อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง

 คงมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้จักชื่อของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์  ในฐานะดังกล่าวเขาคือบุคคลสำคัญที่คนทั้งpaiboon002.jpgประเทศรู้จัก  แต่อีกมุมหนึ่งก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในมุมของตน  ทำในสิ่งที่ตนคิด เชื่อ และศรัทธา ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่คนที่เกี่ยวข้องด้วย

ก่อนที่ผมจะกล่าวถึง ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มากกว่านี้ ผมขอท้าวความถึงมูลเหตุที่ผมต้องเขียนถึงท่านผู้นี้สักหน่อย

ในชีวิตของคนๆหนึ่งนั้น  ต้องพบเห็นคนเป็นจำนวนมาก คนที่ได้พบเห็นนั้นต่างก็มีความคิด พฤติกรรม แตกต่างกัน  มีทั้งคนที่เราชอบและไม่ชอบ มีทั้งคนที่เรานับถือและไม่นับถือ มีทั้งคนที่เราชื่นชมและไม่ชื่นชม  มีทั้งที่อยู่ฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงกันข้าม 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต  นับแต่ก้าวมาสู่โลกแห่งการงานทำมาหาเลี้ยงชีวิต อันเป็นโลกที่ต้องผจญกับความจริง  ผมก็ได้พบเห็นคนหลายประเภท  ความคิดและพฤติกรรมของคนที่ได้พบเห็น ทั้งนอกและในสถานที่ทำงาน  ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ   ล้วนแต่ได้ทำให้ได้แง่คิดมุมมองที่เป็นประโยชน์ 

คนบางจำพวกเป็นคนที่หิวโหยทุกสิ่งทุกอย่าง  เหมือนเกิดมาไม่เคยได้อิ่ม  ถ้ามีโอกาสจะต้องกอบโกยเอาสิ่งต่างๆมาเป็นของตน ฉกได้เป็นฉก ขอได้เป็นขอ  แม้แต่ความเห็นอกเห็นใจก็ต้องการจากผู้อื่นเป็นอันมาก  ต้องการให้คนรัก คนเอาอกเอาใจ  ต้องการความอบอุ่นจากมิตร โดยที่ตัวเองไม่เคยคิดที่จะให้แก่ใครเลย ก็มี

คนบางจำพวกก็ชอบที่จะเอาเปรียบ  นิดๆหน่อยๆก็เอา ขอให้รู้สึกว่าตนได้เปรียบคนอื่น  คนพวกนี้รู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่ง

คนสองแบบข้างต้น เป็นพวกที่นิยมเบียดเบียนคนอื่น  ฉกฉวยเอาสิ่งที่เป็นของคนอื่นมาเป็นของตน

แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกแรก  คือไม่ชอบเอาอะไรจากคนอื่น  ทุกสิ่งทุกอย่างแสวงหามาได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น แต่ทว่า คนประเภทนี้นอกจากไม่ยอมเอาอะไรจากคนอื่นแล้ว  แม้จากตัวเองก็ไม่อยากจะหยิบฉวยอะไรเลย เช่น บางคนมีทรัพย์มากมาย แต่ไม่ยอมใช้จ่าย เพราะกลัวจะเสียทรัพย์ ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก  เบียดเบียนตนเองให้เกิดทุกข์

ทั้งคนที่ชอบเบียดเบียนคนอื่นและเบียดเบียนตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นพวกสุดโต่ง มีความสุขบนความทุกข์  ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของตนเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชื่นชมคนทั้งสองแบบข้างต้น  และผมเชื่อแน่ว่า คงมีคนเพียงจำนวนน้อยที่ชื่นชมคนสองแบบดังกล่าว

แล้วเราน่าจะชื่นชมคนแบบไหน

ผมคิดว่าเราควรชื่นชมคนที่ไม่สุดโต่ง  พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ไม่พยายามเบียดเบียนตนเอง  อาจจะเกิดขึ้นบ้างแต่ก็โดยไม่ตั้งใจ  โดยความพลั้งเผลอ เมื่อรู้ตัวก็จัดการแก้ไขเสียโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายแก่ทั้งตัวเองและผู้อื่น

ถ้าจะกล่าวถึงคนประเภทที่เราต้องชื่นชมหรือยอมรับนับถือ ผมต้องนับเอา ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ไว้ด้วยอีกคนหนึ่ง

หลายคนอาจสงสัยว่า ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นใครจึงต้องได้รับความชื่นชม

 ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนผมกับคุณนี่แหละครับ  เป็นลูกชาวนาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีโอกาสไปร่ำเรียนที่ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนของรัฐบาลไทย เรียนจบแล้วกลับมาทำงานรับใช้บ้านเมืองที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจนไต่เต้าขึ้นถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงก่อนจะลาออก

เพียงแค่นี้ก็คงไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ  เพราะคนที่ได้รับทุนการศึกษา เรียนจบ กลับมาทำงาน ก็นับได้จำนวนแสน  คนที่เป็นใหญ่เป็นโตในวงราชการทุกวันนี้ครึ่งหนึ่งก็มาจากนักเรียนทุนนี่เอง

แต่ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ต่างจากคนอื่น เพราะขณะที่เรียนอยู่ในต่างประเทศนั้น ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างรู้ตัวว่าเป็นใครมาจากไหน  รู้ว่าตนเป็นคนธรรมดา มาจากประเทศที่ยากจน  มาด้วยเงินภาษีของประชาชนคนยากจน จึงอยู่อย่างสมถะ

เมื่อเรียนจบแล้วทุนการศึกษาที่ได้รับยังใช้ไม่หมด  เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้เงินนั้นแล้ว แทนที่จะถือเอาเป็นของตนก็ไม่  แต่ได้นำกลับมาคืนแก่ต้นสังกัด เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์แก่คนอื่นๆต่อไป

เท่าที่รู้ ไม่มีกฎกำหนดให้ผู้ได้รับทุนส่งคืนถ้าใช้ไม่หมด  ใครจะส่งคืนก็ด้วยจิตใจอันเสียสละและพอเพียงของตน หาใช่เพราะข้อกำหนดใดๆไม่

แม้จำนวนเงินที่เหลือแล้วนำไปคืนนั้นไม่มากมายนัก แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน หากอยู่ที่สำนึกของผู้คืน ที่แสดงให้เห็นถึงการมีสิ่งดีๆหลายอย่าง ทั้งความพอเพียง ความไม่โลภ ความซื่อสัตย์ อันเป็นเครื่องหมายในการใช้ชีวิตในช่วงเวลาต่อมา

 เมื่อลาออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทำงานที่ธนาคารเอกชน ขณะเดียวกันก็ทำงานพัฒนาชนบทไปด้วย  ได้รับผิดชอบงานพัฒนาชนบทโดยเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะและพัฒนาชนบท อันเป็น NGO ที่สำคัญ ก่อตั้งโดยอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์  มีบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาผู้คนในชนบทอย่างกว้างขวาง

ผมเคยไปเดินดูสินค้าในงานสินค้าชุมชนเมื่อหลายปีมาแล้ว  พูดคุยกับชาวบ้านที่นำสินค้ามาขาย  ทั้งงานฝีมือและผ้าทอสวยงาม  ชาวบ้านบอกว่า อาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม  ช่วยเหลือส่งเสริม

คนบนตึกสูงในเมืองหลวงที่จัดงานให้ชาวบ้านนำของมาขายอาจไม่รู้จักไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม แต่ชาวบ้านรู้จักดี  ก่อนที่จะมีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อันโด่งดังหลายปี

เมื่อเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์   ก็ได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่ธนาคารออมสินหลายอย่าง โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนรากหญ้า  เมื่อเห็นว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้วก็ลาออกจากตำแหน่งโดยไม่เสียดายอาลัยอาวรณ์

