กาลครั้งหนึ่ง ผมเคยแปลเรื่องขาย…

Books Talk

 วันนี้ผมรื้อกล่องใส่หนังสือและต้นฉบับเก่าๆที่เก็บไว้นานหลายปีแล้ว เจอต้นฉบับทั้งที่เป็นลายมือและพิมพ์ดีด รวมถึงที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ตั้งแต่รุ่น CPU 286 MHz เครื่องพิมพ์ยังเป็นแบบหัวเข็มพิมพ์ได้แค่สีดำ ต่อมาก็พัฒนาเป็นรุ่น CPU 386 เครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำยี่ห้อ HP ผมใช้จนพัง ซ่อมอีกไม่ได้แล้ว เพิ่งขายให้รถซื้อของเก่าไปในราคา 50 บาทเมื่อสองสามเดือนก่อน ราคาซื้อครั้งแรกเมื่อปี 2538 รวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยก็ 8,000 บาทพอดี รวมเครื่องพิมพ์กับคอมพิวเตอร์ 386 จำได้ว่าสามหมื่นกว่าบาท คอมพิวเตอร์ 386 ยังใช้ได้ แต่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เก็บใส่กล่องไว้เป็นอนุสรณ์

อ้าว จะคุยเรื่องที่เคยแปลหนังสือขาย แต่ออกข้างทางไปไกล หันมาเข้าเรื่องดีกว่า

ผมเจอต้นฉบับเก่าๆเป็นหลักฐานในการทำงาน ว่าครั้งหนึ่งเคยแปลเรื่องขายกับเขาเหมือนกัน ที่ผมแปลนั้นเป็นเรื่องสั้นของนักเขียนฝรั่ง สมัยหนุ่มนั้นชอบอ่านหนังสือพวกนี้ครับ เริ่มต้นจากอ่านเรื่องที่คนอื่นแปลแล้วชอบ อยากรู้ว่าต้นฉบับเขาเขียนเป็นยังไง อ่านแล้วจะได้อรรถรสเหมือนอ่านฉบับแปลหรือไม่ จึงหัดอ่านต้นฉบับ ด้วยการเปิดดิกชันนารี หรือพูดสนุกๆว่าถามอาจารย์ดิ๊ค พออ่านมากๆเข้าก็อาจหาญชาญชัยแปลบ้าง แปลแล้วส่งไปตามหนังสือต่างๆ ปรากฏว่าได้พิมพ์กับเขาเหมือนกัน

นี่ถ้าหากว่าเอาจริงเอาจังคือเอาถ่าน ก็คงจะได้เป็นนักแปลมืออาชีพกับเขาได้ แต่เอาไปเอามาถ่านก็ไม่เอา ขี้เถ้าก็ไม่สน จึงกลับไปเป็นคนอ่านฉบับที่เขาแปลเหมือนเดิม

การอ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้น (แม้หลายๆเรื่องฝรั่งจะแปลจากภาษาอื่นมาเป็นภาษาอังกฤษอีกต่อหนึ่งแล้วก็ตาม) ทำให้ได้อรรถรสแตกต่างจากอ่านฉบับแปลมากเหมือนกันครับ คือได้รับรู้อารมณ์ ความรู้สึก บรรยากาศของเรื่องอีกแบบหนึ่ง แม้ว่าจะไม่รู้ศัพท์แสงทั้งหมด อ่านบ่อยๆเข้าก็เดาความหมายได้คล่อง อ่านๆหลายๆรอบเข้าก็กระจ่างแจ้งพอสมควร

หนังสือที่ผมอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษหลายเที่ยวที่สุดก็คือ The Old Man And The Sea ของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอเมริกัน Ernest Hemmingway เป็นเรื่องที่ชอบมากครับ อ่านกี่เที่ยวก็ได้อะไรใหม่ๆทุกครั้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบก็คือ No One Write To The Colonel ของ กราเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคลัมเบีย เป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง เหมาะสมสำหรับคนรู้ภาษาอังกฤษน้อยค่อยๆละเลียดเป็นยิ่งนัก

รองลงมาก็ Of Mice And Men ของ จอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนรางวัลโนเบลชาวอเมริกัน เป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก พอๆกับ The Old Man And The Sea เรื่องนี้จบลงด้วยความเศร้าใจยิ่งนัก อ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้วยิ่งเศร้าใจจริงๆในตอนจบ

ผมแปลเรื่องแรกเรื่องอะไรของใครก็จำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆก็คือแปลเรื่องสั้นครับ เรื่องที่อ่านแล้วชอบ มีทั้งนักเขียนฝรั่งอังกฤษ ฝรั่งอเมริกัน ชาวเอเชียก็มีนักเขียนเวียดนาม ศรีลังกา อินเดีย ในบรรดาเรื่องสั้นของนักเขียนฝรั่งนั้น ฝั่งอังกฤษผมชอบ วิลเลียม ซัมเมอร์เซ็ต มอห์ม แต่ต้องยอมรับว่า ภาษาอังกฤษของฝรั่งอังกฤษนั้นยากกว่า ขรึมขลัง อลังการมาก ส่วนฝั่งอเมริกาที่ชอบก็มี เอิร์สกิน คอลด์เวลล์ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ วิลลเลียม โฟล์คเนอร์ ในสามคนนี้ที่ชอบที่สุดก็คือ เอิร์สกิน คอลด์เวลล์ งานของคนนี้ลูกทุ่งดี

