Who is the most lazy blogger in the world? I know you do not know but I know that blogger. His name is Kosol Anusim, the owner of Kosolanusim.com and he post his blog every three months, absolutely indolent man.
One day while he was sitting on the chair in the room in his house, looking at monitor and thinking about things he would write for his blog. He had no idea and wanted someone give him guidance.
“Oh! God.” He prayed. “Please help me or send me someone to help me. I have to write a post of my blog today. It’s time to post but I have no idea, my brain is worst, I come to be a fool blogger. Help me please!”
“สาก” กับ “สากกะเบือ” คำนาม 2 คำนี้มีมาคู่สังคมไทยช้านาน สอดแทรกอยู่ในถ้อยคำสำนวนไทยเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความผูกพันแนบแน่นของคนไทยที่มีต่อสากและสากกะเบือ ด้วยว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนอันจะขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าสังคมไทยสมัยก่อนหรือสมัยปัจจุบัน
บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเขียนเรื่องสากกะเบือในที่นี้?
ใครที่ไปชมงานเปิดตัวสินค้า คงจะเห้นว่าทุก ๆงานจะขาดพริตตี้ไม่ได้ ไม่ว่างานจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมต้องมีพริตตี้สวย ๆ แต่งตัวดีมีไสตล์ มองแล้วชื่นใจสบายตา แต่มีใครคิดสักนิดไหมว่า ทำไมงานดังกล่าวต้องมีพริตตี้ แล้วพริตตี้มาทำอะไรที่ในงาน
สถานการณ์บ้านเมืองของเราในวันนี้ อยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่าใกล้หน้าสิ่วหน้าขวานไปแล้วก็ได้ สาเหตุเกิดจากอะไรนั้นก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว นั่นคือการเมืองการปกครองที่บกพร่อง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว หากจะบอกว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี 2475 กระทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะได้ เพราะในปีรุ่งขึ้นก็ยึดอำนาจกันเอง แต่ฝ่ายทำการยึดอำนาจเกิดพ่ายแพ้จึงต้องเป็นกบฏ นับแต่นั้นมา ปัญหาการเมืองการปกครองไทยจึงยุ่งอีนุงตุงนังมาจนทุกวันนี้

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประชากรไม่ถึง 100 ล้านคน แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไร ๆ ใหญ่จนเกินตัวในหลายเรื่อง ทำให้สิ้นเปลืองแบบไม่คุ้มค่า เช่น บรรดานายพลในกองทัพทั้งสามเหล่าและตำรวจ มีมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งส่วนมากก็ไม่มีอะไรทำ มีตำแหน่งประจำบ้าง ที่ปรึกษาบ้าง ผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ตำแน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับท่านทั้งหลายที่เป็นส่วนเกิน ไม่ต้องทำอะไร สิ้นเดือนก็รับเงินคนละหลายหมื่น
อีกพวกหนึ่งที่มีล้นเกินคือบรรดานักการเมืองทุกระดับ ที่มีกันหยุบหยับไปหมด
หมายความตามหัวข้อนั่นแหละครับ
แต่จะตรงความหมายของ Affiliate Marketing Guru จริงหรือไม่ เพราะยังมืดแปดด้านสิบหกมุม คิดไม่ออกและก็ไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้นแหละ ฮา
เรื่องของเรื่องก็คือว่า คิดมานานว่า ตัวเองก็มุ่งมั่น บากบั่น สร้างสรรค์การทำมาหากินด้วย Affiliate Marketing ตามความรู้และแรงบันดาลใจจากปรมาจารย์ทั้งหลาย ที่เคยกล่าวนามมาหลายครั้ง เช่น ท่านต้น- สิทธิศักดิ์ บุญมาก ท่านโยคี ท่านทรงชัย ณะอำภัย ท่านอนุชา ลีวรกุล ท่านตราวุฒ เหลืองสมบูรณ์ ท่านเปิ้ล-ปภาดา และอีกมากมาย โดยทำมาจนหนวดหงอกแล้วแม้จะยังคลานเป็นเต่าต้วมเตี้ยม แต่ก็พอจะมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่นิดหน่อยขนาดเท่าหนวดเต่าเขากระต่าย จึงอยากจะเขียนให้คนอ่านบ้าง
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐะรรมนูญ ที่นักการเมืองบางกลุ่มกระหายอยากเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่เห็นด้วย-ไม่ร่วมแก้ไข ผมก็ขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เขียนกลอนไว้ในบล็อกที่โอเคเนชั่นบล็อกด้วย (เชื่อเถอะ นาน ๆ ผมจะเห็นตรงกับพรรคการเมือง ทุกพรรคนั่นแหละ)
วันนี้ผมได้อ่านบทความของ สุรวิชช์ วรวรรณ เรื่อง นักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน ในผู้จัดการออนไลน์แล้ว ชัดเจน ตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเขียน (ผมเคยไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เขาเขียนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไม่เห็นด้วยกับเขาตลอดไป) ดังนั้น จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ไว้ในที่นี้ด้วย ขออนุญาตทั้ง สุรวิชช์ วรวรรณ เจ้าของบทความ ทั้ง นิรันดร์ เยาวภา เว็บมาสเตอร์ กรรมการชมรมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ผมไม่ได้เอามาทำการค้านะครับ
บทความฉบับเต็มของ สรุวิชช์ วรวรรณ มีดังนี้
เรื่องการเขียนและการทำเว็บไซต์กับบล็อกนั้น ทั้งนักวิชาการและเซียนบล็อกเกอร์ทั้งหลายกล่าวตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้บล็อกเป็นที่สนใจของทั้งบ็อตของ Search Engine และชาวบ้านนักค้นหาข้อมูลก็คือ “เนื้อหา” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Content is King” เพราะทุกคนที่เข้าบล็อกและเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็เพื่อจะอ่านเนื้อหาดี ๆ ตามหัวข้อที่ตนสนใจ