...

Thailand eBusiness Summit I: From Zero to Hero : รวยด้วยธุรกิจ Affiliate Program

 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมสัมมนาการทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ต ในหัวข้อ Thailand eBusiness Summit I: From Zero to Hero ครั้งที่ 1 ที่ห้องบัวหลวง ชั้น 30 ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ จัดโดย ตราวุทธิ์  เหลืองสมบูรณ์  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะ Google Adwords และได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เรื่องการทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตอย่างเป็นจริงเป็นจังในระยะปีถึงสองปีมานี้ @ งานนี้มีวิทยากรมาให้ความรู้ตามความเชี่ยวชาญโดยตรงของแต่ละคน เริ่มตั้งแต่ ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ที่บอกเล่าเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับธุรกิจทางอินเตอร์เน็ต และให้ข้อคิดว่า อย่าได้มุ่งเป้าหมายแต่เพียงเพื่อจะรวยหรือมีเงินมากๆอย่างเดียว เพราะจะเครียด บั่นทอนการทำงาน จนถึงขนาดอาจเลิกล้มไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ธุรกิจนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ คือต้องทำเป็นธุรกิจจริงๆ

คนตกหล่น

 
คนบ้านนอกที่ติดค้างอยู่ในกรุงเทพฯ  ส่วนมากแล้วมาตัวคนเดียว  ไม่ได้คิดจะมาอยู่ถาวร  เพียงอาศัยกรุงเทพฯเป็นแหล่งทำมาหากิน  เมื่อได้พอเพียงแล้วจึงจะกลับบ้านเกิด
แต่มีครึ่งต่อครึ่งที่ทำตัวตกหล่นอยู่ที่กรุงเทพฯ  ผ่านไปหลายปี โอกาสที่จะกลับไปอยู่บ้านนอกห่างไกลทุกที  มีแต่กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างตามโอกาส  กรุงเทพฯกลายเป็นบ้านจริงๆ  บ้านเกิดเป็นเพียงสถานที่ที่เป็นอดีตของชีวิต
ปัจจุบันของชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ  อดีตของชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด  พร้อมกับพ่อแม่และพี่น้อง
สำหรับบางคน  การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดนั้นยากราวกับการคืนสู่อดีต  ด้วยเหตุใดๆก็ตาม  การกลับไปเยี่ยมบ้านแต่ละครั้ง ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่  ยุ่งยากวุ่นวาย  สายใยที่ผูกพันระหว่างตัวเองกับพ่อแม่และพี่น้องก็คือส่งเงินกลับไป  เพื่อให้พ่อแม่ใช่จ่ายในการดำรงชีวิต

“อินแฮง” กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์

 
ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ “อินแฮง” ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย
เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ “ลูกทุ่งมหานคร” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง “อินแฮง” เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ   
คำว่า “อินแฮง” เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า “อิน” ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า “แฮง” ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า “อินแฮง”
คำว่า “อิน” ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า “IN” หรือ “INNER” ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ ใน,ข้างใน, ภายใน
เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ “เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้” หรือ “เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น”  หรือ “เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง” หรือ “เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก” [...]

ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (1)

 
ภาคอีสานของเรานั้นอุดมไปด้วยสมบัติทางภูมิปัญญาจนไม่อาจประเมินค่าได้   โดยเฉพาะสมบัติทางด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นที่ประจักษ์มานานแล้วว่า  มีมากมายเป็นอัตปือ วรรณกรรมก็เป็นหนึ่งในมวลมรดกด้านศิลปวัฒนธรรม  และวรรณกรรมอีสานบ้านเฮานั้นมีหลายหลากมากแท้ 