การแปลเรื่องนั้นสนุกตื่นเต้นดีครับ สำหรับผมกว่าจะแปลได้ต้องอ่านหลายรอบ เดาใจคนเขียนว่าต้องการจะสื่ออะไร แล้วจึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทย รอบแรกเอาให้ถูกไวยากรณ์ก่อน พอขัดเกลาจึงเพิ่มเติม ตัดแต่ง ให้ได้อรรถรสตามที่คาดเดาใจนักเขียน บางเรื่องแม้เป็นเรื่องสั้นๆก็ต้องแก้ไขหลายรอบ อ่านทวนเทียบเคียงกับต้นฉบับหลายครั้ง กว่าจะลงตัวจนพอใจก็เหนื่อยพอสมควรแหละครับ

มีความสุขที่สุดก็ตอนที่เห็นผลงานแปลของเราตีพิมพ์ในหน้าหนังสือนั่นแล ส่วนตอนที่สนุกก็คือได้ค่าเรื่องมากินเหล้า (ตอนนั้นยังเป็นคอสุราอยู่) วงจรของการทำงานก็เป็นดังนี้แหละ

……………………………………………
<< ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่ภาพนะครับ
……………………………………………

ทั้งงานเขียนงานแปลของผมที่ตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารต่างๆนั้น ผมไม่ค่อยได้บันทึกเอาไว้ว่าเรื่องใดตีพิมพ์ในหนังสืออะไร เมื่อใด โดยคิดง่ายๆว่าไม่ต้องยึดติดกับมัน ตอนนั้นคิดแบบนั้นครับ เป็นความคิดที่ถูกต้องในเวลานั้น แต่พอถึงเวลานี้ จะใช้ศึกษาอ้างอิงก็ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ มีก็น้อยมาก เลยทำให้รู้ว่า ข้อมูลของตัวเองสูญหายไป

รุ่นน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ที่ยังหนุ่มแน่น ถ้าคิดเหมือนผมตอนนั้นก็คิดใหม่ได้นะครับ การเก็บข้อมูลส่วนตัวเป็นสิ่งที่สมควรทำ เพราะเมื่อถึงกาลเวลาหนึ่งที่เราต้องใช้ประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง จะได้มีข้อมูลสมบูรณ์ ถึงจะตกหล่นไปก็ไม่มาก ถ้าเป็นแบบผมรับรองได้ว่า มีข้อมูลที่จะใช้ประโยชน์จริงๆน้อยมาก ต้องอาศัยรำลึกความหลังเอา ซึ่งโอกาสคลาดเคลื่อนมีสูง

ผมเอาต้นฉบับพิมพ์ดีดฉบับแก้ไขครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้มาลงให้ดู เป็นต้นฉบับแปลเรื่องสั้นของ กราเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ มีร่องรอยแก้ไขให้เห็น เป็นพยานว่า กว่าจะได้ต้นฉบับที่สมบูรณ์นั้นต้องแก้ไขกันทั้งเรื่องจริงๆครับ

นี่เป็นหลักฐานพยานให้รำลึกความหลังว่า ครั้งหนึ่งเราก็เคยแปลเรื่องขายเหมือนกัน แม้จะเป็นในแบบสมัครเล่น แต่ก็ได้ประสบการณ์อันมีค่ามาบอกเล่า เพื่อตนเองจะได้ไม่ลืม

ท่านที่อ่านมาถึงตอนนี้แล้วไม่ได้สาระอะไรเลยก็ขออภัยนะครับ นี่คล้ายๆเป็นเรื่องเล่าให้ตัวเองฟัง ขอบคุณครับ

 

Related Posts with Thumbnails เรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน
This entry was posted on Saturday, September 6th, 2008 and is filed under กถาโกศลทอล์คโม้. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

No Responses to “กาลครั้งหนึ่ง ผมเคยแปลเรื่องขาย…”

  1. เจ๊อ้อย on September 7th, 2008 at 11:21 am

    ขอบคุณมากที่ส่งบทความสนุก ๆ มาให้อ่าน หลัง ๆ พี่ไม่ได้เข้าไปเว็บของศลเลย ขอโทษที

  2. โกศล อนุสิม on September 8th, 2008 at 10:24 am

    ขอบคุณครับเจ๊อ้อย ไม่มาก็ไม่เป็นไรหรอกเจ๊ อ่าน Forward Mail ของเจ๊ก็เหมือนฟังเจ๊พูดเลย อิอิ มึความสุขมากๆนะครับ

  3. ลิงกินผัก on September 13th, 2008 at 11:11 am

    ผมเคยอ่าน The Old Man And The Sea แล้วตอนหลังได้มาฟังเพลงของคาราบาว “เฒ่าทะเล” ผมว่า สุดยอดเลย ได้บรรยากาศจากในหนังสือเลย โดยเฉพาะท่อนโซโล่กลางเพลง มันได้อารมณ์เหมือนในหนังสือ ฟังแล้วเหมือนกับเราไปอยู่กลางท้องทะเลจริง ๆ

  4. โกศล อนุสิม on September 13th, 2008 at 6:48 pm

    ครับคุณลิงกินผัก สมควรแล้วที่เฮมมิ่งเวย์ได้โนเบลเพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องเล็กๆที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ Kenny Rogers แต่งเพลงที่ชื่อ Islands in the stream ถ้าผมจำไม่ผิดนะ

Leave a Reply

kbiztalk

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosoltalk.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

bookandwriter

xirbit

เืดือนนี้มีอะไร

หมวดหมู่สาระพัน

เสียงเพื่อนพูดคุย

เรื่องเก่าๆเอามาให้อ่าน

eXTReMe Tracker Free counter and web stats