื่อย 
ต่อไปอาจจะได้ชมภาพหัวคนห้อยต่องแต่งเหมือนที่สะพานพระรามแปดจากที่ไหนอีกก็เป็นได้ ทั้งผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์  
อีกหน่อยก็อาจจะได้ชมภาพใครสักคนเอาปืนจ่อยิงหัวคนเลือดสาดกระจายเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลานจอดรถในจังหวัดปราจีนบุรีทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช้า สาย บ่าย เย็นค่ำก็เป็นได้  
อีกหน่อยก็คงเห็นรายการคุ้ยข่าว ค้นข่าว เล่าข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ โดยผู้ค้น ผู้คุย ผู้เล่า เอาความเห็นเข้าว่าเหมือนเทวดาผู้รู้ทุกเรื่อง ทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ  
สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร มีอิสระในการทำหน้าที่ ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ขอบเขต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายได้รับเสียงไว้วางใจทุกคน แต่ก็เกิดเรื่องประหลาด นั่นคือ<span> </span>มีการพูดถึงเรื่องปรับ <strong>นายกษิต ภิรมย์</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศออกจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากได้รับเสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น<span> </span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ในเมื่อกติกาเขียนไว้อย่างเจนแล้วว่า<span> </span>รัฐมนตรีได้รับเสียงไว้วางใจแล้วก็ต้องทำงานต่อไป<span> </span>มีเหตุอันใดจึงต้องถูกปรับออก ทำไมจะต้องถามเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรี<span> </span>ประชาชนไทยเป็นอะไรไปหรือ ไม่เข้าใจกฎ กติกา ขนาดนี้เชียวหรือ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โดยเฉพาะประชาชนที่เรียกกันว่าสื่อมวลชน<span> </span>ซึ่งเป็นต้นเรื่องคือเป็นผู้ถามคำถามนี้ต่อนายกรัฐมนตรี หลังการลงคะแนนเสียงเสร็จสิ้นลง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนที่เรียกว่าสื่อ ถามคำถามที่อาจจะเรียกกันได้ว่าโง่ๆ<span> </span><span> </span>ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่านายรัฐมนตรีต้องตอบว่าไม่มีการปรับออก<span> </span>ประชาชนทั่วไปทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง พวกที่รักทักษิณ พวกที่รักอภิสิทธิ์<span> </span>ก็รู้ว่า คำตอบนายกรัฐมนตรีจะเป็นเช่นไร<span> </span>ถึงกระนั้นก็ถามอยู่ได้</span> </p>
<p> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span id="more-1143"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เมื่อหลายวันก่อนก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คือเรื่องการโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ใครก็รู้ว่าเป็นใคร<span> </span>ประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนก็ถามนายกรัฐมนตรีตั้งหลายครั้งว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการโฟนอิน จนนายกรัฐมนตรีต้องถามกลับว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ</span>”<span lang="TH"><span> </span>แต่ก็ยังถามอยู่อีก</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">แบบนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม<strong> พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังหลบหนีคดีอยู่นั้น<span> </span>สามารถครองพื้นที่สื่อได้ทุกวัน<span> </span>ก็เพราะประชาชนที่เรียกว่าสื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่นั่นเอง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หากแม้นคิดว่า <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> กำลังดำเนินการทำร้ายคนอื่น สร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง ด้วยการครองพื้นที่สื่อเพื่อส่งข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆให้แก่ประชาชน<span> </span>สื่อทั้งหลายก็รู้และวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม<span> </span>แต่แล้วก็ยังเกาะติดการโฟนอิน นำคำพูดมาลงกันแทบจะทุกคำพูดอยู่ทุกครั้ง</span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ถ้าเห็นว่าการกระทำของคนๆหนึ่งไม่ดี<span> </span>แล้วทำไมต้องรายงานกันแบบเต็มเหยียดอย่างนั้นด้วยเล่า<span> </span></span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">จริงอยู่ว่าเป็นการทำหน้าที่ของสื่อ<span> </span>ที่จะต้องรายงานข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนได้รับรู้<span> </span>แต่สื่อก็มีเอกสิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่มิใช่หรือ<span> </span>ถ้าเรื่องไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนอลเวงก็มีสิทธิ์จะไม่ลงได้ ก็หลักการ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="font-weight: bold;">Gate Keeper</span> <span lang="TH">นั่นไง หรือว่าจำไม่ได้ หรือว่าขี้เกียจใช้ หรือปล่อยไว้ในตำราตั้งแต่วันเรียนจบทั้งนักข่าวทั้งบรรณาธิการ</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เมื่อผู้รักษาประตูแห่งสาธารณะเป็นเช่นนี้<span> </span>เรื่องประหลาดๆก็คงเกิดขึ้นอีกต่อไป<span> </span>เพราะผู้รักษาประตูทำเรื่องประหลาดๆเสียเอง<span> </span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ต่อไปอาจจะถามคำถามประหลาดๆจนนายกรัฐมนตรีต้องถามเองแล้วตอบเองสื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองคิดให้เหนื่อย</span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ต่อไปอาจจะได้ชมภาพหัวคนห้อยต่องแต่งเหมือนที่สะพานพระรามแปดจากที่ไหนอีกก็เป็นได้<span> </span>ทั้งผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อีกหน่อยก็อาจจะได้ชมภาพใครสักคนเอาปืนจ่อยิงหัวคนเลือดสาดกระจายเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิดที่ลานจอดรถในจังหวัดปราจีนบุรีทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช้า สาย บ่าย เย็นค่ำก็เป็นได้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อีกหน่อยก็คงเห็นรายการคุ้ยข่าว ค้นข่าว เล่าข่าว<span> </span>ทางสถานีโทรทัศน์ โดยผู้ค้น ผู้คุย ผู้เล่า เอาความเห็นเข้าว่าเหมือนเทวดาผู้รู้ทุกเรื่อง ทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร มีอิสระในการทำหน้าที่<span> </span>ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ขอบเขต ผมในฐานะผู้รับข่าวสารจากสื่อก็ได้ประโยชน์เป็นอันมาก แต่เรื่องหลายเรื่องก็เห็นว่าสื่อไม่น่าจะทำ<span> </span>เช่น การตั้งคำถามซ้ำๆซากๆกับนักการเมือง<span> </span>ประเภทว่า คนนั่นด่าคนนี้ คนนี้พูดอย่างนี้แล้วไปถามคนนั้น<span> </span>ไม่น่าจะมีแล้ว<span> </span>น่าจะถามคำถามที่ทำให้นักการเมืองได้ใช้สติปัญญาตอบหน่อยครับ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โปรดอย่าถามเลยว่าจะปรับรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีทุกคนได้รับความไว้วางใจตามกติกาแล้ว<span> </span>แต่โปรดถามนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว ท่านจะทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ได้ว่า ไม่ใช่ได้คะแนนเพราะพวกมากลากไป หรือถามว่า จะพิสูจน์ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอย่างไรนอกเหนือจากการได้คะแนนเสียงในสภาแล้ว <span> </span>และอีกมากมายสารพัดคำถามที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน<span> </span>แทนที่จะเสาะหาว่าคะแนนเสียงที่ไว้วางใจรัฐมนตรีต่างประเทศหายไปไหน หรือเรื่องปรับรัฐมนตรีต่างประเทศออก</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โปรดถามพรรคฝ่ายค้านว่า ในเมื่อผลการลงคะแนนออกมาเช่นนี้แล้ว จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างไรต่อไป หรือจะทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่มีคนกล่าวหา<span> </span>หรือจะอธิบายอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศเชื่อว่าฝ่ายค้านทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ถามไปเถอะครับ คำถามพวกนี้ ผมอยากทราบคำตอบของนักการเมือง คนอีกเป็นจำนวนมากก็คงอยากทราบเช่นกัน<span> </span>เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสาธารณชน คือประเทศชาติและประชาชนทุกคน รวมถึงประชาชนที่เรียกว่าสื่อด้วย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">คำถามเรื่องที่ผมเสนอไปนั้น คงไม่ยากเกินสติปัญญาของนักการเมือง หรือถ้าตอบไม่ได้ก็จะได้รู้ว่านักการเมืองนั้นโง่จริง เจอคำถามฉลาดๆจากสื่อแล้วต้องใบ้รับประทาน</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ลองดูสิครับ<span> </span>ถามให้ได้นายกรัฐมนตรีงงไปเลย เหมือนตอนที่สื่อทำท่างงๆเมื่อนายกรัฐมนตรีถามกลับมาว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ</span>”<span lang="TH"> นั่นแหละ</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อย่าลืมสิคุณภาพของสื่อมวลชนนั้นสะท้อนคุณภาพของสังคม ถ้าสังคมไหนมีสื่อมวลชนฉลาดๆ สังคมก็ฉลาดไปด้วย<span> </span>นี่เป็นความเชื่อและความภาคภูมิใจของสื่อมวลชนไม่ใช่หรือ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="font-weight: bold;">อย่างไรก็ตาม ถึงจะดูเหมือนว่าสื่อไม่น่าทำเรื่องไม่ฉลาดบ่อยๆ แต่ผมคาดหวังว่าจะได้รับรู้เรื่องฉลาดๆจากสื่ออยู่นะครับ.</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="font-weight: bold;">                                                         ***</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="font-weight: bold;">ปรับปรุงจากเรื่อง :</span><span><br />
</span></span>กติกามีอยู่ชัดเจน ทำไมสื่อจึงถามถึงการปรับรัฐมนตรีต่างประเทศออกจากตำแหน่งและเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะ  ที่เผยแพร่ใน <a href="http://www.oknation.net/blog/yootoop/2009/03/22/entry-1">http://www.oknation.net/blog/yootoop/2009/03/22/entry-1</a></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/blog-and-blogger-change-the-world" title="Blog and Blogger  จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก? (February 25, 2008)">Blog and Blogger  จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก?</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/media-journal-and-reporter-day" title="วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่ (March 5, 2009)">วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/politics-problem" title="การเมืองเรื่องประหลาด : ไม่อยากเป็นผู้นำฝ่ายค้านแต่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี (March 5, 2009)">การเมืองเรื่องประหลาด : ไม่อยากเป็นผู้นำฝ่ายค้านแต่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/news-bad-news" title="ข่าวสดๆ ข่าวคาวๆ  ข่าวฉาวโฉ่ : ใครเป็นเหยื่อที่แท้จริง (March 13, 2008)">ข่าวสดๆ ข่าวคาวๆ  ข่าวฉาวโฉ่ : ใครเป็นเหยื่อที่แท้จริง</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/big-blog-suthichai-yoon-bigblog" title="Big Blog : Suthichai yoon &#8211; ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก (March 7, 2008)">Big Blog : Suthichai yoon &#8211; ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/smart-and-stupid-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
