4 หลักคิดเพื่อความสำเร็จของ พอล ครุกแมน (Paul Krugman)

คนส่วนมากที่อ่านโกศลทอล์คคงเคยได้ยิน หรือรู้จักชื่อ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) กันมากบ้างน้อยบ้างนะครับ ขอกล่าวพอสังเขปว่าพอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอเมริกาโน้น เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2551 ที่ผ่านมาหมาดๆ อันนับได้ว่าเป็นเครื่องหมายรับประกันความเก่งกาจและเกียรติภูมิของท่านศาสตราจารย์เป็นอย่างดี
อันที่จริงแล้วรางวัลโนเบลไม่ได้ทำให้พอล ครุกแมน โด่งดังขึ้นหรอกครับ เพราะตัวเขาเองก็โด่งดังระดับดลกอยู่แล้ว ด้วยการเสนอความคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สวนทางกับความเชื่อและทฤษฎีเดิมอยู่บ่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เขาเสนอนั้นตรงเผงเสียด้วย จึงน่าสงสัยว่า ท่านศาสตราจารย์แห่งพรินซ์ตันคนนี้ มีหลักคิดค้นคว้าอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ กลายเป็นโหรเศรษฐกิจโลกที่ทายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ จนพวกที่เคยปรามาสว่าอาจารย์ครุกแมนเป็นคนแผลงๆพากันสงบากสงบคำไปนานแล้ว เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งคาตานั่นเอง
ข้อสงสัยดังกล่าวปรากฏในเอกสารของอาจารย์ครุกแมนที่ชื่อ “New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing ที่เผยแพร่ในวาระโอกาสที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเผยแพร่ในเว็บซ์ของมูลนิธิรางวัลโนเบล คือ Nobelprize.org โดยอาจารย์ครุกแมนได้บอกหลักในการค้นคว้าไว้ในเอกสาร 4 ประการ คือ
1.ฟังคนอื่น (Listen to the Gentiles) คนอื่นในที่นี้คงตีความได้ว่า คนที่คิดไม่เหมือนตน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกับตนเอง ว่าเขามีความคิด ทัศนคติ มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงอะไรบ้าง ที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สังเคราะห์ เป็นความรู้ในสาขาของตน เพราะศาสตร์แต่ละศาสตร์แม้จะแยกย่อยออกไป แต่ก็มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน วิชาเศรษฐศาสตร์ก็เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิชาอื่น วิชาอื่นก็เกี่ยวเนื่องเรื่องเดียวกับวิชาเศรษฐศาสตร์เช่นกันนั่นเอง
2.ถามในเรื่องที่คนอื่นมีคำถามมาก่อน (Question the question) ในข้อนี้น่าจะตีความได้ว่า ในบรรดาข้อสงสัยทั้งหลายที่มีการตั้งคำถามและหาคำตอบกันมาก่อนนั้น เมื่อได้อ่านได้รู้แล้วก็จงอย่าพอใจในคำตอบนั้นเลย จะต้องตั้งคำถาม หาข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวแล้วหาคำตอบเพื่อเป็นการพิสูจน์สิ่งที่คนอื่นเคยสงสัยและให้คำตอบไว้ ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ หรือตนเองจะเจออะไรใหม่ๆนอกเหนือจากที่คนอื่นเขาเจอมาแล้ว ซึ่งจะเป็นการสร้างองค์ความรู้และความคิดใหม่ๆขึ้นมานั่นเอง
3.ยอมเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น (Dare to be silly) ข้อนี้น่าจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักวิชาการ นักค้นคว้าและผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย การที่จะได้หลักการ ทฤษฎี ความคิด ความรู้ และข้อมูลใหม่ๆ ย่อมต้องทำตัวเป็นคนโง่เสียก่อน แม้ในเรื่องนั้นๆจะมีคนทดสอบ ทดลอง สรุปผลไว้แล้ว แต่นิสัยของผู้ใฝ่รู้ที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆย่อมไม่ได้พอใจแค่คำตอบสำเร็จรูปนั้น การลงมือทำหรือศึกษาในเรื่องเดิมๆย่อมเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่ตนเอง นำไปสู่การแตกหน่อต่อยอดความคิดไปสู่สิ่งใหม่ๆได้ ลูกศิษย์จึงอาจเก่งกว่าอาจารย์ด้วยเหตุนี้เอง
4. ให้มันง่ายเข้าไว้ (Simplify, simplify) การมองสิ่งต่างๆในแง่มุมที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนก็จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจน แก้ไขปัญหาได้ ดังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาการบันทึกเอกสารของนักบินอวกาศ โดยนักบินของนาซามีปัญหาเรื่องหมึกปากกาที่เขียนไม่ได้เมื่ออยู่ในยายอวกาศ แม้จะทุ่มเทเงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านเหรียญเพื่อคิดค้นวิจัยหาทางผลิตน้ำหมึกชนิดที่ใช้งานในยานอวกาศได้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อสอบถามไปยังสหภาพโซเวียตก็ได้คำตอบว่าประสบปัญหาเช่นกัน แต่โซเวียตแก้ไขปัญหาได้ตั้งนมนานด้วยการใช้ดินสอเขียนแทนปากกา นี่นับเป็นตัวอย่างของการมองอะไรง่ายๆนั่นเอง ในข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ครุกแมนได้ทำอยู่เสมอ นั่นคือ การทำเรื่องยากๆอย่างวิชาเศรษฐศาสตร์ให้ง่ายขึ้น ชาวบ้านร้านตลาดอ่านแล้วเข้าใจได้ ดังที่ปรากฏในบล็อกของเขาที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ มีคนอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นมากมาย พอรวบรวมพิมพ์ขายก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
หลักคิดทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้ คงเป็นประโยชน์แก่เราๆท่านๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานต่างๆ แม้กระทั่งการทำบล็อกเขียนบล็อกนี้ด้วย
ผมเองก็พยายามหาทางนำไปใช้อยู่เหมือนกัน ใครนำไปปรับใช้แล้วได้ผลอย่างไร ก็ช่วยกลับมาบอกเล่าให้รู้บ้างเพื่อเป็นวิทยาทานนะครับ.
ดาวน์โหลดเอกสาร >> “New trade”, new geography”, and the troubles of manufacturing.
อ่านบล็อกของอาจารย์ครุกแมน >> Krugman.blogs.nytimes.com
[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ตามสะดวก สบายใจ และสุขใจ โดยช่วยทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับพี่น้อง]




เป็นข้อคิดที่ดีเยี่ยมเลยครับ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่ว่า ยอมเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น หลาย ๆ คนจะพลาดข้อนี้ จึงไม่ประสบผลสำเร็จ ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วอยู่ตลอด เติมอะไรลงไปก็ล้น
ขอบคุณข้อคิดดี ๆ ครับลุงโกศล
เป็นข้อเขียนที่เยี่ยมครับ
ขอบคุณพ่อน้องนะโมและ wechange นะครับ
ขอคิดเยี่ยมครับพี่ เห็นด้วยอย่างแรงเลย