<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศลคนชอบคุย &#187; ตาดูหูฟัง</title>
	<atom:link href="http://kosoltalk.com/category/entertain/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosoltalk.com</link>
	<description>รวมเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jul 2010 04:13:22 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>The Top Entry ของ KosolTalk.com คือ เรื่องของ ยอดรัก สลักใจ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/the-top-entry-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-kosoltalkcom-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/the-top-entry-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-kosoltalkcom-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Sep 2008 08:11:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก สลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงของยอดรัก]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงขาดเงินขาดรัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[
 
เรื่องที่คนเข้ามาอ่านผ่านการสืบค้นมากที่สุดของ Kosoltalk.com คือเรื่องของ ยอดรัก สลักใจ ที่ผมเขียนไว้ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน นั่นคือเรื่อง “วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ” วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ยอดรักสลักใจ ก็เสียชีวิตเมื่อตอนตี 1 กับอีก 5 นาที
การเสียชีวิตของยอดรัก สลักใจ ปรากฏว่ามีแฟนแพลงร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก ที่งานศพของเขา ณ วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก ที่คนธรรมดาคนหนึ่งเสียชีวิตลง แล้วมีคนเป็นจำนวนมากมาจากทุกภาคของประเทศไทยมาร่วมงานศพ
นี่เป็นการพิสูจน์ว่า คนที่เสียชีวิตนั้น เป็นคนสำคัญในใจของผู้คนจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่เดินทางนับเป็นร้อยหรือหลายร้อยกิโลเมตร มาร่วมไว้อาลัยเป็นแน่แท้
เป็นที่รู้กันดีว่า ยอดรัก สลักใจ นั้นเป็นคนที่มีน้ำใจ นิสัยดี เป็นกันเอง และสนุกสนาน ให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟังและผู้ชมอย่างเต็มความสามารถ มีความรับผิดชอบในอาชีพของตน จึงยืนอยู่บนถนนนักร้องอย่างสง่างามตลอดกว่า 30 ปีของชีวิตนักร้อง สิ่งที่พิสูจน์คำกล่าวขานนี้ก็คือ ปรากฏการณ์ยอดรักสลักใจฟีเวอร์ที่วัดไร่ขิงนั่นเอง

  

ผมฟังเพลงยอดรักมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ชอบแทบทุกเพลง ยอดรักร้องเพลงไปได้น่าฟังทุกแนว เพลงสนุกๆก็ดี เพลงเศร้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/yodrakrating.jpg"></a><a href="None"></a></p>
<p> </p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/watchhear.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-270" style="float: right; margin: 20px; border: 0px;" title="ตาดู หูฟัง" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/watchhear.jpg" alt="" width="100" height="110" /></a>เรื่องที่คนเข้ามาอ่านผ่านการสืบค้นมากที่สุดของ <strong>Kosoltalk.com</strong> คือเรื่องของ <strong>ยอดรัก สลักใจ</strong> ที่ผมเขียนไว้ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน นั่นคือเรื่อง<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=185"> <span style="color: #0000ff;">“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ” วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ</span> </a>เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2551 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ยอดรักสลักใจ ก็เสียชีวิตเมื่อตอนตี 1 กับอีก 5 นาที</p>
<p>การเสียชีวิตของยอดรัก สลักใจ ปรากฏว่ามีแฟนแพลงร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก ที่งานศพของเขา ณ วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก ที่คนธรรมดาคนหนึ่งเสียชีวิตลง แล้วมีคนเป็นจำนวนมากมาจากทุกภาคของประเทศไทยมาร่วมงานศพ</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นการพิสูจน์ว่า คนที่เสียชีวิตนั้น เป็นคนสำคัญในใจของผู้คนจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่เดินทางนับเป็นร้อยหรือหลายร้อยกิโลเมตร มาร่วมไว้อาลัยเป็นแน่แท้</p>
<p style="text-align: justify;">เป็นที่รู้กันดีว่า ยอดรัก สลักใจ นั้นเป็นคนที่มีน้ำใจ นิสัยดี เป็นกันเอง และสนุกสนาน ให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟังและผู้ชมอย่างเต็มความสามารถ มีความรับผิดชอบในอาชีพของตน จึงยืนอยู่บนถนนนักร้องอย่างสง่างามตลอดกว่า 30 ปีของชีวิตนักร้อง สิ่งที่พิสูจน์คำกล่าวขานนี้ก็คือ ปรากฏการณ์ยอดรักสลักใจฟีเวอร์ที่วัดไร่ขิงนั่นเอง</p>
<p><span id="more-256"></span></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="300" height="110" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://media.imeem.com/m/VdHS_YEzCK" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="110" src="http://media.imeem.com/m/VdHS_YEzCK" wmode="transparent"></embed></object>  <a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/yodrakrating.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-258" title="TopEntry" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/yodrakrating-300x172.jpg" alt="" width="300" height="172" /></a></p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/yodrakrating.jpg"></a><a href="None"><img class="alignright alignnone size-medium wp-image-257" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" title="ยอดรัก สลักใจ" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/yodrakpic.jpg" alt="" width="90" height="110" /></a></p>
<p>ผมฟังเพลงยอดรักมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ชอบแทบทุกเพลง ยอดรักร้องเพลงไปได้น่าฟังทุกแนว เพลงสนุกๆก็ดี เพลงเศร้า เพลงอกหักก็ถึงใจ ดังนั้น เพลงที่เขาร้องจึงฟังได้ไม่เบื่อ แต่โดยสาวนตัวแล้ว ผมชอบฟังเพลงเศร้าๆและเพลงอกหักของยอดรักมากกว่าเพลงสนุกๆ เพลงอกหักที่เป็นอันดับหนึ่งก็คือ อเวจีใจ เพลงเศร้าที่กินใจก็ต้องเพลง วอนรัก แต่เพลงที่ผมชอบที่สุดคือเพลง ล่องเรือหารัก ที่ผมเอาเพลงมาใส่ไว้ในเอ็นทรี่ยอดนิยมด้วย</p>
<p>ผมหาเพลง อเวจีใจ กับวอนรัก ไม่ได้ จึงเอาเพลง ขาดเงินขาดรัก มาให้ฟังในเอ็นทรี่นี้ เพลงนี้เป็นเพลงยุคแรกๆของ ยอดรัก สลักใจ สมัยผมเป็นหนุ่มน้อยก็ชอบมาก เคยเอาไปร้องว่าสาวๆซึ่งเป็นเพื่อนๆในโรงเรียนบ่อยๆ ตอนที่มีกิจกรรมสนุกสนานที่โรงเรียน</p>
<p>ขออุทิศเอ็นทรี่นี้แด่ยอดรัก สลักใจ หรือ นิพนธ์ ไพรวัลย์ ผู้มาแล้วก็ไป ไปสู่หนไหนก็เกินที่จะรู้ได้ แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะไปสู่หนทางแห่งความสุขในภพภูมิใหม่</p>
<p><strong>สุขในสุคติภพนะครับ ยอดรัก สลักใจ ขอบคุณที่มาสร้างความสุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ ขอบคุณจริงๆ.</strong></p>
<p> </p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e2%80%9c%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3" title="“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ”  วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ (July 21, 2008)">“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ”  วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/the-top-entry-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-kosoltalkcom-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ”  วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/%e2%80%9c%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/%e2%80%9c%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jul 2008 03:48:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก สลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงล่องเรือหารัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=185</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้ประเทศไทยแต่เรื่องหนักๆ มาพักผ่อนใจด้วยเรื่องเบาๆกันดีกว่า 
