การปฏิรูป เป็นศัพท์ ที่ถูกนำมาใช้งานอย่างหนักในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน หลังเหตุการณ์จลาจลเผาประเทศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 รัฐบาลประกาศแผนปฏิรูป ประเทศอย่างขนานใหญ่ สังคมไทยก็ขานรับกันเกือบทุกภาคส่วน ยกเว้นเพียงบางกลุ่มที่ไม่ยอมรับรัฐบาล จึงไม่ยอมรับแผนปฏิรูปประเทศ
นั่นเป็นเรื่องของการเมือง จะแก้ไขกันอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่จะเจรจาตกลงกัน แต่จะอย่างไรเสียรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่า แผนปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป แม้อายุของรัฐบาลนี้จะสิ้นสุดลง การปฏิรูปก็จะไม่สิ้นสุดตามอายุของรัฐบาล
การจะปฏิรูปอะไรสักอย่าง ย่อมหมายความว่า สิ่งที่มีอยู่นั้นใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้ไม่เต็มที่ การปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะระบบต่างๆ อันเป็นองคาพยพของประเทศเกิดความเสื่อม ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับยุคสมัย ทำให้ประเทศชาติเสียหาย จึงต้องปฏิรูปคือทำให้ดีขึ้น ซึ่งมีทั้งการตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป และเพิ่มสิ่งที่ดีๆ เข้ามา สิ่งใดที่ใช้ได้ก็ใช้ต่อไป สิ่งใดที่ใช้ได้ไม่ดีแต่มีทางที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นก็ทำ สิ่งใดที่ใช้ไม่ได้ ซ่อมก็ไม่ได้ เอาไว้ก็ไม่ดี ย่อมต้องทิ้งไป
ตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับความเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด จากประเทศที่เป็นผู้นำของภูมิภาคทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านอำนาจต่อรองที่เข้มแข็ง บัดนี้ กลายเป็นประเทศที่ตามหลังเพื่อนบ้านในเกือบทุกด้าน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เกิดจากการกระทำของคนไทยทั้งสิ้น หาใช่การทำลายหรือการแทรกแซงจากภายนอกแต่อย่างใดไม่ เหมือนคำโบราณที่กล่าวไว้ว่าสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน กัดกร่อนตัวเองจากภายใน เมื่อมากขึ้นๆ ก็ผุเปื่อยกลายเป็นเหล็กขึ้นสนิม หาความแข็งแรงและงดงามไม่ได้
การปฏิรูปประเทศจะสำเร็จไม่ได้เลย หาไม่ปฏิรูปจากภายใน นั่นคือ ประชาชนไทยทั้งหลายต้องปฏิรูปตัวเอง อย่าได้โยนภาระไว้กับรัฐบาล และนายอานันท์ ปันยารชุน กับนายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการทำงานเพื่อวางแนวทางการปฏิรูปประเทศ โดยประชาชนต้องเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมเสียใหม่ โดย
1. เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นั่นคือ เห็นผิดเป็นชอบ ละทิ้งศีลธรรม ละเลยกฎหมาย ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ ความคิดในลักษณะที่ “ใครจะโกงก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำงาน” หรือ “โกงก็ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน” ความคิดเช่นนี้ เป็นการละเลยความถูกต้องชอบธรรม และส่งเสริมการกระทำผิดอย่างใหญ่หลวง ซึ่งทำลายสังคมไทยจนกลายเป็นเหล็กขึ้นสนิม จนแทบจะขาดเป็นสองท่อนในเวลาเพียงแค่ 10 ปี
2. เลิกรักสิทธิของตัวโดยไม่ทำหน้าที่ นั่นคือ การเห็นแก่ประโยชน์ที่ตนจะมีจะได้แต่เพียงฝ่ายเดียว ใช้สิทธิของตนอย่างเห็นแก่ตัว แม้ว่าจะไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นและทำลายสังคมส่วนรวมก็ไม่สนใจ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องทำหน้าที่บ้าง กลับพยายามหลบหลีกเลี่ยง ผลักภาระไปให้ผู้อื่น หากรู้สึกว่าตนถูกละเมิดสิทธิแม้เรื่องเล็กน้อยก็จะออกมาปกป้องอย่างเอาเป็น เอาตาย โดยไม่นึกถึงเรื่องที่ตนเองไปละเมิดผู้อื่นในเรื่องที่หนักหนาสาหัสกว่า
3. มีหิริโอตตัปปะ นั่นคือ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป บาปในที่นี้ย่อมหมายถึง สิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งปวง ทั้งเรื่องที่ละเมิดต่อศีลธรรมในศาสนาของตนและละเมิดกฎหมายของสังคม หิริ คือ ละอายในความผิดทั้งหลายทั้งปวงที่จะกระทำ ไม่ว่าคนจะรู้เห็นหรือไม่รู้เห็นก็ตาม โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวในผลของการกระทำผิด ไม่ว่าคนจะรู้เห็นหรือไม่ การกระทำผิดย่อมเกิดผลโดยทันทีที่ได้กระทำ เมื่อมีความละอายและเกรงกลัวแล้ว การที่จะกระทำผิดต่อปัจเจกบุคคลและกระทำผิดต่อส่วนรวม ก็ย่อมไม่มี มีก็น้อย
เรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องที่พิสูจน์ว่าอะไร ๆ ไม่แน่นอน ดังที่ โกวเล้ง ปรมาจารย์นิยายกำลังภายในชอบให้ตัวละครพุดเสมอว่า เรื่องราวในต่ำใต้ ไม่มีอะไรที่แน่นอน สิ่งท่านต้องการให้เกิดมันกลับไม่เกิด แต่สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดมันกลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ทำบล็อกขายของจิปาถะและของสะสม ซึ่งได้เก็บสะสมไว้หลายปีแล้ว จะทิ้งก็เสียดายทั้งยังอ่านพบในหนังสือว่า ของที่คนหนึ่งเห็นว่าเป็นขยะอาจมีค่าสำหรับอีกคนหนึ่ง และมีผู้ร่ำรวยด้วยการขายของที่คนไม่ใช้แล้ว คือขยะ จนร่ำรวยเป็นพันล้าน ก็เลยอยากรวยบ้าง ไม่ต้องพันล้านหรอก และหลักพันบาทก็ดีใจแล้ว
ของที่นำมาลงบล็อกก็มีพวกของกระจุกกระจิก ของเก่าเก็บ เช่นนิตยสารเก่า หนังสือเก่า แสตมป์เก่า ธนบัตรและเหรียญทั้งของไทยและต่างประเทศที่เคยเก็บ ๆ เอาไว้ และอื่น …

นักลงทุนทางอินเตอร์เน็ต อันหมายถึงพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ทำมาหากินทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Affiliate Marketing ประเภทใด หรือเปิดร้านขายของออนลไน์ของตัวเอง หรือขายของในอีเบย์ ไอออฟฟิศ ก็ล้วนแต่หาได้เงินมาโดยง่ายไม่ ต้องทำงานหนักและเรียนรู้ไปด้วย อันที่จริงแล้วต้องคอยเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะโลกของอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงเร็วปานสายน้ำหลาก อาจจมน้ำตาย หรือตักน้ำไม่ทัน เป็นอันหงายท้องได้
การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อ่านข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ หรือใส่ข้อมูลสินค้าลงบล้อกและเว็บไซต์ หรือโปรโมทเว็บและบล้อกตามที่ต่าง ๆ ก็ล้วนใช้พลังงานเช่นเดียวกัน ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องหาทางคลายเครียด ละลายความเมื่อยขบ ซึ่งมีหลากหลายวิธี
เรื่องของก็สืบเนื่องมาจากเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ ; ทำบล็อกท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวความสุข สนุกนับเงิน เพลินเที่ยวไปรวยไป โดยได้ทำเว็บไซต์ (ก็บล็อกน่ะแหละ) Hotel Affiliate เสร็จสิ้นลงแล้วเป็นเบื้องต้น หลังจากที่มั่วอยู่หลายวัน โดยทำคู่กันสองภาษาคือภาษาไทยกับอังกฤษ ด้วยวิธีการจดโดเมนชื่อเดียวกัน แล้วจดได้อย่างไรหรือ ก็เติม S ไว้ที่ท้ายอันหนึ่ง เช่น ภาษาไทยลงท้ายด้วย tour ภาษาอังกฤษลงท้ายด้วย tours แล้วทำลิงก์เชื่อมโยงกันไว้บนหัวเว็บ คาดการณ์ไว้ว่า น่าช่วยส่งเสริมกันได้ในเรื่องการทำ SEO
คนที่ทำบล็อกที่ติดกูเกิลแอ็ดเส็นเพื่อหวังจะหาเงินเข้ากระเป๋า รวมทั้งคนที่อ่านแล้วเจอโฆษณานั้น คงมีจำนวนไม่น้อยที่ดูโฆษณษแล้วเบื่อเซ็งเป็นที่สุด เพราะมีโฆษณาไม่กี่เจ้าที่ขึ้นมาให้อ่าน แต่ละเจ้าก็ไม่น่าคลิกเท่าใดนัก มีบางเจ้าที่น่าเบื่อด้วยซ้ำ และมีที่น่าเบื่อที่สุด (ในความรู้สึกของผม) ได้แก่
ประเภทแรก พวกลดความอ้วน สร้างเสริมสุขภาพ เนรมิตความงาม อาหารเสริม ประเภทนี้มีมากและซ้ำซากจำเจ ซ้ำซากทั้งคำโฆษณาและปรากฏซ้ำ ๆ รายเดิม และปรากฏในเนื้อหาได้ทุกแนว คล้ายกับว่าเป็นโฆษณาครอบจักรวาล ถ้าไม่มีโฆษณาเข้าเนื้อหา ก็เอาพวกนี้ขึ้นไว้ก่อนสลับกับโฆษณาการกุศล
ตามประสาบล็อกเกอร์จับจ่าย คือทำบล็อกอะไรมากมายไปหมด เพื่อจะโกยเงินจากโลกออนไลน์ แต่ยังไม่หมดความจน เพราะยังโกยได้แต่แกลบไซเบอร์ แต่ก็ไม่ได้ท้อถอย ยังคิดทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย เรื่องคิดหาคีเวิร์ดมาทำบล็อกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คิดอยู่เสมอ เซียนท่านว่า การหาคีเวิร์ดนับเป็นจุดเริ่มของการทำ SEO นั่นคือ ทำตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยทีเดียว
วันก่อนโน้นเอานามบัตรเก่า ๆ ทั้งของคนอื่นและของตัวเองออกมาดู ก็คิดว่าน่าจะทำบล็อกเรื่องเกี่ยวกับนามบัตร คือเอานามบัตรมาเขียนว่าแต่ละแผ่นนั้นแสดงให้เห็นถึงอะไรบ้าง ทั้งในแง่ตัวตนของเจ้าของ ศิลปะ และการสื่อสาร ความคิดนี้ก็เข้าท่า ใครอ่านแล้วจะเอาไปทำก็ไม่ว่านะครับ เอาไปเลย
อ่านหนังสือของคุณอนุชา ลีวรกุล แห่ง Digitalmoneylif.com เมื่อนานพอสมควรแล้ว แต่มีประโยคหนึ่งที่ค้างคาใจอยู่ตลอดมาคือ “ทำงานเหนื่อยทำเท่ากันทำไมต้องได้น้อยกว่า” ประมาณนี้ ผมจำได้ไม่ทุกคำ แต่รวมความว่า คุณอนุชาตั้งคำถามให้คิดว่า ขายของราคาน้อยหรือราคามากก็ทำงานเหนื่อยเท่ากัน ทำไมต้องมานั่งขายของที่ราคาน้อย ๆ เพื่อสะสมค่าคอมมิชชั่นกันอยู่เล่า ทำไมไม่ขายของที่มันชิ้นใหญ่ ๆ ราคาสูง ได้ค่าเหนื่อยมากกว่าซะเลย แบบว่าขายชิ้นเดียวได้เท่ากับที่เคยได้สี่ห้าชิ้นรวมกัน น่าน ปานนั้น
ในเมื่อยกเป็นอาจารย์แล้ว ใช้บริการแพ็คเก็จหาเงิน 100 เหรียญต่อวันของท่านแล้ว จะต้องไม่ทำให้อาจารย์เสียชื่อ จึงนั่งคิดนอนคิดว่าจะขายอะไรดี
คีเวิร์ดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว น่าจะเป็นอีกคีเวิร์ดหนึ่งที่มีการแข่งขันกันสูงลิ่ว ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวข้องได้แก่ จองโรงแรมที่พัก รีสอร์ท รถเช่า รายการทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่า บรรดาผู้มาก่อนและเป็นเซียน SEO หรือบรรดาเหล่าเทพออนไลน์ทั้งหลาย ก็คงรับเงินกันอย่างคึกคักจาก Hotel Affiliate จนอิ่มหนำสำราญกันนานมาแล้ว
...
ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