คนรุ่นอายุสัก 40 ปีขึ้นไปย่อมคุ้นเคยกับวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการบอกเล่าจากปากต่อปาก  เรื่องที่ได้รับการบอกเล่ามากที่สุด ถือเป็นเรื่องยอดนอยมก็เห็นจะเป็นเซียงเมี่ยง  รองลงมาก็ ขูลูนางอั้ว  พญาแถน  ท้าวก่ำกาดำ  ฯลฯ และนิทานก้อมที่เน้นตลกเสียดสีสนุกสนานและโป๊หน่อยๆเฉียดๆเรตเอ็กซ์ก็มีไม่น้อย  ฟังทีไรก็สร้างความครื้นเครงทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
 
ส่วนที่เป็นเรื่องราวที่เน้นแก่นความคิดเรื่องความดีความงาม  วิธีปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม  ศีลธรรมและจริยธรรมโดยตรงก็มี  อย่างเช่น  วรรณกรรมเรื่อง ย่าสอนหลาน  ซึ่งเป็นเพชรเม็ดหนึ่งของปรั๙ญาอีสานว่าด้วยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม  ซึ่งพ่อใหญ่ปรีชา  พิณทอง  ปราชญ์ใหญ่อีสานได้กล่าวถึงที่มาไว้ว่ามาจากการแบ่งหน้าที่ของคนสมัยโบราณซึ่ง “…การอบรมสั่งสอนลูกหลานในสมัยโบราณ เป็นหน้าที่ของย่า เพราะย่านั้นทำงานหนักไม่ได้ งานที่ย่าถนัดคืองานอบรมสั่งสอนลูกหลาน ปกติลูกหลานมีความเคารพยำเกรงย่าอยู่แล้ว เมื่อย่าอบรมสั่งสอนอะไรก็มักเชื่อถือ แล้วนำไปปฏิบัติตาม  ดังนั้น ลูกหลานในสมัยโบราณจึงเป็นคนสุภาพ เรียบร้อย มีศีลสัตย์วัฒนธรรม เป็นคนขยันหมั่นเพียร…” ซึ่งข้อวิเคราะห์ของ พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง นี้ได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคมในสมัยก่อน ที่ลูกหลานเคารพนบนอบบุรพากรี   เชื่อฟังผู้ใหญ่ ทำให้คงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ได้
 

คนเคยหนุ่ม(3) : ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ

วิทยากร เชียงกูล เขียนบทกวีอันโด่งดังก่อนเกตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ชื่อ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” วิจารณ์ระบบการศึกษาไทย ซึ่งส่งผลต่อความคิดของหนุ่มสาวในยุคนั้น กลายเป็นบทกวีที่ได้รับการพูดถึงจนทุกวันนี้
ผมในวัยเด็กหนุ่ม ก็ได้รับความคิดอิทธิพลจากบทกวีดังกล่าวเช่นกัน ผมจดจำท่อนที่ว่า “ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ” อย่างขึ้นใจ ส่วนเนื้อหาอื่นนั้นก็พอจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง ตามประสาเด็กมัธยมปลายบ้านนอกคนหนึ่ง
ผมจำถ้อยคำ….ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ…ได้ขึ้นใจเพราะอยากจะมาเห็นด้วยตาตนเองในฐานะนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผม ณ ปี พ.ศ.โน้น 2525-2526 ความอยากดังกล่าวมีโอกาสที่จะเป็นจริงน้อยมาก แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดความเท่าเทียมกันของประชาชนไทย แต่ตามความเป็นจริงก็หาได้เท่าเทียมกันไม่ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า ย่อมมีโอกาสอะไรดีๆมากกว่าอยู่แล้ว

