ธนบัตร 20 กับ 1,000 คุยกัน

กาลครั้งหนึ่งเมื่อใดก็ไม่ทราบได้ ธนบัตรใบละ 20 บาทกับใบละ 1,000 บาท มีโอกาสเจอกันในกระเป๋าใส่เงินใบหนึ่ง ทั้งสองจึงได้พุดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์
นับแต่ถูกผลิตขึ้นแล้วเดินทางสู่โลกกว้างผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ธนบัตรทั้งสองก็เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆแล้วแต่คนจะพาไป เปลี่ยนเจ้าของไปมากมายจนไม่สามารถจดจำได้
ผ่านกาลเวลานานแค่ไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน ธนบัตรทั้งสองที่เคยใหม่เอี่ยมก็ถึงกาลแก่ชรา เก่าคร่ำด้วยว่าผ่านมือคนมานาน เมื่อได้โคจรมาพบกันจึงเกิดบทสนทนานี้ขึ้น
“สวัสดีคุณแบงค์พัน” ธนบัตรราคา 20 บาท ทักทายด้วยอัธยาศัยไมตรี “ยินดีที่ได้พบคุณครับ”
“สวัสดีคุณแบงค์ยี่สิบ” ธนบัตรราคา 1,000 บาททักทายตอบด้วยอัธยาศัยไมตรีเช่นเดียวกัน “ผมก็ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันครับ”
การสนทนาเต็มไปด้วยอัธยาศัยอันดี มนุษย์พึงรู้ไว้ด้วยว่า ธนบัตรและเงินเหรียญนั้นแม้จะราคาต่างกันเพียงใด ก็ไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่รังเกียจเดียดฉันท์กันแต่ประการใด ต่างก็รู้คุณค่าและหน้าที่ของตน และรู้คุณค่าหน้าที่ของผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน มีแต่ทำหน้าที่ของตนและเคารพหน้าที่ของผู้อื่น นี่คือธรรมชาติของธนบัตรและเงินเหรียญ
“ตั้งแต่ออกมาจากตู้เอทีเอ็ม คุณคงไปไหนต่อไหนมามากมายนะครับ” ธนบัตรใบละ 20 พูดขึ้น
“ก็มากเหมือนกันแหละครับ” ธนบัตร 1,000 บาทตอบแล้วถามต่อ “คุณก็คงไปมาไม่น้อยเลยเช่นกันใช่ไหม”
“ก็มากเอาการอยู่” ธนบัตรใบละ 20 ตอบ
“ไปที่ไหนมาบ้างล่ะครับ พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม” ธนบัตรใบละ 1,000 บาทถาม
“ก็ตามวัดวาอารามแหละครับ หรือไม่ก็ตู้บริจาคเพื่อการกุศล ส่วนมากแล้วคนจะทำบุญด้วยแบงค์ 20 รวมทั้งนิยมหยอดตู้บริจาคด้วย แต่ก็มีเหมือนกันที่ได้ไปแถวๆร้านอาหารใหญ่ๆ ส่วนมากก็จะถูกใช้เป็นค่าทิปน่ะครับ”
“อืมม์…ก็ดีนะครับที่ได้มีส่วนร่วมในการกุศล” ธนบัตรใบละ 1,000 บาทพูด “ผมไม่ค่อยได้ไปในที่แบบนั้นเท่าไรเลย”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ” ธนบัตรใบละ 20 สงสัย “แล้วคุณไปไหนประจำล่ะครับ”
“ส่วนมากก็ไปในที่มนุษย์เขาชอบไปหาความบันเทิงนั่นแหละครับ อย่างพวกร้านอาหารหรูๆ ผับบาร์ อาบอบนวด บ่อนการพนัน โรงแรมใหญ่ๆ ประเภทนี้แหละที่มีแต่พวกผมไปกันเป็นส่วนมาก นานๆจะเห็นคุณ 20 ส่วนคุณ 100 กับคุณ 500 ก็พอจะเห็นบ้าง”
“อืมม์ มิน่าล่ะ ผมถึงเห็นคุณ 1,000 ที่วัดหรือที่ตู้บริจาคน้อยมาก ส่วนคุณ 100 กับคุณ 500 ก็พอจะเห็นประปราย” ธนบัตรใบละ 20 พูดขึ้น “มนุษย์ใช้งานพวกเราแบบแยกประเภทอย่างนี้นี่เอง”
“ก็คงอย่างนั้นแหละครับ…” ธนบัตร 1,000 บาทคล้อยตาม แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อปรากฏว่าถูกหยิบออกจากกระเป๋า พร้อมกับเสียงอ้อแอ้ดังมาว่า
“อาวปายเลยน้อง ม่ายต้องทอน เอื๊อก…”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะกล่าวลากัน ธนบัตรใบละพันใบนั้นก็ไปรวมอยู่กับใบอื่นๆในลิ้นชักร้านเหล้าเสียแล้ว.
(จบ)
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…อ่านแล้วคิดกันเองเด้อ สิบอกไห่…
…………
(เขียนจากเค้าโครงเรื่องของเจ้าอาวาสวัดนาคู ต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เล่าให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในงานทอดกฐินเมื่อปีก่อน เป็นเรื่องเล่าแฝงนัยอันลึกซึ้งเลยทีเดียว)
*ภาพจาก thaimtb.com ขอขอบคุณ*
หมายเหตุ ผมไปต่างจังหวัดพรุ่งนี้ (21 ตุลาคม) ไปหลายวัน ขอเชิญสังสรรค์กันตามสบายนะครับ.




ดีจริง ๆ ครับ
ชอบนิทานแบบนี้
อ่านแล้วได้คิดตามครับ ^ ^
ใช่ครับผมก็ว่าเหมือนนิทานเรื่องนี้จริงๆ
ไม่ได้แวะมาซะนาน พักหลังมั่วยุ่งๆ สบายดีนะคับลุง ขยันเหมือนเดิมเลย
โครตโดนเลยพี่ อิอิ โดนเต็มๆ
>> ขอบคุณครับปีนป่าย ที่มาชม ดีใจที่ชอบ จะพยายามเขียนอีกครับ
>> Ping ขอบคุณมากครับ เปิดเทอมนี้คงเรียนหนักอีกนะ
>> สวัสดีครับนายโอ 108 บล็อก ลุงก็ขยันบ้างขี้เกียจบ้างแหละนะ เหอๆ
>> ครับคุณทรงชัย มีโอกาสจะเสนอเรื่องโดนๆอีก อิอิ
เยี่ยมเลยครับ ได้ข้อคิด