เมื่อหลายวันก่อน อ่านข่าวนักร้องลูกทุ่ง ยอดรัก สลักใจ ข่าวบอกว่าอาการทรุดลงกว่าเดิม ไม่กินข้าวมาหลายวัน เพราะตับโตขึ้นจนทับกระเพาะและลำไส้ ทำให้ไม้อยากอาหาร ข่าวแจ้งทำนองนี้ ทำให้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น แต่กำลังใจของ ยอดรัก สลักใจ ดีมาก ยังฝากข้อคิดธรรมะมาถึงเพื่อนพ้องน้องพี่แฟนเพลงว่า ให้รีบทำความดีกันไว้เพราะ ชีวิตไม่แน่นอน ความดีจึงแน่นอน นับว่ายอดรัก สลักใจ เข้าถึงแก่นแท้ของความจริง ดังที่พระบรมศาสดาทรงสอนไว้โดยแท้
ฟังน้ำเสียงแล้ว ยอดรักไม่กลัวตาย คนที่ไม่กลัวตายคือคนที่เห็นความจริง และมั่นใจว่าตายแล้วไปดี ไม่มีลงต่ำ มีแต่ขึ้นสูง จึงพูดถึงความตายได้เนียนๆ ฟังแล้วก็จะพยายามทำตามนะครับคุณยอดรัก ผมจะพยายามกลัวตายให้น้อยลง แต่แหม! มันทำได้ยากจริงๆแหละ
เมื่อยอดรักไม่กลัวตาย ไม่เศร้าโศกเสียดายชีวิต เพราะเข้าใจในธรรมดาโลกแล้ว ก็ไม่ขอฟูมฟายแทนยอดรัก แต่จะก็ขอคุยเรื่องสนุกๆ เบาๆ เรื่องราวของเพลงดีๆที่ ยอดรัก สลักใจ ร้องไว้ ซึ่งชื่อแน่ว่า คนที่อ่านบล็อกของผม ส่วนมากแล้ว คงชอบเพลงของยอดรักไม่เพลงใดก็เพลงหนึ่ง ที่มีอยู่มากมายจนจำชื่อได้ไม่หมด
เพลงของยอดรักนั้น มีเป็นจำนวนมากที่มีเนื้อหาและทำนองสนุกสนาน ทั้งบุคลิกของยอดรักก็เป็นคนสนุกสนาน จึงร้องเพลงสนุกๆได้สนุกยิ่งขึ้น แต่ร้องเพลงอ้อนๆไม่ค่อยสนุก ในทางตรงกันข้าม ยอดรักร้องเพลงเศร้าๆเหงาๆได้อารมณ์ยิ่ง นับเป็นความแตกต่างที่ลงตัวมาก
ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ยอดรัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.aelyodrak.com/admin/bio_photo/16.jpg" alt="" width="200" height="191" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>วันนี้ประเทศไทยแต่เรื่องหนักๆ มาพักผ่อนใจด้วยเรื่องเบาๆกันดีกว่า </strong></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อหลายวันก่อน อ่านข่าวนักร้องลูกทุ่ง <strong>ยอดรัก สลักใจ </strong>ข่าวบอกว่าอาการทรุดลงกว่าเดิม ไม่กินข้าวมาหลายวัน เพราะตับโตขึ้นจนทับกระเพาะและลำไส้ ทำให้ไม้อยากอาหาร ข่าวแจ้งทำนองนี้ ทำให้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น แต่กำลังใจของ ยอดรัก สลักใจ ดีมาก ยังฝากข้อคิดธรรมะมาถึงเพื่อนพ้องน้องพี่แฟนเพลงว่า ให้รีบทำความดีกันไว้เพราะ ชีวิตไม่แน่นอน ความดีจึงแน่นอน นับว่ายอดรัก สลักใจ เข้าถึงแก่นแท้ของความจริง ดังที่พระบรมศาสดาทรงสอนไว้โดยแท้</p>
<p style="text-align: justify;">ฟังน้ำเสียงแล้ว ยอดรักไม่กลัวตาย คนที่ไม่กลัวตายคือคนที่เห็นความจริง และมั่นใจว่าตายแล้วไปดี ไม่มีลงต่ำ มีแต่ขึ้นสูง จึงพูดถึงความตายได้เนียนๆ ฟังแล้วก็จะพยายามทำตามนะครับคุณยอดรัก ผมจะพยายามกลัวตายให้น้อยลง แต่แหม! มันทำได้ยากจริงๆแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อยอดรักไม่กลัวตาย ไม่เศร้าโศกเสียดายชีวิต เพราะเข้าใจในธรรมดาโลกแล้ว ก็ไม่ขอฟูมฟายแทนยอดรัก แต่จะก็ขอคุยเรื่องสนุกๆ เบาๆ เรื่องราวของเพลงดีๆที่ ยอดรัก สลักใจ ร้องไว้ ซึ่งชื่อแน่ว่า คนที่อ่านบล็อกของผม ส่วนมากแล้ว คงชอบเพลงของยอดรักไม่เพลงใดก็เพลงหนึ่ง ที่มีอยู่มากมายจนจำชื่อได้ไม่หมด</p>
<p style="text-align: justify;">เพลงของยอดรักนั้น มีเป็นจำนวนมากที่มีเนื้อหาและทำนองสนุกสนาน ทั้งบุคลิกของยอดรักก็เป็นคนสนุกสนาน จึงร้องเพลงสนุกๆได้สนุกยิ่งขึ้น แต่ร้องเพลงอ้อนๆไม่ค่อยสนุก ในทางตรงกันข้าม ยอดรักร้องเพลงเศร้าๆเหงาๆได้อารมณ์ยิ่ง นับเป็นความแตกต่างที่ลงตัวมาก</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ยอดรัก ลองเปรียบเทียบดูนะครับ เอาเพลงสนุกๆอย่าง “สามสิบยังแจ๋ว” ไปเปรียบเทียบกับเพลง “วอนรัก” ซึ่งเป็นเพลงเศร้า จะเห็นได้ว่า ยอดรักร้องได้ถึงใจทั้งสองเพลง</p>
<p style="text-align: justify;">หรือเอาเพลงจีบสาว “ขาดคนหุงข้าว” ลองเทียบกับเพลงอกหัก “อเวจีใจ” ดู ก็เป็นเหมือนกับคู่แรก คือร้องเพลงสนุกๆจีบสาวได้ถึงใจเหลือเกิน แต่พอเพลงเศร้า อกหัก ก็ร้องได้แบบบีบหัวใจจนแทบจะแตกได้เช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-185"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ความสามารถของยอดรักนั้น สมกับมืออาชีพโดยแท้ ฉะนั้นไม่น่าสงสัยว่า ทำไมเมื่อไม่สบาย จึงมีคนรักใคร่ห่วงใยมากมายเช่นนี้ หากไม่เป็นที่รักของใครๆ ก็คงจะเจ็บป่วยอยู่อย่างเดียวดายเหมือนศิลปินหลายๆคนที่เคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ แต่คงเพราะความดี มีน้ำใจ ความสนุกสนานของเขานั่นเองที่ประทับใจผู้คน ซึ่งจะเห็นน้ำใจกันตอนได้ยากนี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">ผมเป็นคนฟังเพลงลูกทุ่งครับ เพราะโตมาจากทุ่ง ตอนเด็กๆเลี้ยงควายกลางทุ่งกับพี่ๆหมู่บ้านเดียวกัน พี่ๆเขาจะมีวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กไปด้วย เปิดฟังกันตามทุ่ง รายการยอดนิยมก็คือรายการเพลงลูกทุ่ง ที่มีให้ฟังทั้งวัน ทุกคลื่น</p>
<p style="text-align: justify;">เพลงดังของยอดรักในยุคแรกๆ ก็คือ ทหารเรือมาแล้ว ห่มธงนอนตาย ไล่มาเรื่อยๆถึง ไอ้หนุ่มตู้เพลง จำปูนจำปาจำปี สามสิบยังแจ๋ว ฯลฯ ฟังกันจนหูเป็นหวัด ตอนที่ผมโตแล้ว เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ก็ยังฟังเพลงยอดรักตามสถานีวิทยุเอเอ็มในกรุงเทพฯ (สมัยโน้น เอฟเอ็มไม่เปิดเพลงลูกทุ่ง เขารังเกียจว่าเป็นเพลงของคนบ้านน้อก บ้านนอก ไม่เหมือนคนลาดพร้าว เหอๆ)</p>
<p style="text-align: justify;">เพลงยอดรักที่ผมชอบ เป็นเพลงเศร้าๆ เหงาๆ อกหักมากกว่าเพลงสนุกๆ เพราะผมเป็นคนสนุกๆเฮฮาอยู่แล้ว จึงต้องเอาเพลงเศร้ามาถ่วงดุลบ้าง (ว่าเข้าไปนั่น แต่&#8230;เพราะอกหักตลอดศกต่างหาก) โดยเฉพาะเพลง “อเวจีใจ” นั้น โอ๊ย พี่น้อง มันถึงใจจริงๆครับ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพ้นยุคอกหัก ผมก็ชอบเพลงหวานๆของยอดรัก โดยเฉพาะเพลง “ล่องเรือหารัก” นั้นชอบเป็นพิเศษ ทุกวันนี้ยังชอบอยู่ ผมร้องให้ลูกสาวอายุ 11 ขวบฟังบ่อยๆ ซึ่งปกติเธอเป็นแฟนของ ไมค์ กอล์ฟ โต๋ เฟฟางแก้ว บี้เดอะสตาร์ ฯลฯ แต่ตอนนี้ก็ร้องเพลง “ล่องเรือหารัก” ตามพ่อแล้ว</p>
<p> <object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="315" height="80" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="scale" value="noscale" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?songID=V2A7G0FPB0&amp;Autoplay=1" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="315" height="80" src="http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?songID=V2A7G0FPB0&amp;Autoplay=1" scale="noscale" wmode="transparent"></embed></object></p>
<div style="background: white; width: 300px; font-family: Arial,Tahoma; text-align: center; padding: 4px;"><span style="font-size: small;"><a href="http://www.ijigg.com/songs/V2A7G0FPB0">My Music &#8211; ล่องเรือหารัก</a></span><span style="font-size: small;"> </span> </div>
<p> <br />
&#8230;&#8230;.<br />
เพลงล่องเรือหารัก คนร้องคนแรกคือ สุริยัน ส่องแสง แต่เมื่อยอดรักนำมาร้องกลับเป็นที่นิยมมากกว่า (เช่นเดียวกับหลายๆเพลง เช่น รักเก่าที่บ้านเกิด ต้นฉบับคือ สุริยา ชินพันธุ์ ดารานักร้อง แต่พอ เอกชัย ศรีวิชัย นำมาร้องกลับดังระเบิด กลายเป็นยี่ห้อของเอกชัยไป) เพลงนี้ยอดรักร้องประกอบละครเรื่องเดียวกับชื่อเพลง ซึ่งเขาเล่นเป็นพระเอกคู่กับ กบ-ปภัสรา ชุตานุพงศ์ (ปัจจุบันคือ ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ภรรยา พรเทพ เตชะไพบูลย์ สส.พรรคประชาธิปัตย์)</p>
<p><span style="font-size: small;">ละครเรื่องนี้สนุก ยอดรักกับกบเล่นเป็นธรรมชาติมากครับ ตอนนั้นทั้งคู่กำลังโด่งดัง ผู้จัดคงเห็นเป็นช่องทางการทำตลาดจึงจับมาประกบกัน แต่ก็ออกมามีคุณภาพ พระเอกเป็นเจ้าของเรือเร่ขายของตามแม่น้ำ นางเอกเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านค้าบนฝั่ง (ถ้าจำไม่ผิด) หัวใจหนุ่มสาวผูกพัน แต่ผลประโยชน์ทางการค้าขัดกัน พ่อตาไม่ชอบ แต่แม่ยายสนับสนุน จึงชุลมุนวุ่นวาย เรื่องน่าจะทำนองนี้แหละครับ แต่แน่นอนที่สุด จบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งแล</span></p>
<p><span style="font-size: small;">เพลงล่องเรือหารัก ยอดรักร้องได้ดีมาก เล่นกับอารมณ์เหงาๆผ่านน้ำเสียงได้อย่างหมดจด เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย “&#8230;..ล่องเรือมาหารักสักคน รวยหรือจนให้ใจรักแน่&#8230;..” จบลงด้วย “&#8230;.วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ” ที่ผมนำมาหัวข้อเรื่องวันนี้นั่นแหละครับ ผมคิดว่าไม่มีใครร้องได้ดีไปกว่ายอดรัก สลักใจ แล้ว ลองฟังดูนะครับ เห็นต่างจากผมก็ไม่ผิดอันใด</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ฟังจบแล้วก็ขอส่งกำลังใจให้ ยอดรัก สลักใจ มีความเข้มแข็งในทางธรรม หากปาฏิหาริย์มีจริงๆ ผมก็ปรารถนาให้ยอดรัก สลักใจ ได้หายจากโรคร้ายนี้เช่นกัน.</span></p>
<div><span style="font-size: small;"> </span></div>
<div></div>
<p><span style="font-size: small;"> </p>
<p></span></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 11/28/08 */
google_ad_slot = "3885118279";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/thai-contry-love-song" title="“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้”  การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก (June 13, 2008)">“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้”  การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก</a> (0)</li>
	<li><a href="http://kosoltalk.com/the-top-entry-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-kosoltalkcom-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94" title="The Top Entry ของ KosolTalk.com คือ เรื่องของ ยอดรัก สลักใจ (September 3, 2008)">The Top Entry ของ KosolTalk.com คือ เรื่องของ ยอดรัก สลักใจ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/%e2%80%9c%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้”  การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก</title>
		<link>http://kosoltalk.com/thai-contry-love-song</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/thai-contry-love-song#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Jun 2008 21:34:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั๊กแตน ชลดา]]></category>
		<category><![CDATA[สลา คุณวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ไ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.com/?p=23</guid>
		<description><![CDATA[
 
 ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย 
 ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก  
 ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร  โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น  ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง
 ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ
 


 
ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ 
ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน
คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://www.siamdara.com/_images/200709023645.jpg" alt="" width="263" height="222" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;" align="center"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> <span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ<strong> </strong></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>“<span lang="TH">ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้</span>”</strong><span lang="TH"> ผลงานประพันธ์ของ <strong>สลา คุณวุฒิ</strong> ขับร้องโดยนักร้องสาว <strong>ตั๊กแตน ชลดา</strong> เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span id="more-234"></span></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="315" height="80" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="scale" value="noscale" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?songID=V2AADBCBPA0&amp;Autoplay=0" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="315" height="80" src="http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?songID=V2AADBCBPA0&amp;Autoplay=0" scale="noscale" wmode="transparent"></embed></object></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ</span></strong><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*)</span></strong><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง ขออย่าได้มองความซื่อแล้วแปลว่าง่าย เมื่อเราเจอกันข้างพรหมลิขิต ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินห้ามใจ ต้องเจียมตัวว่าเราคือใคร แค่แอบรู้ใจ ไม่ใช่แฟน</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ร้องซ้ำ (*)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">อ่านจากเนื้อเพลงแล้ว สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น นอกจากความไพเราะของท่วงทำนอง ดนตรี และเสียงของนักร้องแล้ว เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เพลงได้รับความนิยม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพราะเป็นภาพสะท้อนลักษณะ </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">อารมณ์</span>”<span lang="TH"> ของผู้คนในสังคมที่มี </span>“<span lang="TH">ความรู้สึก</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือไม่ก็ </span>“<span lang="TH">ความสัมพันธ์</span>”<span lang="TH"> ต่อคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงกันข้าม(หรืออาจเพศเดียวกัน)ในลักษณะ </span>“<span lang="TH">รักอยู่ในใจ</span>”<span lang="TH"> หรือ </span>“<span lang="TH">รักอยู่ข้างเดียว</span>”<span lang="TH"> โดยที่อีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้ก็ตาม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของคน โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรักในเพศตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ </span>“<span lang="TH">อยู่ข้างใจ</span>”<span lang="TH"> หรือ </span>“<span lang="TH">อยู่ข้างพรหมลิขิต</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ดังที่กล่าวไว้ในเพลง มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านี้ได้ หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ อยู่ในจุดที่เป็นแค่ความสัมพันธ์ใน </span>“<span lang="TH">ฐานะใจ</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จนก้าวลำเส้นสู่ความเป็น </span>“<span lang="TH">แฟน</span>”<span lang="TH"> ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาได้ เพราะอีกฝ่ายมี </span>“<span lang="TH">เจ้าของหัวใจ</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อยู่แล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อันจะนำไปสู่ฐานะ </span>“<span lang="TH">สำรอง</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ของความสัมพันธ์ ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชาย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แต่งคือ สลา คุณวุฒิ ใช้กลุ่มคำที่เล่นกับอารมณ์คนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นอารมณ์แบบต่างๆคือ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>1.กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความรักซ่อนเร้น</strong><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ได้แก่ ฐานะใจ, อยู่ข้างใจ, ข้างพรหมลิขิต,แอบรู้ใจ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำบรรยายฐานะอันซ่อนเร้นของคน ที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าตนอยู่ในฐานะนั้น<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>เมื่อปรากฏอยู่ในเพลงแบบชนิดที่เรียกว่า </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">ทิ้งระเบิดถ้อยคำแบบปูพรมถล่มใจ</span>”<span lang="TH"> เช่นนี้ จึง </span>“<span lang="TH">โดน</span>”<span lang="TH"> เป็นอย่างมาก</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>2. กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความมีน้ำใจ</strong> ได้แก่ อยากดูแล,ยิ้มให้ด้วยสายตา, คอยเป็นธุระ,ทำแทน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจอันเป็นลักษณะเด่นของคนในสังคมไทย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และเมื่อมาอยู่ในความรู้สึกของอารมณ์รักซ่อนเร้นด้วยแล้ว ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ฝังจิตฝังใจตอกย้ำความรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า ผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นหรือไม่ซ่อนเร้นก็ตาม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มีความรู้สึกและพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆให้คนที่ตนรักอยู่เสมอ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><strong>3.กลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบต้องห้าม</strong> ตอกย้ำฐานะอันไม่ถูกต้อง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ได้แก่<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนรู้จัก,คนไม่ใช่แฟน,สำรอง, ห้ามใจ เป็นต้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ซึ่งถ้อยคำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความรู้สึก เหงา เศร้า น้อยใจ ผสมปนเปกับความสุขที่เกิดจากการที่ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่ตนรัก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของบรรดาผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นทั้งหลาย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">แล้วใครกันเล่าที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นแบบที่กล่าวไว้ในเพลงนี้ คำตอบก็คือ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มีกันทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะนั่นแหละ ไม่ว่าคนที่มีคู่แล้วหรือที่ยังไม่มีคู่ จะมากจะน้อยต่างกันไป<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ที่มีมากว่าก็ย่อมเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่มีความอ่อนไหวในความรักดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเพลงนี้จึงโด่ดังโดนใจของคนในช่วงเวลาหนึ่ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็เพราะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นธรรมดาสามัญของผู้คนนั่นเอง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ลองถามใจตัวเองดูก็แล้วกันว่า อารมณ์รักซ่นเร้นนั้นมีอยู่ในใจบ้างหรือไม่ บางคนอาจจะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่พอโดนสะกิดด้วยระเบิดถ้อยคำที่ปูพรมลงมาถล่มใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำให้ความทรงจำแบบนั้นหวนคืนกลับมา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จึงเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับอารมณ์เพลง ก็เป็นได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">มองในแง่การสื่อสารจึงนับว่าผู้ประพันธ์เพลงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ที่หยิบเอากลุ่มคำดังกล่าวมากระตุ้นอารมณ์รักซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนในใจของผู้ฟังให้โลดแล่นออกมาปรากฏตัวตนผ่านเพลง </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้</span>”<span lang="TH"> ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแล้ว ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ตอกย้ำแบบปูพรหม รวมถึงท่วงทำนองและเสียงร้องของ ตั๊กแตน ชลดา ที่มีส่วนผสมของความรู้สึกเหงา เศร้า สุข อย่างลงตัวด้วยแล้ว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของผู้คน</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้น ล้วนมีอารมณ์รักแบบซ่อนเร้นด้วยกันเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">?</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://kosoltalk.com/%e2%80%9c%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3" title="“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ”  วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ (July 21, 2008)">“วาสนามีน้อยลอยไปตามเรือ”  วันหนักๆเรื่องเบาๆกับเพลงดีๆของ ยอดรัก สลักใจ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/thai-contry-love-song/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แล้งหน้านาเสร็จ ลูกใครจะไปสู่ขอ</title>
		<link>http://kosoltalk.com/sao-muang-phijit-thai-country-song</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/sao-muang-phijit-thai-country-song#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jun 2008 03:59:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรักสลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สดใส รุ่งโพธิ์ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[สาวเมืองพิจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[
หัวข้อที่ตั้งไว้ดูแล้วไม่เข้ากับฤดูกาล แต่เอาเถอะ อ่านไปสมุมติใจให้เป็นฤดูเดียวกับเนื้อเพลงก็แล้วกัน จะได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น ได้เห็นบรรยากาศอันน่าอยู่อาศัยของสังคมไทยของเรา
สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ก็คือ มีเทศกาลงานบุญอันอุดม ทุกๆเดือนมีงานทำบุญกันทั้งนั้น นับแค่วันพระที่จะต้องเข้าวัดก็ ๔ หนเข้าไปแล้ว การทำงานบุญก็คือการร่วมแรงร่วมใจกันประกอบสิ่งดีๆ เป็นกิจกรรมของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชนโดยแท้
งานบุญนอกจากเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นโอกาสอันเหมาะที่หนุ่มจะได้พบสาว สาวจะได้เจอหนุ่ม ได้สบตากันปิ๊งปั๊ง ส่งยิ้มให้กัน เก็บไปนอนฝันหวานจนน้ำลายไหลเปียกหมอน…นี่ว่ากันถึงสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อะไรๆก็ยังเคร่งครัดในแบบแผน

เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนภาพกิจกรรมงานบุญดังว่านี้ไว้มากมาย ทั้งยุคไกลและยุคใกล้ แต่ละเพลงนอกจากเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของสังคมในท้องถิ่นต่างๆแล้ว ยังมีท่วงทำนองอันไพเราะ มีเนื้อความที่จับใจ
อย่างเช่นเพลง สาวงามเมืองพิจิตร ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
แน่นอน สาวเมืองพิจิตรจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากจังหวัดพิจิตร ดินแดนแห่งตำนานพ่อไกรทองคนเก่ง ชาละวันจระเข้ยักษ์ ตะเภาแก้ว ตะเพาทอง คนงาม และ เสธ.หนั่นกับฟาร์มนกกระจอกเทศ
เพลงสาวงามเมืองเมือพิจิตร มีสองชุดให้เลือก ขับร้องโดย สดใส ร่มโพธิ์ทอง ชุดหนึ่ง และขับร้องโดย ยอดรัก สลักใจ ชุดหนึ่ง ซึ่งนับเป็นสุดยอดทั้งคู่
เนื้อความพูดถึงงานแข่งเรือยาวของชาวพิจิตรในงานบุญวัดท่าหลวงที่มีหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ เจ้าหนุ่มไปเที่ยวเจอสาวงามเมืองพิจิตรเข้าก็เหมือนโดนนะจังงัง แม่เจ้าโว้ย สวยอะไรปานนั้น จึงครวญเป็นเพลงไปถึงสาวว่า…
&#8220;สาวเมืองพิจิตรน่าพิศชวนมอง ไอ้หนุ่มคะนองหลงมองสาวเมืองพิจิตร เพียงตาสบตา ยิ่งพาหัวใจใกล้ชิด….ผิวเรืองเหลืองผ่องดังทองมาเจือ งานวัดแข่งเรือ ท่าหลวงเหมือนดวงมาต้อง น้องยืนดูเรืออยู่เหนือตลิ่งริมคลอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://www.phichittoday.com/news/images/DSC01486.jpg" alt="" width="282" height="209" /></p>
<p>หัวข้อที่ตั้งไว้ดูแล้วไม่เข้ากับฤดูกาล แต่เอาเถอะ อ่านไปสมุมติใจให้เป็นฤดูเดียวกับเนื้อเพลงก็แล้วกัน จะได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น ได้เห็นบรรยากาศอันน่าอยู่อาศัยของสังคมไทยของเรา</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ก็คือ มีเทศกาลงานบุญอันอุดม ทุกๆเดือนมีงานทำบุญกันทั้งนั้น นับแค่วันพระที่จะต้องเข้าวัดก็ ๔ หนเข้าไปแล้ว การทำงานบุญก็คือการร่วมแรงร่วมใจกันประกอบสิ่งดีๆ เป็นกิจกรรมของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชนโดยแท้</p>
<p>งานบุญนอกจากเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นโอกาสอันเหมาะที่หนุ่มจะได้พบสาว สาวจะได้เจอหนุ่ม ได้สบตากันปิ๊งปั๊ง ส่งยิ้มให้กัน เก็บไปนอนฝันหวานจนน้ำลายไหลเปียกหมอน…นี่ว่ากันถึงสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อะไรๆก็ยังเคร่งครัดในแบบแผน</p>
<p><span id="more-227"></span></p>
<p style="text-align: justify;">เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนภาพกิจกรรมงานบุญดังว่านี้ไว้มากมาย ทั้งยุคไกลและยุคใกล้ แต่ละเพลงนอกจากเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของสังคมในท้องถิ่นต่างๆแล้ว ยังมีท่วงทำนองอันไพเราะ มีเนื้อความที่จับใจ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างเช่นเพลง สาวงามเมืองพิจิตร ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้</p>
<p style="text-align: justify;">แน่นอน สาวเมืองพิจิตรจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากจังหวัดพิจิตร ดินแดนแห่งตำนานพ่อไกรทองคนเก่ง ชาละวันจระเข้ยักษ์ ตะเภาแก้ว ตะเพาทอง คนงาม และ เสธ.หนั่นกับฟาร์มนกกระจอกเทศ</p>
<p style="text-align: justify;">เพลงสาวงามเมืองเมือพิจิตร มีสองชุดให้เลือก ขับร้องโดย สดใส ร่มโพธิ์ทอง ชุดหนึ่ง และขับร้องโดย ยอดรัก สลักใจ ชุดหนึ่ง ซึ่งนับเป็นสุดยอดทั้งคู่</p>
<p style="text-align: justify;">เนื้อความพูดถึงงานแข่งเรือยาวของชาวพิจิตรในงานบุญวัดท่าหลวงที่มีหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ เจ้าหนุ่มไปเที่ยวเจอสาวงามเมืองพิจิตรเข้าก็เหมือนโดนนะจังงัง แม่เจ้าโว้ย สวยอะไรปานนั้น จึงครวญเป็นเพลงไปถึงสาวว่า…</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>&#8220;สาวเมืองพิจิตรน่าพิศชวนมอง ไอ้หนุ่มคะนองหลงมองสาวเมืองพิจิตร เพียงตาสบตา ยิ่งพาหัวใจใกล้ชิด….ผิวเรืองเหลืองผ่องดังทองมาเจือ งานวัดแข่งเรือ ท่าหลวงเหมือนดวงมาต้อง น้องยืนดูเรืออยู่เหนือตลิ่งริมคลอง แอบรักโฉมตรูแอบดูแอบมองไอ้หนุ่มคะนองตามชิดติดกรอ…งานวัดท่าหลวง บวงสรวงพ่อเพชร แล้งหน้านาเสร็จ ลูกใครจะไปสู่ขอ ทำนาหาทุน บนบานพึ่งบุญหลวงพ่อ ขายข้าวในนาเก็บหาเงินพอจะขอแต่งงานกับน้อง…ฯลฯ&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ฟังแล้วนอกจากได้บรรยากาศครึกครื้นของงานบุญแล้ว ยังได้เรื่องราวอันหอมหวานของความรักเพิ่มเข้ามาอีก นี่คือเสน่ห์อันเหลือร้ายของเพลงลูกทุ่งไทยในยุคที่ไม่มีม็อบ.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/sao-muang-phijit-thai-country-song/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“อินแฮง” กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์</title>
		<link>http://kosoltalk.com/inhang-a-slang-in-thai-country-song</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/inhang-a-slang-in-thai-country-song#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 May 2008 15:20:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[อินแฮง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไอดิน อภินันท์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[ 
ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ “อินแฮง” ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย
เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ “ลูกทุ่งมหานคร” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง “อินแฮง” เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ    
คำว่า “อินแฮง” เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า “อิน” ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า “แฮง” ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า “อินแฮง”
คำว่า “อิน” ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า “IN” หรือ “INNER” ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ ใน,ข้างใน, ภายใน
เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ “เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น”  หรือ “เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง” หรือ “เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/inhang.jpg?w=419&amp;h=248" alt="" width="249" height="198" /></p>
<p style="text-align: justify;">ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ <strong>“อินแฮง”</strong> ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ <strong>“ลูกทุ่งมหานคร”</strong> ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง “อินแฮง” เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ   <strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>คำว่า “อินแฮง” เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า “อิน” ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า “แฮง” ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า “อินแฮง”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">คำว่า<strong> “อิน”</strong> ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า “IN” หรือ “INNER” ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ <strong>ใน,ข้างใน, ภายใน</strong></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ “เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น”  หรือ “เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง” หรือ “เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก” เช่น “เธอดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมาก ร้องห่มร้องไห้สงสารนางเอก” นี่คงพอจะอธิบายความหมายของคำว่า “อิน” ได้ตามที่เข้าใจกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-221"></span></p>
<p style="text-align: justify;">หากพิเคราะห์ตามความหมายของคำว่า “IN” กับ “INNER” ในภาษาอังกฤษกับความหมายที่นำมาใช้ในภาษาไทย ก็มีความแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนคำว่า <strong>“แฮง”</strong>  ในภาษาไทย(อีสาน) ความหมายที่ถอดออกมาตรงตามเสียงก็คือ “แรง” ความหมายโดยนัยก็คือ “มาก”  เมื่อรวมกับ “อิน” เป็น “อินแฮง” ก็พอจะแปลความหมายได้ว่า “เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมาก” หรือ “เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก” หรือ “เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก”</p>
<p style="text-align: justify;">เรื่องก็เป็นไปตามความหมายที่ให้ไว้ข้างบนนั้น กล่าวคือ เนื้อเพลงบรรยายถึงความรักของพระเอกที่มีต่อนางเอก เคยรักกันมาก แต่ต่อมานางเอกไปมีแฟนใหม่ แต่พระเอกตัดใจเลิกรักไม่ได้ ดังปรากฏตามฉากเปิดเรื่องใน MV ที่พระเอกยืนดักหน้ามอเตอร์ไซค์ที่นางเอกซ้อนท้ายมากับแฟนใหม่ นางเอกลงมาต่อว่าพระเอก บอกว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว ให้เลิกตอแยเสียที “น้องบอกแล้วไง ว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว จะมาอินอะไรกับน้องกันนักกันหนา” นางเอกว่างั้น แล้วก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แฟนใหม่ไป ทิ้งให้พระเอกอกหักมองตามตาละห้อย     พระเอกก็ร้องเพลงที่มีเนื้อหาบรรยายความรักที่มีต่อนางเอก บอกว่าตนเลิกรักไม่ได้เพราะ “…ใจอ้ายยังฮักบ่มีเปลี่ยนแปลง อินแฮง เด้หล่า…”  หมายความว่า “ใจของพี่นั้นยังรักน้องไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะมันเข้าไปอยู่ในใจพี่จนยากที่จะลบล้างออกไปได้” ทำน้องนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เฮ้อ แค่แปลความหมายบรรยายคำ “อินแฮง” ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะครับ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อได้รู้ความหมายของคำว่า “อินแฮง” แล้วทำให้ผมนึกถึงการนำคำจากภาษาอังกฤษ (รวมถึงภาษาอื่นๆด้วย) มาใช้แทนคำภาษาไทย หรือ นำมาผสมกับคำในภาษาไทย ทำให้เกิดความหมายใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากความหมายดั้งเดิมของคำนั้นๆ กลายเป็นลักษณะ “คำอังกฤษสัญชาติไทย” หรือ “คำลูกครึ่งไทย-อังกฤษ” (ภาษาอื่นๆก็เช่นกัน ทั้งฝรั่งชาติอื่นๆ และ จีน แขก ฯลฯ)</p>
<p style="text-align: justify;">ตัวอย่างของคำภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆของชาติตะวันตก (ขอเรียกรวมว่าฝรั่ง) ที่อยู่ในประเภท “คำฝรั่งสัญชาติไทย” และ “คำลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง” ที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทย มีมากมาย เช่น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>เวอร์</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า OVER เราตัดพยางค์ต้นออกเหลือเฉพาะพยางค์ท้าย ความหมายเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยยังคงมีเค้าความหมายเดิมอยู่  ความหมายในภาษาอังกฤษก็คือ มาก หรือ มากเกินไป เราใช้ในความหมายนั้น แต่เป็นไปในทำนองไม่ค่อยดี ใช้ในเชิงกระแนะกระแหน เช่น “ยัยคนนั้นแต่งตัวเว่อร์มาก ดูไม่เข้ากับหน้าเลย” เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ม็อบ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MOB หมายความว่า ฝูงชนที่บ้าคลั่ง พวกก่อการจลาจล (ดูภาพจำลองของ MOB ขนานแท้ได้ในภาพยนต์เรื่อง <a href="http://www.imdb.com/title/tt0217505/"><span style="color: #105cb6;">Gangs of New York </span></a>ที่มีฉากปราบม็อบแบบเลือดท่วมเมือง) เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับหมายความว่า การชุมนุมของมวลชน,กลุ่มคน เพื่อประท้วงหรือแสดงออกในทางการเมืองหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสงบ  ลองคิดดู ถ้าเกิดชวนฝรั่งว่า “เฮ้ยยู เราไปม็อบที่สนามหลวงกันเถอะ” คงมีฝรั่งน้อยคนที่อยากจะไปร่วม เพราะเข้าใจคนละความหมาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>สตรอเบอรี่</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า STRAWBERRY เป็นผลไม้ลูกเล็กๆชนิดหนึ่ง รสอร่อย เป็นที่นิยมกันมาก แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับเป็นคำแสลงของวัยรุ่นเขา มีความหมายว่า โกหกตอแหล  ทีนี้ลองคิดดูนะครับ เกิดมีคนบอกเพื่อนฝรั่งว่า “แหม ยูนี่ สตรอบเบอรี่จัง”  เมื่อรู้ความหมายของคำแสลงแล้ว เพื่อนฝรั่งคงยิ้มไม่ออก</p>
<p style="text-align: justify;"> <strong>เดิ้น</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MODERN แปลว่า ของใหม่ๆ แบบใหม่ๆ สมัยใหม่ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็ตัดพยางแรกออก (โปรดสังเกต เรามักตัดคำในภาษาอื่นให้สั้นลงเพื่อให้เรียกง่ายๆ) คำนี้ความหมายก็ยังอยู่ในกรอบเดิม แต่มีความเข้มข้นมากขึ้น  อาจเติมคำภาษาไทยเพิ่มเข้าไปข้างหน้าหรือข้างหลังเพื่อเพิ่มความเข้มข้น เช่น “โคตรเดิ้น” หรือ “เดิ้นมากๆ” หมายความว่า ทันสมัยที่สุดไม่มีใครเท่า เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ไฮโซ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า High Society มีความหมายว่าชนชั้นสูง ซึ่งเป็นความหมายในทางที่ดี เป็นพวกผู้ดีมีสกุลของชาวอังกฤษเขา เมื่อเรานำมาใช้ก็ตัดคำให้สั้นลงเหลือเพียง “ไฮโซ”  ความหมายก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก  เพราะเรานำมาใช้กับพวกที่ร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง ใครรวยหน่อยก็เรียกไฮโซ มีชีวิตอยู่แบบฟุ้งเฟ้อไร้สาระ อาศัยมีเงิน ออกงานสังคม ก็เป็นไฮโซ  ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ดีมีสกุล” ผู้ร่ำรวย “มีสถุล” เราก็เรียกไฮโซ กันไปหมด ฝรั่งไฮโซจริงๆเมื่อมาเห็นเขาอาร้อง “โอ้มายก๊อด” แบบไม่อยากเชื่อก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นตัวอย่างคำที่เรานำมาจากภาษาอื่นมาใช้ในบริบทของสังคมไทยกลายเป็นคำสัญชาติไทย หรือนำมาผสมกับคำไทยเป็นคำใหม่กลายเป็นคำลูกครึ่งไทย-เทศ โดยคำทั้งสองประเภท ทั้ง ที่มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เรียกว่าเป็นพวกคำ “กลายพันธุ์” จากความหมายในภาษาเดิม</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นได้กับทุกภาษา  แม้คำในภาษาเดียวกันแต่ใช้ในต่างสังคมก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ดังคำหลายคำในภาษาอังกฤษที่ใช้ใน อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา ก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ตามสภาพสังคมนั้นๆ</p>
<p style="text-align: justify;">คำในภาษาไทยก็เช่นกัน  คำๆหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งในภาษาไทย เมื่อชาวต่างชาตินำไปใช้อาจมีความหมายที่แตกต่างจากเดิมจนไม่เหลือเค้าก็อาจเป็นได้  เหมือนคำภาษอังกฤษที่กลายเป็นคำแสลงในภาษาไทย ดังนั้น คำในภาษาไทยก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นคำแสลงในภาษาอังกฤษได้เช่นกัน  เช่น ต้มยำกุ้ง(Tomyamkung)  นอกจากจะหมายความว่า อาหารไทยชนิดหนึ่งแล้ว ยังมีความหมายว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากประเทศไทย (Tomyamkung Crisis) อันโด่งดังเมื่อปี 2540 อีกด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ต่อไปคำว่า “น่าคบ” อาจมีความหมายว่า “น่าตบ” ในคำแสลงของฝรั่งก็อาจเป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">ภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร ซึ่งผู้ใช้นำไปใช้เพื่ออธิบายสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อมทางสังคมของตนปัจจุบันการแลกเปลี่ยนกันทางภาษามีมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ  ดังนั้น แนวโน้มที่รับเอาคำจากภาษาอื่นมาใช้ในภาษาของตนจึงมีมากขึ้น  ในอนาคตข้างหน้า เราคงมีคำต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาจากภาษาอื่นๆที่มีความหมายแบบกลายพันธุ์มากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">คำไหนที่สังคม “อินแฮง” คำนั้นก็จะคงอยู่ต่อไป ส่วนคำไหนที่ไม่ “อิน”  ก็จะค่อยๆตายไปในที่สุด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ว่าแต่ว่า วันนี้คุณมีคำไหนที่ “อินแฮง” บ้างหรือไม่  ถ้ามีก็บอกด้วยจะได้ช่วย “อิน” อีกแรง เหอๆ.</strong>         </p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/inhang-a-slang-in-thai-country-song/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย</title>
		<link>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture</link>
		<comments>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Apr 2008 07:13:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[กถาโกศลทอล์คโม้]]></category>
		<category><![CDATA[ตาดูหูฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังและแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[XMAN]]></category>
		<category><![CDATA[ละครไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังเกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[แดจังกึม]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย-เกาหลี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/archives/120</guid>
		<description><![CDATA[
มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ ประการแรก ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง ประการที่สอง ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย ประการที่สาม ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/04/daejungum.jpg" border="0" alt="daejungum.jpg" hspace="10" vspace="15" width="250" height="250" align="left" /></p>
<p style="text-align: justify" align="center">มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการแรก</span> ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการที่สอง</span> ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ประการที่สาม</span> ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ เธอรู้จักดีเท่าๆกับเรื่องไทยๆ เช่น AF ตี๋ ต้อล ลูกโป่ง พะแพง ว่าน โฟร์มด เกิลลี่เบอรี่  ป๊อด-โมเดิร์นด็อก รวมถึง &#8220;ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ป.4&#8243; และครูเป๊ะ </p>
<p style="text-align: justify">ผมจึงสงสัยเหมือนพ่อแม่อีกไม่น้อยว่า ทำไมเทรนด์เกาหลีจึงมีอิทธิพลต่อเด็กๆ (และผู้ใหญ่ด้วย อย่าปฏิเสธเสียให้ยากนะตัวเอง) ผมจึงค้นคว้าหาคำตอบ เพื่อให้หายสงสัย</p>
<p><span id="more-120"></span></p>
<p style="text-align: justify"> </p>
<p style="text-align: justify">ผมนึกถึงเรื่องที่อ่านพบในบทความหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ขออภัยที่จำแหล่งที่มาไม่ได้ เอาเป็นว่าดูที่เนื้อหาของบทความนั้นเป็นหลัก นั่นคือ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน อาจารย์ฝรั่งยุโรปคนหนึ่งได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่เกาหลี  โดยสอนเรื่องเทคโนโลยีที่พวกฝรั่งยุโรปก้าวหน้ากว่าเกาหลีนับ 20-30 ปี อาจารย์ชาวเกาหลีเอาผลงานของนักศึกษามาแสดงด้วยความภาคภูมิใจว่า นี่เป็นผลงานชั้นยอด นั่นคือ การประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้สำเร็จ ซึ่งอาจารย์ชาวยุโรปแปลกใจว่า  จะเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดได้อย่างไร เพราะยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ทำได้ตั้งนานแล้ว และกำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการทดลองเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้นคือระบบดิจิตอลกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ</p>
<p style="text-align: justify"> ผ่านไปอีก 10 กว่าปี อาจารย์ชาวยุโรปท่านนั้นกลับไปที่เกาหลีอีกครั้ง ปรากฏว่า เทคโนโลยีที่ฝรั่งเคยก้าวหน้ากว่าเกาหลี บัดนี้เกาหลีสามารถทำได้ทุกอย่าง และหลายๆอย่างก้าวหน้ากว่าด้วยซ้ำ อาทิ ทีวีจอแบนเกาหลีก็ทดลองได้สำเร็จก่อน เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">อาจารย์ชาวยุโรปจึงบอกเล่าความคิดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนให้อาจารย์ชาวเกาหลีฟัง อาจารย์ชาวเกาหลีบอกว่า ที่ต้องให้นักศึกษาประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เองทั้งๆที่คนอื่นทำได้แล้ว ก็เพราะนักศึกษาจะได้สร้างฐานความรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือเป็นฐานความรู้ของเกาหลีด้วย  เมื่อมีฐานความรู้ของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว การจะหยิบฉวยเอาฐานความรู้ที่คนอื่นทำไว้แล้วมาปรับใช้และพัฒนาต่อไป ก็จะสามารถสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีรากเหง้ามาจากภูมิปัญญาของตนอย่างแท้จริง </p>
<p style="text-align: justify">เมื่อได้ฟังเรื่องนี้จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมปัจจุบันนี้ ชื่อของเกาหลีจึงแผ่ขยายไปทั่วโลก  มีชื่อญี่ปุ่นที่ใด ต้องมีชื่อเกาหลีอยู่ที่นั่นด้วย  โตโยตาคู่กับฮุนได, โตชิบาเคียงข้างซัมซุง คู่กันเหมือน ส้มตำ-ไก่ย่าง ไม่มีผิด</p>
<p style="text-align: justify"> ผมนึกเปรียบเทียบเรื่องที่อาจารย์ชาวยุโรปเล่าไว้ในบทความ กับเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เลยคิดว่า การที่เกาหลีสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ก้าวหน้า กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกได้ เพราะเขามี <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;ฐานความรู้&#8221;</span> ของตัวเอง นี่เอง</p>
<p style="text-align: justify">เมื่อผมดูละครชุดแดจังกึมกับลูกสาวและแม่ของลูก ได้เห็นความชัดเจนของการสร้าง &#8220;ฐานความรู้&#8221; อย่างเป็นระบบของคนเกาหลี และการใช้ฐานความรู้นั้นมาต่อยอดพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเวลา </p>
<p style="text-align: justify">แดจังกึมเป็นตัวอย่างของการคิดค้น ทดลอง ทดสอบ  เรื่องอาหารและการแพทย์ ที่เป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ มีการตั้งสมมติฐาน มีการทดลอง สรุปผล และแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น นำไปสู่การเกิดความรู้ใหม่ๆในการปรุงอาหาร ถนอมอาหาร การวินิจฉัยโรค การรักษาโรค</p>
<p style="text-align: justify">ตัวอย่างของการสร้างฐานความรู้ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ แดจังกึมเลือกออกไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวงเพื่อหาศึกษาและหาทางรักษาโรคที่เกิดกับชาวบ้าน แทนที่จะอยู่ในวังเป็นหมอหลวงซึ่งจะได้ทำงานสบายๆ วินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยตามตำรา แต่การออกไปสู่ชนบทก็คือการออกไปเห็นของจริง ทำให้มีข้อมูลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บถูกต้องตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งตัวเองก็เป็นโรคด้วย จึงทำให้มีประสบการณ์ตรงในการเจ็บป่วย ดังนั้น การคิดค้นหาวิธีการรักษา พัฒนาตัวยาใหม่ๆ จึงทำได้ตรงกับสมมุติฐานของโรค  ไม่ต่างจากการสร้างฐานความรู้ของนักศึกษาโดยการประดิษฐ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เอง แม้จะตามหลังคนอื่นก็ตาม  ทั้งสองกรณีคือการ &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ของตนเองขึ้นมา</p>
<p style="text-align: justify">แดจังกึมสร้างฐานความรู้ของตัวเองอันอันหมายถึงฐานความรู้ของเกาหลี  ผู้สร้างซีรีแดจังกึมก็ใช้ฐานความรู้นั้นสร้างซีรีนี้ขึ้นมา  พวกเขามุ่งนำเสนอภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเกาหลีที่มิใช่จีนหรือญี่ปุ่นที่คนทั้งโลกคุ้นเคยจนเป็นธรรมดาแล้ว มนต์เสน่ห์อลังการ์แบบราชสำนักจีนโบราณ กับความดุดันแบบซามูไรของญี่ปุ่นอ่อนแรงลง ดังนั้น แดจังกึมกับภูมิปัญญาแบบเกาหลีก็ได้เวลาเปิดตัวอย่างเหมาะเหม็ง มิใช่เพราะความบังเอิญ หากแต่เพราะการวิเคราะห์และวางแผนอย่างดีเยี่ยม</p>
<p style="text-align: justify"> แผนที่ว่าคืออะไร  ก็คือ การส่งออกวัฒนธรรมแบบเกาหลี  หลังจากที่ส่งออกเทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและเพื่อการบันเทิงทำให้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับ Korean Brand ตามมาด้วย Korean Pop Culture อันได้แก่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาร่วมสมัย เพลงภาษาเกาหลีที่มีทำนองดนตรีเร้าใจสนุกสนาน ทำให้ภาพนักร้อง นักแสดงเกาหลีติดตาติดใจคนทั่วโลก   และไม้เด็ดที่ตามมาก็คือ รากเหง้าความเป็นเกาหลี อันได้แก่ แดจังกึม และละครลักษณะเดียวกันอีกเป็นระลอกเช่น <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">โซดองโย</span> แม้เป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของสองแคว้นในเกาหลีโบราณ แต่ก็เสนอเนื้อหาการสร้างฐานความรู้ของเกาหลีลักษณะเดียวกับในแดจังกึมเป็นหลัก  ตามมาด้วยการส่งออกอาหารเกาหลี กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของเอเชียและของโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนแดจังกึม</p>
<p style="text-align: justify">หันมามองดูไทยเรา ด้วยใจอันเป็นกลาง ไม่เข้าข้างหรือยกยอตัวเอง ไม่ลำเอียงและดูถูกคนอื่น ผมคิดว่า เราต้องทำใจยอมรับความจริงให้ได้ว่าเรานั้นขาดการ &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ที่เป็นของตนเอง  เรามีการพัฒนาต่อยอดฐานความรู้น้อยมาก  แต่เราถนัดในการ &#8220;เด็ดยอด&#8221; หรือ &#8220;ตอนกิ่ง&#8221; มากกว่าจะเพาะพันธุ์ความรู้ด้วยเมล็ดและผสมพันธุ์ความรู้ให้เกิดขึ้นจากการทดสอบทดลองของเราเอง </p>
<p style="text-align: justify">ยกตัวอย่างให้ชัดเจน เรามีฐานความรู้เรื่องการแพทย์และยาที่บรรพบุรุษสร้างไว้เช่นเดียวกับแดจังกึมสร้างไว้ให้เกาหลี แต่เราไม่มีการพัฒนาต่อยอด เราทิ้งฐานความรู้นั้นไปแทบจะสิ้นเชิง โดยหันมาบูชาการแพทย์และยาสมัยใหม่ราวเป็นเทพเจ้า  ดังนั้น &#8220;การแพทย์แผนไทย&#8221; แทบจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  หมอยาพื้นบ้านสามารถรักษาโรคร้ายอย่างเช่น เอดส์ มะเร็ง หัวใจ ให้หายได้อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใบประกอบโรคศิลป์  ขุมปัญญาทางการแพทย์ อันได้แก่เทคนิคการรักษาและวินิจฉัยโรคที่มีอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ ที่เป็นฐานความรู้ใหญ่ที่สุดที่มีการรวบรวมไว้ก็ว่าได้ เราก็ละเลย ผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นชาวต่างชาติที่นำไปพัฒนาใช้งานอย่างจริงจังและได้ผล  </p>
<p style="text-align: justify">หากมีผู้จัดละครไทยสักคน หยิบเอาฐานความรู้ดังกล่าวมาสร้างเป็นละคร เหมือนที่เกาหลีสร้างแดจังกึม  จะทำได้หรือไม่  โดยศักยภาพทางด้านการผลิตหรือ Production นั้นไม่ต้องสงสัยเลย  เพราะละครมากมายมีโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่อลังการ ยกกองไปถ่ายทำในต่างประเทศ  ใช้ทุนเป็นจำนวนมาก  แต่เนื้อหาก็คือ วนเวียนในเรื่องชิงรักหักสวาท อิจฉาริษยา  ตบจูบ แม่ผัวด่าลูกสะใภ้  ลูกชายรักผู้หญิงที่ด่าแม่ตัวเองหัวปักหัวปำ เป็นต้น  เมื่อมีคำถามว่า ทำไมไม่สร้างละครสร้างสรรค์บ้าง เหตุผลที่ผู้จัดละครตอบทุกครั้งก็คือ ไม่มีคนดูละครสร้างสรรค์  คนดูชอบแบบนี้ ก็ต้องสร้างแบบนี้ </p>
<p style="text-align: justify">คำตอบนี้จริงหรือไม่ ถ้าหากเป็นจริง ทำไมละครที่สร้างสรรค์ให้ปัญญาดีๆอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">แดจังกึม</span> จึงมีคนดูมากมาย ทำไมละครที่มีเนื้อหาหนักๆอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">คำพิพากษ</span>า เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วจึงมีคนดูเต็มบ้านเต็มเมือง และละครที่มีเนื้อหาสะท้อนเบื้องลึกจิตใจมนุษย์และมีศิลปะอย่าง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">บัลลังก์เมฆ</span> เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว จึงมีคนติดอกติดใจไปทั่ว </p>
<p style="text-align: justify">ผมคิดว่า ผู้จัดละครได้สะท้อนตัวตนของพวกเราออกมานั่นคือ ถนัดในการเด็ดยอดตอนกิ่ง เพราะทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ปัญญามากมายนัก เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรื่อง เปลี่ยนคนเขียน เปลี่ยนนักแสดง เปลี่ยนฉาก  เปลี่ยนคำพูดของตัวละคร แต่ยังคงพฤติกรรม ด่า ตบ จูบ เอาไว้เหมือนเดิม </p>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น คงยากที่เราจะสามารถสร้างความเข้มแข็งถึงระดับที่สามารถ Go Inter จริงๆอย่างที่พูดๆกันอยู่  เพราะเราไม่มีเนื้อหาสาระมากพอที่จะสู้กับใครเขาได้  การก้าวไปสู้โลกภายนอกของ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">จา พนม</span> ก็ดี<span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold"> ทาทา ยัง</span> ก็ดี หรือแม้กระทั่ง <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ภราดร ศรีชาพันธุ์</span> ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฐานความรู้ของสังคม หากแต่เป็นความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า</p>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น เราจะต้อง &#8220;สร้างฐานความรู้&#8221; ของตัวเราเองขึ้นมา และใช้ฐานความรู้นั้นพัฒนาเครื่องมือและทรัพยากรของสังคมเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย  แต่ปัญหาก็ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของสังคมไทย โดยเฉพาะระบบการเมืองที่อ่อนแอ  เป็นอุปสรรคในการสร้างและพัฒนาฐานความรู้ของสังคม เพราะคงเป็นไปได้ยากที่ภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยอันเป็นฐานความรู้ที่แท้จริงของเราจะได้รับการพัฒนาต่อยอด ในเมื่ออิทธิพลของบริษัทยาต่างประเทศมีอยู่ในวงการเมือง หรืองานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันเป็นฐานความรู้ที่คิดค้นโดยคนไทยจะได้รับการเหลียวแลให้นำมาใช้ประโยชน์จริงๆ แทนที่จะอยู่บนหิ้งหนังสือในห้องสมุดก็คงยากเช่นกัน เพราะตัวแทนของบริษัทขายเครื่องยนต์กลไกของต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนนักการเมือง หรือเป็นนักการเมืองบริหารประเทศเสียเอง</p>
<p style="text-align: justify">สิ่งที่ทำได้ในการสร้างฐานความรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ก็ต้องเริ่มที่ในบ้านของเรา  ซึ่งผมสร้างให้เกิดขึ้นกับลูกผมเอง เริ่มต้นจากการเรียนหนังสือ  ทำการบ้าน เมื่อลูกทำไม่ได้ผมไม่บอกคำตอบ แต่ให้เขาคิดและทำด้วยตัวเอง ทำเสร็จแล้วถ้าผิดค่อยอธิบายว่าผิดตรงไหน และจะแก้ไขอย่างไร  หากถามเรื่องคำศัพท์  ผมสอนให้เปิดหาจากพจนานุกรมหรือดิกชันนารี  เมื่อหาไม่เจอจริงๆจึงช่วยหา  การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ผมเขียนวิธีการใช้งานแล้วให้ทดลองทำเอง การค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ  เธอต้องค้นหาและคัดเลือกเอง  พ่อเป็นเพียงผู้แนะนำ  ช่วยเหลือ แต่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้  ผมทำเช่นนี้แล้วทำให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรเองได้มากขึ้น รวมไปถึงการคิด ตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วย ผมคิดว่า ลูกได้สร้างฐานความรู้แบบจิ๋วๆขึ้นมาได้เองแล้ว</p>
<p style="text-align: justify">ผมค่อนข้างสบายใจ ที่เห็นลูกทำอะไรๆด้วยตัวเองเกินความสามารถของเด็กวัย 11 ขวบอยู่บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของลูก ผมพยายามสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เช่น เรียก อาจารย์พจน์ อาจารย์ดิก อาจารย์กูเกิ้ล เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อจะต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้  ลองเปรียบเทียบน้ำหนักของประโยคที่ว่า <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;ไปเปิดพจนานุกรมดู&#8221;</span> กับประโยคที่ว่า &#8220;<span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">ลองถามอาจารย์พจน์ดูซิ&#8221; </span> แบบไหนจะน่าลองมากกว่ากัน </p>
<p style="text-align: justify">นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมได้คิดและได้ทำจากการดูเกาหลีแล้วย้อนดูไทยเรา  ซึ่งหวังว่าผมจะมีส่วนในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นเล็กๆในสังคมไทยได้บ้าง  หากเทียบกันตัวต่อตัว คนต่อคนแล้ว คนไทยเรามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับเกาหลีหรือใครก็ได้ในโลกนี้  แต่ติดอยู่ที่ระบบต่างๆของเราไม่เอื้ออำนวย </p>
<p style="text-align: justify">เรามาช่วยกันทำในมุมเล็กๆ โดยเริ่มจากก้นครัวเราก่อน ต่อไปในภายภาคหน้าเราอาจจะมี <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;อาจารย์ยิ่งศักดิ์&#8221;</span> หรือ <span class="Apple-style-span" style="font-weight: bold">&#8220;คุณจิ้งหรีด&#8221;</span> ที่เป็นละครซีรีอาหารไทยออกฉายทั่วโลกก็เป็นได้.</p>

	<b>เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</b>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ขออภัยครับ ยังไม่มีเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosoltalk.com/thai-korea-culture/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
