วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล

ภาพจาก flickr.com

 

ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ  หรือโดยเหตุอันไม่สมควร  จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ  นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ  ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย

 เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้  หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ  เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ  วิ่งกระตุกๆ  นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์  จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว

 คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย  พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น  ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง

 ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง  เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง  หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น  เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ

 อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน  เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่  จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน  ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ  ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน  แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี

สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน  ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน  โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง  อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน

 และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 เหลือเกิน  มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่คงเสียวสันหลังวาบๆ  ยกเว้นพวกที่รวยหรือกำลังรวยด้วย Amazon บ้าง Google Adsense บ้าง  ก็คงไม่ค่อยเสียวเท่าไร

 ผมมีวิธีปลุกปลอบใจให้ยืนหยัดฝ่าฟันวิกฤตมาเสนอ  เป็นวิธีการที่ได้ผลมาแล้ว  ยืนยันด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเองครับ  โดยเฉพาะความทุกข์ยากอันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ  ทำให้กำลังใจหล่นหาย จิตใจเหมือนถูกละลายอ่อนยวบยาบ ก็ลองนำไปใช้ดู

 1. คิดถึงคนที่รักที่สุด  คนเดียวหรือหลายๆคนก็ไม่ผิดกติกา  เพราะคนที่เรารักเป็นกำลังใจให้เราได้ดีที่สุด  ตัวผมนั้น เมื่อจิตตกทีไร คนที่ผมคิดถึงเป็นลำดับแรกคือ พ่อกับแม่ครับ  ผมคิดถึงและอธิษฐานขอบารมีความรักจากพ่อแม่ ให้คุ้มครองลูก เป็นกำลังใจแก่ลูกด้วยเถิด   เชื่อเถอะครับ ไม่มีพลังใดจะเท่าพลังความรักของพ่อแม่ที่มีแก่ลูก  เพียงแค่เราคิดถึงความรักที่พ่อแม่มีให้เรา กำลังใจก็มาแล้ว ทำให้เราคิดต่อไปว่า กว่าพ่อแม่เลี้ยงเราโตท่านต้องลำบากขนาดไหน แล้วเราก็เป็นอภิชาติบุตร ทำสิ่งดีๆเป็นเกียรติเป็นศรีแก่พ่อแม่ เราต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จากนั้นก็คิดถึงลูกเมีย ที่ต้องการให้เราอยู่ด้วย  เราต่างต้องการกันและกัน ฉะนั้นต้องเข้มแข็งเอาไว้…

 2. คิดถึงช่วงที่เคยลำบากที่สุด  คนทุกคนต้องมีช่วงลำบากที่สุดของชีวิตที่ผ่านมาแล้ว  ขนาดตอนนั้นเรายังผ่านมาได้  ตอนนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้   ต่อไปข้างหน้าย่อมจะเจออีก อาจหนักกว่านี้ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้  เมื่อคิดถึงช่วงที่ลำบากที่สุดที่เคยประสบมา จะทำให้เราได้คิด มีสติปัญญา นึกถึงการแก้ไขปัญหาที่เราเคยทำมาแล้ว  ก็จะทำให้มีความคิดดีๆเกิดขึ้น

 3.คิดถึงช่วงที่มีความสุขที่สุด  ทุกคนย่อมจะมีช่วงที่มีความสุขที่สุดมาแล้ว  ชีวิตของเรายังเคยมีความสุขแบบนั้นมาแล้ว อาจหลายครั้งในชีวิต  ฉะนั้น มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่มีแบบนั้นอีก ถ้าเรามีชีวิตอยู่ต่อไป ผ่านพ้นช่วงแย่ๆนี้ไปแล้ว เราก็จะได้พบช่วงดีๆมีความสุขอีกแน่นอน

 4.คิดถึงคนที่เคยลำบากยิ่งกว่าเรา  คนทุกคนต้องเคยได้ยินเรื่องราวแย่ๆของคนอื่นมาแล้วอย่างแน่นอน อาจเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนที่มีชื่อเสียง  ที่เขาเคยตกต่ำแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้จนได้รับชัยชนะในชีวิต  เราก็ต้องผ่านไปให้ได้  คิดถึงคนอื่นๆที่เคยยากลำบากแล้ว ทำให้เรามีกำลังใจ

 5.เลิกคิดทุกอย่าง เพราะคิดแล้วมีแต่ความเครียด บั่นทอนจิตใจ  คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นไม่ต้องคิด อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด  บอกตัวเองว่า คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่คิดเสียดีกว่า  คิดแล้วอะไรดีขึ้นค่อยคิด  ตอนนี้ให้ทำตัวเป็นคนโง่ คือไม่มีความคิด  จากนั้นก็หาอะไรที่ชอบที่สุดทำในช่วงนี้  เช่น อยากอ่านหนังสืออะไรก็หามาอ่าน ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ห้องสมุดสาธารณะ ยืนอ่านในร้านหนังสือ ก็ทำไปเถอะ อยากดุหนัง ฟังเพลง ก็ไปดูไปฟัง อย่าลืมพกความโง่ไปด้วย คือไม่ต้องคิดอะไร  จะนอนอุตุสักวันสองวันก็นอนไป แบบให้สมองกลวง  เชื่อผมเต๊อะ ใจก็จะสงบขึ้น ในที่สุด ความคิดดีๆก็จะเกิดขึ้นมาเอง นี่ช่วยได้จริงๆ

 จะเลือกหนึ่งในหก หรือกี่ข้อ หรือทั้งหมดก็ได้ทั้งนั้นครับ  แต่ผมแนะนำว่า ข้อที่ 1 ควรเป็นข้อบังคับ ส่วนข้ออื่นๆให้เลือกได้ตามอัธยาศัย  โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ ต้องทำแบบโง่ๆ อย่าสงสัย อย่าคิดมาก อย่าเล็งผลเลิศล่วงหน้าและอย่าเล็งผลแย่ไว้ก่อน  สำเร็จก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เสียอะไร

 ผมรับรองว่า ผมรอดชีวิตลุ่มๆดอนๆในอดีตมาด้วยวิธีเหล่านี้แหละ   ทำให้ยังมีชีวิตอยู่ ได้อาศัยอยู่ในที่ลุ่มบ้างดอนบ้างในปัจจุบัน  แต่ก็ยังดีกว่าจมเลนแบบหาศพไม่เจอ ใช่ไหม?

 เมื่อคุณสักคนนำไปใช้  กำลังใจที่ทรุดโทรมอาจหายขาด แล้วพุ่งปรูดปราดสู่ความสำเร็จในชีวิตแบบผิดคาดไปเลยก็ได้ ใครจะรู้.

 


Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Friday, June 20th, 2008 and is filed under พลังและแรงบันดาลใจ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

No Responses to “วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล”

  1. โอ๊ด on June 22nd, 2008 at 4:31 pm

    ทุกอย่างอยู่ที่ทัศนคติ จริง ๆ ครับคุณพี่
    จะมองเป็นศูนย์ ต้องมองแบบสูญเปล่า ไม่มีก็หาเอาใหม่ ไม่ใช้มองแบบสูญสิ้น มีแล้วยึดติดกับของเดิม(ต้องสมองโล่งไปเลยอย่างที่บอก)

    แล้วจำเป็นต้องมองเป็นเชิงบวกเสมอในสถาวะปัจจุบัน
    แต่ผมชอบมองแบบหลุดโลก ใครจะทำไหมความคิดของผมไม่ให้ใครต้องเดือดร้อนตามมานิ คริ ๆ มันสบายใจดี

  2. โกศล อนุสิม on June 22nd, 2008 at 11:12 pm

    สวัสดีโอ๊ต ขอให้รักษาหลักการเอาไว้ให้ดี จะทำให้ทุกข์น้อยลง สบายใจไปนานๆ

    การไม่ติดอะไรเลย สบายดีที่สุดล่ะ

    แล้วถ้าไม่ติดสาวหรือสาวไม่ติดล่ะ เป็นไง เหอๆ

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats