ธุรกิจ 3.0 – หนังสือที่คอ Make Money Online ควรอ่าน

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเรื่อง ธุรกิจ 3.0 – 15 ขบถผู้กำหนดเกมใหม่ : วิเคราะห์ เรียนรู้ ถึง DNA ใหม่ในโลกธุรกิจยุค Metaverse เขียนโดย พงษ์ ผาวิจิตร ผู้มีประสบการณ์ทั้งในด้านการทำธุรกิจหลายหลาก และด้านการศึกษาค้นคว้าเขียนหนังสือ รวมถึงการเป็นผู้บรรยายความรู้ให้แก่ผู้คนในองค์กรธุรกิจ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผลงานการเขียนของ พงษ์ ผาวิจิตร นั้น ได้รับการยอมรับมานาน
เมื่อผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้ว ทำให้ผมได้มุมมองเรื่องปัจจุบันและอนาคตได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องที่ผมเขียน เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (1 และ 2)  ทำให้ผมได้ทำความเข้าใจความคิดตัวเองได้กระจ่างขึ้น  โดยเฉพาะประเด็นบทบาทของปัจเจกชน รัฐ และการสื่อสารสมัยใหม่ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
นี่คือประโยชน์ของการอ่าน ทำให้เราได้เปิดมุมมองและการรับรู้ใหม่ๆ  รวมถึงได้ทำความเข้าใจกับมุมมองและความคิดของตัวเองที่ไม่ชัดแจ้งให้กระจ่างขึ้นได้  นำไปสู่การเรียนรู้และทำสิ่งใหม่ๆ  การอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้มีความคิดในการที่จะทำอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมตัวที่จะอยู่ในโลกอนาคตโดยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ถูกถีบตกไปอยู่ก้นหลุม
หนังสือเล่มนี้ อธิบายให้เราเห็นถึงภาพของวิถีชีวิตยุคใหม่  ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง  ปัจเจกชนถูกดึงเข้าสู่วังวนการแข่งขันของธุรกิจ  เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคม  และผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า โลกในยุคสมัยต่อไป ไม่มีการแยกส่วนระหว่างคน รัฐ [...]

คนกับกติกา และปัญหารัฐธรรมนูญไทย

การปกครองทุกระบบในทุกประเทศ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครอง  รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติไว้ว่า  กฎหมายใดที่ขัดกับรับธรรมนูญถือว่าใช้บังคับไม่ได้ อันแสดงให้เห็นถึงสถานะสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้ว 18 ฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ.2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำลังเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น  โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยพรรคพลังประชาชน อันเป็นร่างทรงของพรรคไทยรักไทยเดิม ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ด้วยมีข้อรังเกียจว่า มีที่มาที่ไปไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีการร่างขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร  แต่ก็ถูกคัดค้านจากฝ่ายค้านและขบวนการประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่า พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม มิใช่เพื่อประชาชน
ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นดังกล่าว รวมถึงที่ผ่านมาตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี พ.ศ.2475  ส่วนมากแล้ว รัฐธรรมนูญตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง  เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย  มีการทำลายหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ  ล่าสุด รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ก็ถูกล้มล้างโดยคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ก็กำลังจะถูกแก้ไขอีก ในข้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย
จากเหตุการณ์ล้มล้างและแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นมาตลอดกว่า 70 ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย  จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นปัญหาจริงหรือไม่  กฎกติกาสูงสุดถูกทำลายและล้มล้างไปเพราะเหตุใด แม้จะมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดโทษไว้สำหรับกรณีล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีผู้กระทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ และก็ใช้รัฐธรรมนูญนั่นแหละนิรโทษกรรมความผิดให้แก่ตัวเอง
พฤติกรรมของการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา [...]

Blog, Blogger ในฐานะ Citizen Journal, Citizen Reporter

ปัจจุบันบล็อกไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งบล็อกเดี่ยวๆที่บล็อกเกอร์ทำขึ้นมาโดยใช้ซอฟท์แวร์ของผู้ให้บริการฟรี อาทิ Word Press  หรือเขียนขึ้นมาเอง   และ Free Blog ที่มีอยู่มากมายทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมถึง บล็อกขององค์กรต่างๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปทำบล็อกฟรี ซึ่งจำนวนบล็อกที่แท้จริงนั้น ไม่มีใครได้สำรวจอย่างจริงจัง  แต่ก็น่าจะใกล้เคียงกับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต  เพราะเมื่อรู้จักใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักบล็อก
Blog ได้กลายเป็นคลื่นแห่งการสื่อสารลูกใหม่ของศตวรรษที่ 21  ที่สืบเนื่องมาจากผลของ “คลื่นลูกที่สาม” ใน ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ตามทฤษฎีของ อัลวิน ทอฟเลอร์ ที่แบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงคลื่นลูกที่ 1  ยุคการเกษตร คลื่นลูกที่สอง  ยุคอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่สาม ยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งการเกิดขึ้นของ Blog นั้นย่อมเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information and Communication Technology-ICT) และ Blog ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ICT ดังกล่าว โดยมีสถานะเป็น ทั้ง Technology และ [...]

เจ้าชีวิต

ใครเคยสังเกตบ้างว่า ชีวิตของคนเรานี่แปลกมาก  ดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมได้  บังคับให้อยู่ในกำมือของเรา  แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว  กลับไม่ใช่  เราไม่สามารถควบคุมชีวิตให้อยู่ในกรอบและเกณฑ์ที่เราต้องการได้เสมอไป  เรากลับเป็นฝ่ายต้องเดินตามชีวิต  มันจะพาไปไหนเราก็ต้องตามต้อยๆ   ทุกข์สุขอย่างไรก็แล้วแต่ชีวิตจะเป็น
ในทุกงานที่ผ่านมา  พบได้พบเห็นคนเป็นจำนวนมาก ที่ถูกชีวิตบังคับควบคุม  ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเป็นฝ่ายควบคุมชีวิต  เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง
อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ผมเกี่ยวข้องเมื่อสิบปีกว่าก่อน…
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคสมัยที่ตนรุ่งโรจน์  มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเพียงแค่เค้าโรงเรื่อง  ยังไม่ลงมือเขียน สำนักพิมพ์ก็จับจองจ่ายเงินให้แล้ว  เกียรติยศและสตางค์หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย   มากเหมือนน้ำหลาก   ราวกับจะไม่มีวันหมด   ตอนนั้นแหละที่ชีวิตอยู่ในกำมือ จะใช้มันอย่างไรก็ได้  
 แล้ววันหนึ่งน้ำที่เคยหลากก็แห้งหายไปฉับพลัน  เหมือนน้ำป่าบ่ามาแรงก็แห้งไปเร็ว   เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน 
            ผ่านยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ไปแล้ว  ชีวิตที่เคยเป็นเจ้าของ  จะใช้มันอย่างไรก็ได้  กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถจะใช้งานมันได้  ชีวิตกลับมาควบคุมเราไว้ในกำมือ
            เขามือตกหรือก็เปล่า  ยังเขียนหนังสือดีเช่นเดิม  แต่ชีวิตไม่ให้โอกาสเขาอีกแล้ว  เหมือนกับมันจะบอกว่า  เอ็งพอแล้ว  ใช้ข้าตามใจมามากแล้ว  ที่นี้ข้าจะใช้เอ็งบ้าง

ดูละครเกาหลีก่อนแล้วย้อนดูละครไทย

มูลเหตุที่ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้  มีอยู่หลายประการ ประการแรก ก็คือ ผมเคยทำงานเป็น Out Source ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน  จึงพอจะรู้จักคนเกาหลีอยู่บ้าง ประการที่สอง ก็คือ การไหลบ่าของวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น เรื่องอาหาร การแต่งตัว และวัฒนธรรมป๊อบ เช่น หนัง ละคร นักร้อง นักแสดงพันธุ์เกาหลีที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของวัยรุ่นไทย ประการที่สาม ก็คือ ลูกสาววัย 11 ขวบของผม ก็เป็นคนหนึ่งที่อินเทรนด์เกาหลี โดยดูซีรี่ย์เกาหลี ดูเกมส์โชว์เกาหลี และฟังเพลงเกาหลี   เธอจึงรู้จัก แดจังกึมและลียองเอ ชอบเจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชาและยุนอึนเฮ  สนุกสนานกับเกมส์โชว์ X-MAN ทำให้เอ่ยชื่อ คังโฮดง,ลีซิงกิ,คิมจองกุกอีริคมุน และ ฯลฯ ได้อย่างคล่องปาก  เธอผู้มีอายุ 11 ขวบ ต่ออินเตอร์เน็ต เข้าเว็บ Esnip, Imeem, Ijigg เพื่อดาวน์โหลดเพลงของ ดงบังซิงกิ ลง MP3 แม้ตอนไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารในห้างก็สั่งหมูทอดแบบเกาหลี เรื่องเกาหลีทั้งหลายที่กล่าวมานี้ [...]

เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2)

คราวที่แล้ว กล่าวถึง 5 แนวโน้มไปแล้ว คราวนี้ มาว่าต่อถึง 5 แนวโน้มที่เหลือที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตครับ
6. อำนาจโลกใหม่ (น่าจะเรียกว่า New World Power) นั่นคือ อำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่เคยเรียกว่าประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนาเมื่อ 20 ปีก่อน  อันหมายถึงประเทศที่อยู่นอกทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ  ในปัจจุบันนี้มีหลายประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญได้แก่ จีน อินเดีย  บราซิล และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ที่ลุกขึ้นยืนตั้งหลักได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ท้าทายมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม อย่างกลุ่ม ยุโรป อเมริกา  ญี่ปุ่น ซึ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ คือ
จีน มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่ง แม้เศรษฐกิจของจีนจะเป็นไปในลักษณะการรับจ้างผลิตสินค้าแต่ก็มีการพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบการเงินการธนาคาร การลงทุนอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก มีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงเริ่มเข้าไปลงทุนในบรรษัทใหญ่ๆของสหรัฐเมริกา  มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเซ้งกิจการขนาดยักษ์ที่มีปัญหา แต่ก็ถูกกีดกันจากทั้งรัฐบาลและองค์กรธุรกิจในสหรัฐ ที่น่าจับตามองก็คือจีนขยายการลงทุนไปยังประเทศในทวีปอาฟริกา ซึ่งจีนกำลังมีบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของดินแดนที่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจังมาก่อน
อินเดีย กลายเป็นมหาอำนาจทางไอทีรายใหม่ของโลก รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรไอทีและวิทยาศาสตร์ป้อนให้แก่บริษัทต่างๆทั้งยุโรปและอเมริกา กลายเป็นแหล่ง Out Source ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ยังไม่นับการที่ทุนอินเดียรุกคืบเข้าไปครอบครองกิจการในอเมริกาและยุโรปอย่างช้าๆ
บราซิล ประเทศในทวีปอเมริกาใต้แห่งนี้กำลังเป็นที่จับตามองในแง่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรอันสมบูรณ์ [...]

เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (1)

ผมขอฉลองครบรอบ 3 เดือนของบล็อก KosolTalk.com ในวันที่ 22 เมษายน 2551 นี้ (นับจากโพสต์แรกเมื่อ 22 มกราคม 2551) ด้วยการเขียนอนาคตประวัติศาสตร์ โดยการคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนับจากวันนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าในขอบเขตประเทศไทยและโลก เพื่อเป็นการลับสมองประลองปัญญาของผมเอง และขอชวนพวกเราทั้งหลาย ได้เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ ตามประสบการณ์และความคิด ของแต่ละคนด้วยกันครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 10 ปีข้างหน้า 10 อย่าง คือ
1. พลังอำนาจของปัจเจกชน(ขอเรียกว่า Idividaul Power ไปพลางๆ) ปัจเจกชนก็คือพวกเรานี่แหละครับ คือคนแต่ละคนที่มีความคิด ประสบการณ์ และชีวิตที่มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง  แต่ก่อนปัจเจกชนจะถูกควบคุมโดยกฎ ระเบียบ แบบแผน ของโลก ของประเทศ ของสังคม ขององค์กรที่ตนสังกัด  จึงขาดอำนาจต่อรองในเรื่องต่างๆ  แต่นับจากนี้ไป ปัจเจกชนจะสามารถต่อรองกับองค์กรทั้งหลายที่เคยบีบังคับพวกเขาได้มากขึ้น และมีพลังมากขึ้น โดยการรวมตัวกันของปัจเจกชนเป็นกลุ่มก้อน และเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อกระทำเรื่องราวหนึ่งๆให้สำเร็จลงไปแล้วก็เลิกกัน โดยอาศัยเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เป็นตัวเร่งเร้า เชื่อมโยง และเป็นศูนย์รวมให้ปัจเจกชนสามารถเข้ามารวมตัวเพื่อต่อรอง  ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนของพลังปัจเจกชนคือ การรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือคนๆหนึ่ง เช่น บรรดาศิลปินจัดงานเพื่อช่วยเหลือยอดรัก สลักใจ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง [...]

สามเดือนของ Kosol Talk ขอ talk to friends

 ผมโพสต์กระทู้แรกของ KosolTalk.com เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 มีคนร่วมแสดงความคิดเห็น 2 คนคือคุณไวพจน์กับคุณเอก โดยผมเขียนเรื่องหนังสือ “ต้องแพ้ก่อนจึงจะชนะได้” ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่แห่งเครือผู้จัดการ และเป็นแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ผมเขียนถึงเรื่องความล้มเหลว ที่เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผม (และของคนอื่นๆด้วย มากน้อยต่างกัน) ไม่ได้เขียนในแง่ตีโพยตีพาย น้อยใจ หรือท้อถอย แต่เขียนในแง่ที่ว่า ความล้มเหลวเป็นของธรรมดา ไม่เสียหาย เพราะมันทำให้คนต้องหาทางดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด คล้ายเป็นยาดีชูกำลัง  ถ้าหากรู้จักใช้มันเป็น
ผมก็ล้มเหลว หรือล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาตลอด จึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  หาทางรับมือกับมันด้วยสติ ค่อยๆคิด ค่อยๆใช้ปัญญา แม้โอกาสยังมาไม่ถึงก็เตรียมความพร้อมเอาไว้  คืออย่าได้เสียกำลังใจ  ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น  ซึ่งมีสิ่งต่างๆมากมายให้ทำ
นับจากวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 22 เมษายน ก็ครบสามเดือน หนึ่งไตรมาสพอดี  ผมได้พูดคุยไปหลายเรื่อง มีเพื่อนๆเข้ามาร่วมอ่าน ร่วมคุย เป็นจำนวนมากพอสมควร ซึ่งผมไม่ได้หวังไว้ว่าจะมากขนาดนี้  ในแต่ละวันก็มีคนคลิกเขาเยี่ยมชมไม่น้อย [...]

ปรากฏการณ์แบกข้าวสารเข้ากรุงเทพฯ เรื่องนี้มีนัยสำคัญ

สงกรานต์ปีนี้มีคนออกจากกรุงเทพฯตอนต้นเทศกาลและกลับเข้ามาตอนท้ายเทศกาลอย่างหนาแน่นเหมือนเช่นทุกปี ในช่วงวันหยุดยาว 5 วันนั้น กรุงเทพฯว่างผู้คนแทบจะเรียกว่าเงียบเหงา เพราะคนจำนวนมากที่อาศัยอยูกรุงเทพฯเป็นคนบ้านนอก เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว ทั้งปีใหม่และสงกรานต์ จึงพากันหลั่งไปไปบ้านนอก เพื่อร่วมกิจกรรมกับครอบครัว
เมื่อผู้คนกลับสู่กรุงเทพฯ ความโกลาหลก็เกิดที่สถานีขนส่งต่างๆ ที่ผู้คนจำนวนมากแออัดยัดเยียดกันออกจากท่ารถมุ่งกลับที่พัก ปีนี้ต่างจากทุกปีเพราะมีคนเป็นจำนวนมากแบกข้าวสารจากบ้านเข้ามกรุงเทพฯด้วย ซึ่งเรื่องนี้เมื่อพิจารณาแล้ว เป็นเรื่องที่มีนัยอันอันสำคัญแฝงอยู่ สมควรที่จะได้ร่วมกันพิจารณาในที่นี้
แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงนัยอันสำคัญที่ว่านั้น ขอกล่าวถึงความเป็นมาแห่งนัยนั้น ที่สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน  จนส่งผลให้กรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวที่มีปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี่อย่างพร้อมมูล มากกว่าเมืองใดๆในประเทศ
กรุงเทพฯจึงเป็นเมืองโตเดี่ยวเหมือนกับเมืองหลวงของประเทศเอเชียอื่นๆ ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกัน อันได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย  จากาตาร์ของอินโดนีเซีย มะนิลาของฟิลิปปินส์ โซลของเกาหลีใต้ ฯลฯ  ซึ่งเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในยุคเดียวกัน ภายใต้แนวคิดทำประเทศให้ทันสมัย (Modernization) โดยได้รับอิทธิพล การสนับสนุนส่งเสริม ของประเทศตะวันตก อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ผู้นำแบบพระยาตาก

คุณสมบัติสำคัญของผู้นำคือมองการณ์ไกลเพื่ออนาคตของสังคม  ทำความเข้าใจปัจจุบันเพื่อที่จะสร้างอนาคต  มีปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์ความเจริญแก่ชนหมู่มาก แล้วลงมือทำ  ด้วยเงื่อนไขที่ยากลำบากนี้ จึงไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คนๆนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ
ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 นั้น  ประวัติศาสตร์สอนให้เราทุกคนได้รู้ว่า ภาวะผู้นำมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในภาวะวิกฤติ หากมีผู้นำที่เข้มแข็ง มองวิเคราะห์ปัจจุบันได้ถูกต้อง มองการณ์ไกลได้ปรุโปร่ง  ย่อมจะสามารถแก้วิกฤตการณ์ได้
แต่ปรากฏว่า ผู้นำในกรุงศรีอยุธยาที่มีอำนาจทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ต่างไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว  มีเพียงขุนนางจากหัวเมืองเหนือคนหนึ่งที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นกำลังในการป้องกันพระนครคือพระยาตาก ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองบ้านนอกที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆในทางการเมืองการทหาร ที่สามารถมองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง  หากแต่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของขุนนางที่ไม่มีความรู้ทางการทหารโดยไม่มีความหวังว่าจะเอาชนะข้าศึกที่ประชิดปิดล้อมพระนครได้  แม้จะโต้แย้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางหารด้วยข้อมูลที่เป็นจริง แต่ก็ไม่มีขุนนางผู้เปี่ยมอำนาจวาสนาคนใดรับฟัง มิหนำซ้ำยังอาจจะถูกเอาโทษฐานกบฏศึกอีกด้วย
เมื่อวิกฤตการณ์ถึงจุดที่ไม่สามารถจะรับได้ พระยาตากจึงตัดสินใจนำกำลังตีฝ่าวงล้มข้าศึกออกจากพระนคร มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออก การถอยในครั้งนี้ก็เพื่อสงวนรักษาชีวิตเอาไว้ จะได้กลับมากอบกู้พระนครคืนภายหลัง  เพราะหากปักหลักสู้ตายในพระนคร ผลที่ออกมาก็คือคงได้ตายสมใจ หากแต่ต้องตายเปล่า เพราะโอกาสรอดจากการถูกทำลายเหลือเป็นศูนย์

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats