ผู้คนเล่าลือกันว่า ปัจจุบัน บล็อก WordPress เป็นที่นิยมของบรรดา Blogger หน้าเก่าใหม่ในโลกอันขรุขระนี้มาก ยอดพุ่งปรู๊ดปร๊าดเป็นเรือนหลายๆแสนแล้ว รวมถึง kosoltalk.com นี้ด้วย อะฮ่อยๆ แต่ข้อมูลทั้งหลายเกี่ยวกับ WordPress ยังเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษสั้นกว่าหางอึ่งจึงทรมานมากในการที่จะปรับแต่งบล็อกให้เริดๆได้ อันนี้ ตัวกระผมเองก็เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ทรมานนั้น
และแล้ว ก็เหมือนมีเทวดามาโปรด เมื่อมีหนังสือชื่อ “WordPress กระแทกใจบล็อกเกอร์วัยจ๊าบ” ออกมาให้อ่าน เขียนโดย เดชา ไชยเมือง หรือนายเดย์แห่ง iDayBlog.com ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่วัยจ๊าบๆ หนังสือของนายเดย์นั้นเหมาะสำหรับทุกวัย รวมถึงวัยรุ่นตอนปลายที่กำลังย่างสู่วัยชราอย่างกระผมนี้ด้วย
แต่ก่อนนี้ก็เห็นว่า wp น่าเล่นเป็นอย่างยิ่ง เคยลองๆแต่ก็ไม่ค่อยถนัดเคยเลิก รู้สึกว่าเล่น blogger ง่ายกว่าแยะ จับแปะ copy and paste ง่ายกว่านัก เพลินไปกับ blogger เป็นอย่างยิ่ง เปิดบัญชีกับ wp ไว้แต่ไม่ได้มาใส่อะไร จนเห็นหนังสือของนายเดย์นี่แหละ ซื้อมาอ่านจึงตัดสินใจใช้ wp ทำบล็อกเลย
แต่ช้าแต่ ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์เทวดานะครับ ประเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าชื่นชมยกย่องคนอีสานคือกันเกินเหตุ [...]
Written on January 29, 2008 | Posted in
หนังสือคือปัญญา |
Leave a comment
นิสัยอย่างหนึ่งของคนก็คือ ไม่ชอบให้ใครดูหมิ่น จะทำอะไรก็ตามถ้ามีคนมาพูดทำนองเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หรือน้ำเสียงไม่เชื่อถือ อาจจะสวนกลับด้วยคำพูด หรือไม่ก็สายตา เผลอๆบางทีถ้าคนถูกว่าเป็นคนเลือดร้อน คนที่มีปากคอยหาเรื่องอาจจะโดนกำปั้นเข้าให้ หรือหนักที่สุดพวกก็ชักปืนออกมายิง
จึงปรากฏข่าวให้เห็นอยู่เสมอว่า มีเหตุตะลุมบอน หรือส่งลูกตะกั่วฝังหัวเพื่อน เพราะถูกอีกฝ่ายพูดหยามใจ
ถ้าเรียกตามสำนวนนิยายกำลังภายในของโกวเล้งก็ทำนองว่า ฆ่าได้ หยามไม่ได้ จึงต้องชักกระบี่ออกมาเสียบกันให้ตายไปข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปเลย
นั่นคือผลพวงที่เลวร้ายที่สุดของการพูดจาเข้าข่ายหมิ่นแคลนกัน อย่างเบาก็อาจจะตอบโต้ไปมาด้วยคำพูด ทะเลาะเบาะแว้งแล้วเลิกรา หรืออย่างดีก็เกิดท้าทายพิสูจน์ความจริงกันขึ้นโดยการกระทำ แบบนี้เป็นเรื่องน่าชม
หลายกรณีมีคนประสบความสำเร็จในกิจการงาน เพราะถูกหมิ่นแคลนเป็นเบื้องแรก แล้วเกิดการท้าทายเป็นลำดับต่อมา ในที่สุดเมื่อลงมือกระทำก็สำเร็จ ฝ่ายที่ถูกดูแคลนแต่แรกกลายเป็นฝ่ายชนะไป โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
ฉะนั้น การท้าทายจึงมีอยู่สองแบบ คือการท้าทายอันเนื่องมาจากการดูถูกดูแคลนกันจนเกิดเรื่องอย่างที่พูดมาในตอนต้น อีกแบบหนึ่งก็คือการท้าทายกันทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งดีๆ การท้าทายแบบนี้อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ได้ผลประโยชน์ทั้งคนท้าและคนถูกท้า
ผมมีหนังสือที่อ่านประจำอยู่เล่มหนึ่งที่เขียนโดย วิลเลี่ยม เอช. เดนฟอร์ท แปลโดย ปสงค์อาสา ชื่อภาษาอังกฤษคือ I DARE YOU ชื่อภาษาไทยก็แปลตรงตัวว่า ผมท้าคุณ
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการท้าทายให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ เป็นการท้าทายในความหมายของการปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้มากมาย โดยผู้เขียนคือ วิลเลี่ยม เอช. เดนฟอร์ท เล่าเรื่องที่ตัวเขาเองถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นได้ รวมทั้งเรื่องของคนอื่นๆที่ถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อ
Written on January 28, 2008 | Posted in
กถาโกศลทอล์คโม้,
หนังสือคือปัญญา |
Leave a comment
ในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ที่ขนาดของใจใหญ่จนไม่สามารถวัดได้นั้น ในยุคสมัยของตน บางคนถูกมองว่าบ้า หรือขวางโลก ที่รุนแรงก็ถึงขั้นถูกทำร้ายและทำลายโดยสังคมหรือโดยผู้กุมอำนาจรัฐจนถึงแก่ชีวิตก็มี ดังปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อยู่เสมอมา
นับเนื่องตั้งแต่ยุคกรีกของพวกฝรั่งมังค่า ดังเช่น โสกราตีส นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อว่ามนุษย์มีอิสระเสรี มีความเท่าเทียมกัน สอนลูกศิษย์แบบแปลกแหวกแนว คือตั้งคำถามแล้วถกเกียงหาคำตอบ เปิดให้แต่ละคนใช้กึ๋นอย่างเต็มที่ พฤติกรรมและความคิดแบบนี้จึง สวนทางกับแบบแผนของสังคมเข้า ผู้มีอำนาจบังคับให้เลิกคิดแต่ท่านโสกราตีสไม่ยอม ผู้มีอำนาจจึงสั่งว่าถ้าไม่เลิกคิดแบบนั้นก็จงกินยาพิษตาย ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านโสกราตีส ใจเด็ดยอมหักไม่ยอมงอ เลือกกินยาพิษ ตายแล้วโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์ต่อมาเป็นพันๆปี
ปัจจุบันมนุษย์ยอมรับในความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียมกัน เทิดทูนความเสมอภาค กลายเป็นวิถีทางอันดีงาม นี่เรียกได้ว่า ท่านโสกราตีส เป็นนักคิดข้ามเวลา เป็นคนคิดใหญ่คนหนึ่ง เป็นความคิดที่เปลี่ยนโลกเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมมนุษย์
นักวิทยาศาสตร์อย่างท่านกาลิเลโอก็เช่นกัน อุตส่าห์สร้างกล้องส่องดวงจันทร์ยันดวงอาทิตย์จนเห็นความจริงจึงประกาศความรู้ใหม่ ฟันธงสนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส นักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ลงไปว่า โลกนี้มิใช่ศูนย์กลางของจักรวาลหรือสวรรค์วิมานใด หากแต่เป็นก้อนกลมๆโคจรรอบดวงอาทิตย์ ผลเป็นอย่างไรรึ ก็ทำให้หลวงพ่อทั้งหลายที่ยึดกุมอำนาจในการปกครอง กำหนดความถูกต้องดีงาม ภายใต้ร่มเงาของพระผู้เป็นเจ้ามานานแสนนานก็เต้นผาง เล่นงานท่านกาลิเลโอโดยจับเข้าคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระเจ้า ขัดขืนลิขิตสวรรค์ ทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชน ในกรณีท่านกาฯผู้เห็นโลกกลมก็ไม่ต่างจากท่านโสกราตีส แห่งกรีก คือเหยียบตาปลาผู้มีอำนาจเข้า ถ้ายอมๆเขาหน่อยก็ย่อมสุขสบาย แต่มีหรือที่คนใจใหญ่ คิดการใหญ่ คิดข้ามเวลา อย่างทั้งสองท่านจะยอมทรยศต่อสัจจะ จึงต้องไปสู่จุดจบแบบไม่แฮปปี้เอ็นดิ้ง
[...]
Written on January 28, 2008 | Posted in
เรื่องจิปาถะผสม |
Leave a comment
ประโยคที่เป็นหัวเรื่องข้างต้น หลายคนคงรู้ว่าคือคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ยี่สิบ และคงยิ่งใหญ่ไปอีกหลายศตวรรษ นั่นคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งได้ย้ายไปเป็นพลเมืองประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองที่นั่น ดังที่เราท่านรู้จักกันดีแล้ว หลายๆคนคงชอบวลีนี้ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ หากไม่เป็นจริง คนที่ยิ่งใหญ่อย่างไอสไตน์ ที่เคยสอบตกเมื่อสมัยเด็ก แต่กลายเป็นนักฟิสิกซ์ปราดเปรื่องเมื่อเป็นผู้ใหญ่ คงไม่พูดประโยคนี้ขึ้นมา
เหตุที่จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะจินตนาการนำไปสู่ความคิด ความคิดนำไปสู่การแสวงหาความรู้ จินตนาการสอนกันได้ยาก เป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ส่วนความรู้นั้นสอนกันได้ หากไม่มีจินตนาการ คงยากที่จะเกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ หรือกว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆขึ้นมา ก็คงต้องรอให้เกิดเหตุบังเอิญขึ้นก่อน เหมือนไอแซค นิวตัน โดนแอปเปิ้ลหล่นใส่หัวจึงเข้าใจแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่อาคีมีดิสปวดเมื่อยแล้วลงอ่างอาบน้ำ จึงค่อยค้นพบความรู้เรื่องปริมาตรการตวง จนอุทาน ยูเรกา ดังลั่นโลกมาจนถึงทุกวันนี้
บทพิสูจน์คำพูดของไอสไตน์นั้นมีให้เห็นอย่างชัดเจน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยี่ต่างๆ ล้วนเกิดในจินตนาการมาก่อน จากนั้นจึงนำมาสู่การคิดค้นและพัฒนาความรู้ จนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นของจริงให้ลูบคลำจับต้องได้
ย้อนหลังไปหลายร้อยปี ลิโอนาโด ดาวินชี จินตนาการถึงการบิน อยากเห็นคนบินในอากาศได้เหมือนนก จากนั้นก็ร่างภาพในจินตนาการลงบนแผนกระดาษ เพื่อคิดค้นหาหนทางที่จะทำให้คนบินได้เหมือนนก แต่ยังไม่สำเร็จก็ขึ้นสวรรค์ไปก่อน หากไม่มีคนอย่างดาวินชีจินตนาการไว้ คนรุ่นต่อๆมาอาจยังไม่มีใครนึกถึง อาจไม่มีพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินที่บินได้ครั้งแรกเมื่อร่วมร้อยปีก่อน ปานนี้เราอาจเพิ่งกำลังหัดทำเครื่องร่อน [...]
Written on January 28, 2008 | Posted in
เรื่องจิปาถะผสม |
Leave a comment
เมื่อช่วงปลายปี 2550 ที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “สอนให้รวยด้วย amazon” วางแผง นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในตลาดหนังสือเมืองไทย นั่นคือ จำหน่ายหมดในเวลารวดเร็ว ต้องพิมพ์ซ้ำภายในไม่ถึงเดือน แสดงให้เห็นถึงความต้องการระดับ “หิวกระหาย” ของผู้ซื้อเลยทีเดียว
สิทธิศักดิ์ บุญมาก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ makemany.com เว็บไซต์เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ marketting online และผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจกับเว็บไซต์ชื่อดังคือ amazon.com ซึ่งชื่อนี้ไม่ต้องบรรยายก็รู้ว่าเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชอันดับหนึ่งของโลก เริ่มจากขายหนังสือจนปัจจุบันนี้มีสินค้าจิปาถะ เรียกว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แม้แต่หวดนึ่งข้าวเหนียว ครก สากกะเบือของไทยก็ยังมีจำหน่าย
หนังสือเล่มนี้ถูกกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก ในหมู่ผู้หารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ตของไทย มีการพูดคุยกันในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ คำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ อยู่ภายใต้แนวคิดที่ผู้เขียนวางไว้ว่า “สอนให้รวยด้วย amazon สร้างรายได้ภายใน 3 เดือนโดยไม่ต้องลงทุน” อันเป็นรูปแบบการทำธุรกิจกับเว็บไซต์อเมซอน รวมถึงเว็บไซต์ ลักษณะเดียวกันนี้ ทำให้ดึงดูดใจคนที่สนใจเรื่องราวของการหารายได้จากอินเตอร์เน็ต รวมถึงผู้ที่กำลังทำอยู่ได้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายวิธีการ ขั้นตอน รายละเอียด ไว้ได้ดีมาก สามารถทำความเข้าใจได้ในเวลารวดเร็ว แม้แต่คนที่ไม่มีความชำนาญในการใช้อินเตอร์เน็ตก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่วิธีการทำการค้ากับเว็บไซต์อเมซอนเท่านั้น ผู้เขียนยังมีข้อแนะนำอื่นๆที่มีประโยชน์อย่างมาก เช่น การทำ SEO หรือการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ [...]
Written on January 26, 2008 | Posted in
หนังสือคือปัญญา |
Leave a comment
ผมเคยไปที่แคนเบอรา เมืองหลวงของออสเตรเลีย เป็นเมืองที่สวยงาม สงบ น่าอยู่ ดูไม่ค่อยวุ่นวายเหมือนบางกอกบ้านเรา ทั้งๆที่เป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศหนึ่ง อาจเป็นเพราะว่า ไม่มีผู้คนมากระจุกตัวอยู่นั่นเป็นสิบล้านคน จึงทำให้ไม่อึกทึก
ถึงที่นั่นจะน่าอยู่อย่างไร ก็เพียงความรู้สึกที่ได้เห็นอย่างผิวเผิน ถ้าให้เลือกอยู่ ผมก็ยังเลือกบางกอก
ที่ผมเขียนถึงเมืองแคนเบอรา มิใช่เพราะชื่นชมดมก้นพวกฝรั่งไปทุกเรื่อง แต่ผมชื่นชมพวกเขาอย่างหนึ่ง ที่เขาให้เกียรติแก่คนเล็กๆ คนธรรมดาสามัญที่ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง นั่นคือทหารที่ออกไปรบในนามของประเทศชาติและเสียชีวิตในสมรภูมิต่างๆทั่วโลก
เขาสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงคราม มีกำแพงจารึกชื่อทหารที่ไปรบแล้วเสียชีวิตไว้ ให้ผู้คนที่เป็นญาติมิตรลูกหลานได้จดจำรำลึกถึง ถึงแม้จะตายไปหลายสิบปี แต่ลูกหลานที่เกิดภายหลัง ได้รับรู้วีรกรรมของบรรพบุรุษผ่านชื่อที่จารึกไว้
ครบรอบวันตายหรือวันเกิด หรือวันอะไรก็ตาม ทหารหาญของชาติเหล่านี้จะได้รับการเคารพเยี่ยมเยือนจากเชื้อสายของตน ณ กำแพงจารึกชื่อแห่งนี้ จะเห็นได้ว่า หลายๆชื่อมีดอกไม้สีแดงแปะติดอยู่ นั่นแสดงว่าผู้ที่สืบเชื้อสายจากเขาได้มาแสดงความเคารพและระลึกถึง
ทหารเหล่านี้เป็นคนธรรมดา แต่งานของพวกเขายิ่งใหญ่ เขาตายเพื่อประเทศของเขา ตายแทนคนนับล้านๆคน การที่ประเทศให้เกียรติ สังคมให้ความยกย่อง ชนรุ่นหลังให้ความเคารพนับถือ นับว่าสมค่ากับที่พวกเขาเสียสละชีวิต
เมื่อเห็นกำแพงนี้แล้ว ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของคนเล็กๆเหล่านี้ขึ้นมาทันที คนพวกนี้แหละที่ทำให้พวกนายพลและแม่ทัพทั้งหลายมีชื่อเสียง แม่ทัพที่ส่วนมากแล้วเป็นคนแก่ ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะส่งคนหนุ่มเหล่านี้ไปตายแทน
คนแก่ที่บ้าอำนาจอย่างฮิตเลอร์ เป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะใช้ชีวิตของคนหนุ่มๆชาวเยอรมันสร้างอาณาจักรไรซ์ที่สาม และถูกคนแก่อย่างรุสเวลท์,ไอเซ็นฮาว , เชอร์ชิล [...]
Written on January 25, 2008 | Posted in
พลังและแรงบันดาลใจ |
Leave a comment
เราเคยได้ยินได้ฟังเสมอว่า พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก เพราะสอนให้ลูกรู้จักกิน นอน เดิน นั่ง สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ลืมตาดูโลก จนกระทั่งลูกเติบใหญ่จนมีลูกของลูกแล้ว ภาระของครูคนแรกก็ยังไม่จบสิ้น จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งนั่นแหละจึงจะหยุดลง
เมื่อเป็นลูกเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พ่อแม่คือครูของเราอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้นั้น ก็เพราะพ่อแม่คอยสั่งสอน
เราเรียนรู้จากพ่อแม่ และเป็นการเรียนที่ไม่มีวันจบ
แต่เมื่อมีลูกของเราเอง มุมมองของเราค่อยๆเปลี่ยนไป ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เราทำหน้าที่เป็นครูของลูก ขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้จากลูกไปด้วย-ลูกก็เป็นครูของพ่อแม่ได้เช่นกัน
ผมเป็นพ่อของลูก ผมรู้สึกเช่นนี้
เป็นความรู้สึกที่ไม่นึกว่าจะมีได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้ ถ้าไม่มีลูก รับรองว่าไม่รู้เด็ดขาด
ลูกสอนให้รู้ว่า คนเราสามารถรักคนอื่นได้มากกว่ารักตัวเองจริงๆ นั่นคือรักลูก
คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิต ไม่ค่อยถนอมมันนัก ใช้มันอย่างเพลิดเพลินสุรุ่ยสุร่าย เมื่อมีลูกแล้ว กลับทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น ดูแลชีวิตให้ดีได้ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควร อย่างน้อยก็มีสำนึกที่ดีงามขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง เมื่อมีลูก ใจที่เคยหยาบกระด้างก็อ่อนโยน เด็กๆที่เคยสร้างความรำคาญให้กลับกลายเป็นความชื่นบาน ลูกสอนให้เรารู้จักรักคนอื่น อย่างน้อยก็ลูกของคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกับลูกเรา เห็นแล้วทำให้เอ็นดู ชื่นชม ยินดี
คนเรามักยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อตัวเราเป็นเบื้องต้น แต่เมื่อมีลูกแล้ว ลูกสอนให้เรารู้ว่า ตัวของเรานั้นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกอีกต่อไป แต่เป็นคนอื่นที่มิใช่ตัวเรา คนๆนั้นก็คือลูก
เราเลี้ยงลูกให้เติบโต [...]
Written on January 25, 2008 | Posted in
กถาโกศลทอล์คโม้ |
Leave a comment
ผมเป็นคนที่มีเรื่องล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ทำสิ่งใดๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่กว่าจะสำเร็จได้แต่ละเรื่องก็เลือดตาแทบกระเด็น
ส่วนมากล้มไม่เป็นท่า!
แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมีอยู่, และเป็นสิ่งที่ทำให้ยืนอยู่ได้ก็คือ ความดื้อด้าน หรือเรียกให้สวยๆว่าความอดทน แต่ผมชอบเรียกมันว่าความดื้อด้าน ผมเป็นคนที่อาจจะดื้อด้านหรือหัวดื้ออีกคนหนึ่งในโลกนี้
ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซื่อนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไร หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า “ต้องแพ้เสียกอ่นจึงจะชนะได้”
เพียงแค่เห็นหนังสือผมก็ซื้อโดยทันที ชื่อหนังสือช่างตรงกับตัวตนผมดีเหลือเกิน
หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงแก่ผม ทำให้ผมมั่นใจขึ้นไปอีกว่า ความดื้อด้าน ความล้มเหลว ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นซ้ำซากนั้น มิใช่เรื่องที่จะกอดมันเอาไว้ให้บั่นทอนพละกำลังของตัวเอง สมควรที่จะโยนมันทิ้งไป เพื่อจะได้ทำสิ่งใหม่ๆ
เป็นคนล้มเหลว เป็นคนพ่ายแพ้ เมื่อประสบความสำเร็จ เมื่อมีชัยชนะ ย่อมจะได้รสชาติอันหวานหอมมากกว่าการได้มาโดยไม่ต้องต่อสู้
“ต้องแพ้เสียก่อนจึงจะชนะได้”
นี่ เป็นคำพูดที่ปลุกเร้าให้ผมดื้อด้านกับความล้มเหลวมาจนทุกวันนี้!
Written on January 22, 2008 | Posted in
หนังสือคือปัญญา |
Leave a comment