ปรัชญาชีวิตของคนหลงหมึก

ถ้าพูดถึงเรื่องการสู้ชีวิต เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ หากมีโอกาสผมก็จะเล่าให้ใครต่อใครฟัง รวมถึงเล่าให้ตัวเองฟังในใจเมื่อยามที่กำลังใจถดถอย กำลังกายอ่อนแอ กำลังปัญญาอ่อนล้า มันเป็นเรื่องที่ให้ฟังแล้วกระชุ่มกระชวย
เจ้าของเรื่องเป็นคนหนังสือพิมพ์รุ่นพี่ที่ผมรู้จักดี บางช่วงเวลาที่การงานเกี่ยวพันกัน ได้พบกันบ่อยๆ ผมมักขอร้องให้เขาเล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟัง เอาตอนที่ลำบากมากๆ ฟังแล้วจะได้มีกำลังใจ ผมบอกเขาเช่นนั้น
เมื่อเกือบ 30 กว่าปีก่อนเขาคือนักศึกษาเพาะช่าง  อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้  เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้  เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน
ตอนที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เขาเป็นพ่อของลูกสาววัยสิบเจ็ด  ลูกชายวัยสิบห้าที่กำลังเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ  เป็นคนที่ดีของโลกโดยมีเขาผู้เป็นพ่อคอยปกป้องอุ้มชู และสนับสนุนตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อ

ซีอีโอเดินดิน : จากคนรับจ้างขายไอศกรีมสู่ CEO ลูกชิ้นทอด

ผมต้องขออภัยหากมีผู้อ่านเห็นหัวข้อเกี่ยวกับ CEO แล้วคิดว่าเป็นเรื่องของผู้บริหารองค์กรใหญ่ยักษ์ แต่พออ่านแล้วกลายเป็นเรื่องของคนเดินกินข้าวแกง  จนทำให้เสียอารมณ์ไป 
ผมไม่ใช่ผู้บริหารองค์กรใหญ่ยักษ์  จึงไม่มีเรื่องเกี่ยวกับองค์กรเหล่านั้น แต่ผมเป็นคนระดับเดินดินจึงสัมผัสแต่คนเดินดิน ซึ่งเป็นฐานของปีรามิด ทำให้ CEO ใหญ่ทั้งหลายคงความเป็น CEO ใหญ่อยู่ได้ ก็เพราะแรงงานของคนเดินดินเหล่านี้นี่เอง
ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน  จะขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อมีผู้สะท้อนความเป็นไปของ CEO ใหญ่บนตึกสูงแล้ว เพื่อให้เกิดความสมดุล ผมจึงขอสะท้อนความเป็นอยู่ของ CEO ระดับเดินดินบ้าง
CEO มาจากคำว่า Chief  Executive Officer ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กรต่างๆ  เป็นหัวหน้าผู้กำหนดนโยบายและควบคุมทิศทางขององค์กร  ผมคิดว่า ไม่น่าจะจำกัดอยู่เพียงแค่องค์กรใหญ่ๆ บมจ. หรือ บจ. ยักษ์ทั้งหลาย หรือองค์กรธุรกิจอื่นๆเท่านั้น ในระดับชาวบ้านที่ทำมหากินด้วยตัวเอง ผู้มีอาชีพอิสระ ที่เลือกวิถีชีวิตแห่งการงานของตนเอง บริหารจัดการเองก็เรียกว่า CEO ได้
ยอมรับว่า ผมลากมาเข้าข้างหลักการตัวเอง เอาเป็นว่า แม้จะไม่ตรงความหมาย CEO ก็เอาความหมายในเชิงเปรียบเทียบ หรือเชิงสัญลักษณ์ก็แล้วกัน 
ทีนี้ก็ย้อนกลับมาเรื่องตามหัวข้อข้างบนนั้น…

จะต้องทำสงครามก่อนเพื่อมีสันติภาพภายหลังอย่างนั้นหรือ

 ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความรักและห่วงใยประเทศชาติเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน  ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ผู้คนตกลงกันด้วยเหตุด้วยผล อยู่กันด้วยความแตกต่าง โดยไม่แตกแยกกัน ไม่ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา ซึ่งดูเหมือนว่า สถานการณ์ในทางสังคมและการเมืองของประเทศเราทุกวันนี้ เป็นไปได้ยากที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธีคนไทยตั้งหน้าตั้งตาใช้ความคิดที่แตกต่าง สร้างกำแพงปิดกั้นฝ่ายอื่นไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตความคิดของตน ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ความแตกต่าง สร้างภาพอีกฝ่ายเป็นศัตรู  ไม่เพียงแต่เฉพาะศัตรูตนเองเท่านั้น แต่เป็นศัตรูของชาติด้วย
เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูของชาติ และแต่งตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์รักษาชาติ การแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองมีความชอบธรรมที่จะกำจัดศัตรูของชาติให้สิ้นซาก
เราไม่มีทางที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธีแล้วหรือ?

ธุรกิจกับธรรมะ

ในบรรดานักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจของไทยนั้น โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าเมื่อครั้งที่เรียกกันว่าเถ้าแก่ นายห้าง เจ้าสัว นั้น ก่อนจะประสบความสำเร็จมีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรของตนเองได้ ต่างทำงานหนัก จนถึงขนาดเรียกได้ว่าอาบเหงื่อต่างน้ำ ปากกัดตีนถีบ  เพราะหลายๆคนเริ่มจากการเป็นลูกจ้าง ค่อยๆสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมา  ใช้เวลายาวนานหลายสิบปีกว่าจะก้าวขึ้นสู่ยอดของความสำเร็จ มีอาณาจักรพันล้าน หมื่นล้านให้บรรดา “CEO” รุ่นลูกหลานได้บริหารกิจการต่อ
หากอ่านชีวประวัติของคนรุ่นเก่าเหล่านั้น จะพบว่า มีจำนวนมากที่อาศัยแนวคิดในการบริหารกิจการจากคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจ
แม้จะไม่ใช่ตำราการบริหารจัดการโดยตรง แต่คนรุ่นเก่าทั้งหลายเหล่านั้น เรียนรู้ เข้าใจ และนำธรรมะมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจของตัวเองอย่างได้ผล ดังจะได้ยินอยู่เสมอๆในทำนองว่า  “อาศัยธรรมะสอนใจจึงผ่านมาได้” โดยเฉพาะในช่วงที่ประสบวิกฤตการณ์นั้น มักจะได้ยินคนพูดถึง “ธรรมะ” อยู่เสมอๆ

เงินกับความโลภ

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นผมได้รับการชักชวนจากเพื่อนคนหนึ่ง ให้ไปฟังแผนการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ขายสินค้าประเภทบำรุงสุขภาพ   อวดสรรพคุณมากมายหลายหลาก  เป็นต้นว่า แก้อัมพฤกษ์  รักษาโรคกระเพาะ  บำรุงเลือด  เอาเป็นว่าเกือบทุกอวัยวะในร่างกาย ตัวยานี้รักษาหรือส่งเสริมให้ดีได้ทั้งสิ้น
พวกเราหลายคนคงนึกออก นี่เป็นสินค้าขายตรง ตรงการตลาดแบบหลายชั้น หรือ Multi Level Marketing ที่เขาบอกว่ารวยเร็ว รวยจริง (แต่การรวยพรวดพราดส่วนมากเป็นเรื่องต้มตุ๋น) นั่นเอง
ก่อนที่จะพาผมไปที่สำนักงานบริษัทฯแห่งนั้น เขานัดเจอผมก่อน  เราเจอกันแล้วก็พูดคุยถามไถ่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่กันตามประสาเพื่อนที่นานๆเจอกันสักครั้ง   เขาพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจที่มีอยู่แล้ว  ซึ่งเป็นไปด้วยดี มีความสำเร็จตามเป้าหมาย วางระบบลงตัวแล้ว  จึงมีเวลาหาลู่ทางใหม่ๆที่สามารถผันเงินที่มีอยู่ล้นเหลือในระบบให้เข้ามาสู่กระเป๋าของตัวเองมากขึ้น  และธุรกิจที่เขาชักชวนผมมาดูในวันนี้ เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถตอบสนองจุดประสงค์นั้นได้

smile

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Powered by  

MyPagerank.Net Free counter and web stats