และอีกเหตุหนึ่งที่รีบลาออกนั้น คนใกล้ชิดเล่าว่า เพราะหากอยู่ไปอีกเพียงปีกว่าๆก็จะได้รับบำนาญตามกฎระเบียบของธนาคาร  แต่ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เห็นว่าตนไม่สมควรที่จะได้  ทำงานที่นี่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบคนอื่นมากเกินไป ประกอบกับงานที่ได้รับมอบหมายก็เสร็จสิ้นแล้ว ออกไปทำงานอื่นๆที่เป็นประโยชน์ย่อมจะดีกว่า

เมื่ออกมาแล้วก็ไม่ว่างงาน เพราะสิ่งที่ต้องทำและหาคนทำได้น้อย นั่นคือการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แบบปิดทองหลังพระนั้นยังมีอยู่อีกมากมายในสังคมไทย คนที่ชื่อ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ

ที่ผมเขียนเรื่องไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นั้นไม่ใช่เพราะว่ามีคนเดียวที่คู่ควรเขียนถึงก็หาไม่ มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ได้ทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยใจอันเสียสละ  ทำด้วยความสุข  ได้ประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งผมได้รับรู้ผ่านคนอื่นๆและรู้เห็นด้วยตนเองด้วยจึงมีความเชื่อมั่นว่า ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นผู้ที่ทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยใจอันเสียสละ  ทำด้วยความสุข  ได้ประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น อย่างแท้จริง

ทำแล้วผู้อื่นได้ประโยชน์ก็ย่อมจะไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น  ทำแล้วตนมีความสุขก็ย่อมจะไม่เป็นการเบียดเบียนตนเอง  ไม่เบียดเบียนคนรอบข้าง คือครอบครัว เป็นต้น ซึ่งไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นตัวอย่างที่ผมพอจะรู้จักและแน่ใจว่า เป็นของแท้แน่นอน เป็นผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงด้วยความชื่นชมนับถือ       

แน่นอนครับ ผมเขียนถึงในครั้งนี้ มิใช่เพราะเป็นอดีตรองรายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี หรืออดีตผู้บริหารสูงสูดขององค์กรใดๆ  ตำแหน่งดังกล่าวนั้นหาใช่เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คนยิ่งใหญ่ได้ไม่ 

คนจะยิ่งใหญ่ในสายตาผู้อื่นนั้น ไม่ใช่ด้วย ตำแหน่งใหญ่โต ฐานะร่ำรวย ชาติกำเนิดสูงส่ง  หรือขนาดของร่างกายที่สูงใหญ่หรอกครับ แต่อยู่ที่ขนาดของใจที่มีให้ผู้อื่นในทางดีต่างหาก

ผมมั่นใจว่า ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็เป็นหนึ่งในหมู่คนที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าวนั้น.

Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Tuesday, February 19th, 2008 and is filed under เรื่องจิปาถะผสม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

No Responses to “อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง”

  1. mapandy on February 19th, 2008 at 9:57 am

    “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องนับถือ และเป็นแบบอย่างในแนวประพฤติปฏิบัติ ซึ่งหายากแท้ในสังคมทุนนิยมครับ

    ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของท่านมาบ้าง แต่ไม่ละเอียดเท่านี้ครับ ยิ่งทำให้ได้คิดและถามตัวเองว่า เราเกิดมาแล้วทำประโยชน์อันใดแก่สังคมบ้าง

    ปล. เพิ่งเห็นว่าคุณโกศลติดลิ้งค์ให้บล็อกน้องนะโมด้วย ตอนนี้ผมลิ้งค์กลับให้เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณในมิตรไมตรีครับ

  2. สุรกิจ สุวรรณแกม on October 24th, 2008 at 7:19 pm

    อาจารย์ไพบูลย์คือทองแท้ของสังคมไทย

  3. โกศล อนุสิม on October 25th, 2008 at 8:38 pm

    >> ขอบคุณครับ พ่อน้องนะโม

    >> ขอบคุณครับ คุณสุรกิจ สุวรรณแกม ผมไปเยี่ยมดอนหญ้านางแล้ว เว็บสวยและมีข้อมูลดีๆมากนะครับ

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats