อำมาตยาธิปไตย ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วทักษิณาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยหรือ

กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาประท้วงรัฐบาล หากอ้างว่าเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมสามารถรับฟังได้ และถึงแม้จะกล่าวอ้างว่าเพื่อคัดค้านการรัฐประหารและต่อต้านผลพวงที่เกิดจากการรัฐประหารก็ย่อมจะยังฟังได้อยู่ แต่ปัจจุบันได้ลามปามไปถึงประธานองคมนตรีคือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และองคมนตรีคือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ออกมากล่าวโจมตีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร รวมถึงการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงแห่งรัฐในหลายประการ และประกาศว่าจะล้มระบบการปกครองแบบอำมาตยาธิปไตย อันหมายถึงการปกครองโดยรัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมา
นั่นหมายความว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยในความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เป็นผู้นิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องประกาศจะโค่นล้มเพื่อนำประชาธิปไตยคืนมา เพราะเชื่อว่า การปกครองภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นประชาธิปไตย
คำถามถึงคนเสื้อแดง โดยเฉพาะแกนนำทั้งหลาย ที่ประกอบไปด้วยนักการเมืองหลายรุ่น และหลายคนเป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” ที่เคยยอมพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย ว่า ถ้าอำมาตยาธิปไตยไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วทักษิณาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ…

หนังสือทำมือถึงหนังสือดิจิตอล ทางเลือกของนักเขียนพันธุ์ Underground Dog

ปัจจุบันการเผยแพร่งานวรรณกรรม (หมายรวมหนังสือทุกประเภท) ตกอยู่ภายใต้การจัดการของบรรดา “ผู้มีอำนาจทางวรรณกรรม” ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย ๓ กลุ่ม ดังจะขออภิปรายพอสังเขป คือ
๑. ผู้มีอำนาจในสำนักพิมพ์ ซึ่งแบ่งชั้นความสัมพันธ์ผู้มีอำนาจน้อยไปหาผู้มีอำนาจมากคือ เริ่มต้นจากบรรดาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ทั้งหลายที่มีหน้าที่จัดทำต้นฉบับ รูปเล่มและการผลิต ทำงานภายใต้การดูแลของของบรรณาธิการบริหารที่มีหน้าที่อ่านและพิจารณาต้นฉบับว่าสมควรจัดพิมพ์หรือส่งคืนผู้เขียน(ปกติแล้วในเมืองไทยมักไม่ส่งคืน โดยเป็นหน้าที่ของผู้เขียนต้องทำสำเนาไว้เอง) บรรณาธิการบริหารทำงานอยู่ภายใต้การกำกับของบรรณาธิการอำนวยการอีกต่อหนึ่ง โดยบรรณาธิการอำนวยการเป็นผู้ให้นโยบายการทำงานแก่บรรณาธิการบริหารรวมถึงร่วมพิจารณาและตัดสินใจในบางเรื่องด้วย ซึ่งบรรณาธิการอำนวยการบางคนก็คือเจ้าของสำนักพิมพ์ อาจจะเป็นคนเดียวกับกรรมการผู้จัดการ หรือประธานกรรมการของ “บริษัทสำนักพิมพ์” และบริษัทสำนักพิมพ์ก็มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และกำไรจากการลงทุนพิมพ์หนังสือนั่นเอง

เรื่องประหลาดกับสื่อฉลาดๆและสื่อโง่ๆ

 หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายได้รับเสียงไว้วางใจทุกคน แต่ก็เกิดเรื่องประหลาด นั่นคือ มีการพูดถึงเรื่องปรับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศออกจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากได้รับเสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น   
ในเมื่อกติกาเขียนไว้อย่างเจนแล้วว่า รัฐมนตรีได้รับเสียงไว้วางใจแล้วก็ต้องทำงานต่อไป มีเหตุอันใดจึงต้องถูกปรับออก ทำไมจะต้องถามเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรี ประชาชนไทยเป็นอะไรไปหรือ ไม่เข้าใจกฎ กติกา ขนาดนี้เชียวหรือ โดยเฉพาะประชาชนที่เรียกกันว่าสื่อมวลชน ซึ่งเป็นต้นเรื่องคือเป็นผู้ถามคำถามนี้ต่อนายกรัฐมนตรี หลังการลงคะแนนเสียงเสร็จสิ้นลง  
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนที่เรียกว่าสื่อ ถามคำถามที่อาจจะเรียกกันได้ว่าโง่ๆ  ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่านายรัฐมนตรีต้องตอบว่าไม่มีการปรับออก ประชาชนทั่วไปทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง พวกที่รักทักษิณ พวกที่รักอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า คำตอบนายกรัฐมนตรีจะเป็นเช่นไร ถึงกระนั้นก็ถามอยู่ได้ 
 

เศรษฐกิจเกิดวิกฤต แต่สินค้า amazon.com ขายดี

ผมได้อ่านบทความเรื่อง แสงสว่างท่ามกลางความมืด ของ อาจารย์ ดร.ไสว บุญมา ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยอาจารย์ได้เขียนถึงบริษัทเอมซอน ที่ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ Amazon.com โดยบอกเล่าถึงนิตยสาร Business Week ฉบับประจำวันที่ 2 มีนาคม ว่าได้ตีพิมพ์บทความของเจน่า แมคเกรเกอร์ ที่เขียนถึงอเมซอนว่าขายสินค้าได้มากขึ้นและทำกำไรได้อย่างงดงาม ในขณะที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยธุรกิจส่วนมากต่างขาดทุนและปลดคนงานเป็นว่าเล่น ผิดกับอเมซอนที่ขายได้ขายดี

อาจารย์ ดร.ไสว บุญมา ได้นำเรื่องที่เผยแพร่ตามสื่อดังกล่าว มาเล่าต่อ โดยบอกว่าเหตุที่ทำให้ Amazon.com ขายดีนั้นมีเหตุอยู่ 3 ประการซึ่งผมขอยกข้อความของอาจารย์มาไว้ในที่นี้คือ

อำนาจวิถี ๑ : ศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน

อำนาจเป็นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตัวของมันเอง แต่แสดงตัวตนผ่านการกระทำของคนที่มีอำนาจ ซึ่งมีอภิสิทธิ์ที่จะกระทำการหรือไม่กระทำเหนือกว่าคนอื่น ได้รับการยอมรับจากคนที่อยู่ใต้อำนาจโดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ได้ สรุปแล้วอำนาจคือพลังที่มองไม่เห็นแต่ทำให้คนที่ได้ครอบครองอยู่เหนือผู้อื่น
การขึ้นสู่อำนาจของคนแต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกัน เมื่อได้อำนาจแล้วการใช้อำนาจของแต่ละคนก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน และเมื่อถึงคราวที่ต้องลงจากอำนาจก็มีรายละเอียดแตกต่างกันด้วย ดังประจักษ์พยานที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ คือเรื่องราวของผู้ที่เคยมีอำนาจทั้งหลาย ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน
มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เหมือนกัน นั่นคือ ไม่ว่าใครจะขึ้นสู่อำนาจและใช้อำนาจแตกต่างกันเพียงใด ทุกคนล้วนแต่ต้องลงจากอำนาจทั้งสิ้น ไม่มียกเว้นต่างกันแต่เพียงวิธีการลงจากอำนาจของแต่ละคนเท่านั้น
เรื่องของอำนาจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการขึ้นสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการลงจากอำนาจของคนว่ามีความเป็นมาและเป็นไปแตกต่างกันอย่างไร สร้างผลกระทบต่อผู้คนเพียงใด มีอิทธิพลต่อผู้คนขนาดไหน และท้ายที่สุดเมื่อลงจากอำนาจแล้ว ปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้คนแบบใด สิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้จะขอเรียกรวมกันว่า “อำนาจวิถี” ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งในส่วนของปัจเจกบุคคลและสังคม

อำนาจแห่งราชธรรม : การบริหารองค์กรแบบธรรมราชา (2)

อ่านจากหัวเรื่อง มีคำให้คิดอยู่สองคำ นั่นคือ ธรรมราชา กับ อำนาจแห่งราชธรรม ทั้งสองคำนี้มีความหมายคือคำจำกัดความว่าอย่างไร?
สองคำนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือ มีธรรมราชาจึงมีอำนาจแห่งราชธรรม หรือมีการใช้อำนาจแบบราชธรรม ทำให้เกิดธรรมราชา ก็ย่อมได้
ธรรมราชา ก็คือพระราชาที่ใช้ธรรมเป็นอำนาจและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมในการปกครองบ้านเมือง เรียกว่าธรรมาธิปไตย ซึ่งก้าวพ้นไปจากอัตตาธิปไตย คณาธิปไตย โลกาธิปไตย และประชาธิปไตยไปแล้ว
อำนาจแห่งราชธรรม ก็คืออำนาจที่เป็นของธรรมราชา เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากการใช้ธรรมเป็นอำนาจและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม ไม่ต้องมีการตราขึ้นมาบังคับใช้ หากแต่เกิดขึ้นจากอำนาจพิเศษที่ผู้คนยอมรับนับถือ เพราะเชื่อมั่นในความดีงามของเจ้าของอำนาจ โดยมีแม่บทของอำนาจแห่งราชธรรม 2 อย่างคือ

อำนาจแห่งราชธรรม : การบริหารองค์กรแบบธรรมราชา (1)

 
 
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใดๆขึ้น  ผู้นำย่อมมีส่วนไม่มากก็น้อยในการทำให้วิกฤตการณ์นั้นเกิดขึ้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้วผู้ที่จะต้องรับผิดชอบมากที่สุดในการแก้ไขวิกฤตการณ์ก็คือผู้นำ ดังเช่นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ภาระก็ตกแก่ผู้นำทั้งหลายทั่วโลก ทั้งผู้นำของรัฐและผู้นำองค์กรธุรกิจ
 
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้  เป็นเพราะการประพฤติตัวของผู้นำ  อันได้แก่ผู้นำองค์กรธุรกิจของศูนย์กลางทุนนิยมโลกคือสหรัฐอเมริกา  ที่ขาดศีลธรรมในการบริหารองค์กร  ด้วยการมุ่งกำไรสูงสุดโดยละเว้นกฎเกณฑ์และกลไกในการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อ  ทำให้ปัญหาพอกพูนสะสมจนกลายเป็นมะเร็งร้ายทางเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก  ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของการธรรมาภิบาล  สร้างกฎเกณฑ์การควบคุมและระบบตรวจสอบการบริหารองค์กรขึ้นมามากมาย  เผยแพร่ไปทั่วโลก  แต่แล้วก็กลายเป็นผู้ละเมิดเสียเอง

นักวิชาการและประชาชนร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 
นักวิชาการและประชาชนร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านข้อเสนอแก้ไข ม.112 ระบุ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกระทบความมั่นคงของรัฐ ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาททั่วไป ต้องมีกฎหมายป้องกันการล่วงละเมิด ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ชี้ การทำผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงในรอบ 2-3 ปี เชื่อมโยงกระบวนการล้มล้างสถาบัน เชื่อเสนอแก้ กม.หวังผลเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ใช่เพื่อเสรีภาพ
       
       เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 13 มีนาคม 2552 ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กลุ่มนักวิชาการและประชาชน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การคัดค้านข้อเสนอให้มีการยกเลิก และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องพระมหากษัตริย์จากการถูกละเมิด มีเนื้อความดังนี้…

วันนักข่าวกับบทความเก่าเล่าใหม่

“สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ”
การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน

การเมืองเรื่องประหลาด : ไม่อยากเป็นผู้นำฝ่ายค้านแต่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี

เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในวงการเมืองไทย นั่นคือ นักการเมืองฝ่ายค้าน ไม่มีใครอยากเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ปรากฏว่า แสดงความอยากได้ใคร่เป็นนายกรัฐมนตรี มีการจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพร้อมกับแนบชื่อผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไปด้วย โดยอาศัยข้ออ้างตามรัฐธรรมนูญ
ชื่อที่ยื่นไปเพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายกรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายนั้น เป็นคนๆเดียวกับผู้ที่ปฏิเสธตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลความไม่พร้อมมากมายหลายประการ แต่บอกว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี
จะไม่ให้ประหลาดได้อย่างไร ในเมื่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นตำแหน่งอันสำคัญ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไม่น้อยกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย
การปฏิเสธตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯ หมายความว่าเช่นไร ในเรื่องนี้ย่อมตีความได้หลายประการ แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ แสดงว่าฝ่ายค้านในปัจจุบันนี้มิได้มุ่งหวังที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว จึงไม่สนใจใยดีตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์ เป็นธรรม และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้หรือไม่

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats